หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ผลพวงทุนนิยม

คอลัมน์ เดินหน้าชน  โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.net    มติชนรายวัน  วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9684

ดีใจที่ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศออกมาว่า จะสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสว่ารัฐบาลไทยจะไปติดกับอเมริกันเรื่องจีเอ็มโอเสียแล้ว

ดีนะที่มีการท้วงติง มีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวออกมาให้มีการฉุกคิดกันก่อน วันนี้พ.ต.ท.ทักษิณจึงประกาศสิ่งที่ชัดเจนออกมาทางวิทยุ ซึ่งเรื่องนี้คงได้ยินได้ฟังกันทั่วประเทศไปแล้ว

ความจริงเรื่องจีเอ็มโอนี่ทาง "มติชน" ได้ให้ความสำคัญมาตลอด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับจีเอ็มโอจากคุณพิเชียร คุระทอง บรรณาธิการอำนวยการ หนังสือพิมพ์มติชน ในเรื่องนี้

คือเราจับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องนี้ หลังจากฟังแล้วผมสรุปเอาเองว่า จีเอ็มโอเป็นผลพวงมาจากระบบทุนนิยมที่ยึดถือแนวคิด "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" เป็นสรณะ

ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ได้ทำการวิจัยลงไปถึงระดับยีน ค้นพบและจำแนกหน้าที่ของยีนแต่ละตัวได้

การค้นพบนี้ไม่ใช่ค้นพบไว้เป็นวิทยาทานนะครับ แต่กลับจดลิขสิทธิ์ตีตราประทับจองในการค้นพบของตัวเอง ต่อมาก็ได้พัฒนาการค้นพบเป็นการดัดแปลงยีนเพื่อพัฒนาสายพันธุ์สัตว์และพืช

การตัดต่อยีนนี้เองที่กำลังมีปัญหาอยู่ !

ปัญหาใหญ่มันไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีจีเอ็มโอหรอกครับ แต่ปัญหามันอยู่ที่ความโลภของประเทศกลุ่มโลกที่หนึ่ง

กล่าวคือนักธุรกิจอเมริกาคิดค้นการตัดต่อยีนขึ้นมาและจดลิขสิทธิ์ตีทะเบียนเป็นของตัวเอง แถมยังชั่วร้ายถึงขนาดที่เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอของเขานั้น นำไปเพาะปลูกต่อไม่ได้ ถ้าคุณอยากได้จะต้องซื้อจากเขาอย่างเดียว

ความคิดผูกขาดโดยเทคโนโลยีอย่างนี้ใครเขาจะรับได้ ลำพังคนอเมริกันค้าขายกับคนอเมริกันกันเองก็ไม่เป็นไร ถือเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ปรากฏว่าการค้าเฉพาะภายในประเทศมันไม่เพียงพอ อเมริกันจึงคิดจะนำออกขายไปทั่วโลก

ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ โลภขนาดจะผูกขาดการค้าแบบนี้ใครจะรับได้ ในที่สุด ทางสหภาพยุโรปเองซึ่งถือเป็นกลุ่มเศรษฐกิจคู่แข่งสำคัญของอเมริกันก็เลยคัดค้าน และใช้จุดอ่อนในความกลัวเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ นั่นคือกล่าวหาว่าการนำเอาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการตัดต่อยีนมารับประทาน ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ ในที่สุดมันจะเกิดปัญหากับคนกิน หรือไม่ก็เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม คราวนี้ อเมริกันก็จ๋อย เพราะไม่ใช่เฉพาะอเมริกันอย่างเดียวที่เป็นตลาดใหญ่ของโลก สหภาพยุโรปเขาก็เป็นตลาดสำคัญเหมือนกัน พอสหภาพยุโรปไม่เอาจีเอ็มโอ ประเทศผู้ผลิตอย่างไทยเราก็ต้องฟังด้วย แม้ว่าทางสหรัฐอเมริกาจะเสนอเทคโนโลยีจีเอ็มโอผ่านทางสถาบันทางวิชาการมาแต่ไทยก็ต้องระวัง

ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดกรณีอย่างมะละกอที่กำลังมีปัญหาอยู่นี่

ปัญหามาลงเอยตรงที่ว่าแล้วประเทศไทยจะกำหนดจุดยืนของตัวเองอย่างไร

ในความเห็นของผมอีกเช่นกัน ผมเห็นว่า เกษตรอินทรีย์จะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย คือใช้ธรรมชาติสยบอธรรมชาติ โดยมีจุดขายตรงที่ความมั่นใจในความปลอดภัยในการบริโภค โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสายพันธุ์ตามวิถีธรรมชาติ เพื่อให้มีผลผลิตที่ดีที่สุดออกสู่ตลาด

ขณะเดียวกันก็อย่าไปทิ้ง การวิจัยเทคโนโลยีจีเอ็มโอ เพราะอย่างน้อยการวิจัยก็จะได้รู้ว่า จีเอ็มโอมีผลดีและผลเสียอย่างไร

อย่างน้อยที่สุด ของบางอย่างอาจจะนำเทคโนโลยีจีเอ็มโอมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศได้ หรือบางทีเราอาจจะพบข้อผิดพลาดของเทคโนโลยีนี้ และนำไปเป็นเครื่องมือสำหรับประเทศไทยในตลาดโลกก็ได้ ใครจะไปรู้

หน้า 6