หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ไม่มี "จีเอ็มโอ"

โดย สันต์ หัตถีรัตน์  มติชนรายวัน  วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9681

"จีเอ็มโอ" (GMO, genetically modificd organisms) คือสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการต่อตัด/ดัดแปลงพันธุกรรม หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า "พืชสัตว์ตัดต่อพันธุ์"

ปัญหา "พืชสัตว์ตัดต่อพันธุ์" (จีเอ็มโอ) กลับมาเป็นข่าวใหญ่ในไทยอีกครั้ง เมื่อ "คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ" ที่มีนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ให้มีการทดลองและปลูกพืชจีเอ็มโอในไร่นา และให้นำพืชและสัตว์จีเอ็มโอจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยได้ โดยนายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่า "ไทยจะได้ไม่ตกขบวนรถไฟทางวิทยาศาสตร์"

ซึ่งเป็นการขัดต่อนโยบายที่ท่านนายกฯได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า "รัฐบาลจะผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์การค้าเกษตรอินทรีย์ของโลก" (ซึ่งตรงข้ามกับเกษตรจีเอ็มโอ และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ทั่วโลก ได้คัดค้านต่อต้านจีเอ็มโอตลอดมา)

และเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ห้ามการปลูกทดลองพืชจีเอ็มโอในไร่นา จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพออกมาบังคับใช้ก่อน

"พืชสัตว์ตัดต่อพันธุ์" ถูกตั้งสมญาเป็น "พืชสัตว์ผีดิบ" ตามนวนิยายระทึกขวัญอมตะ ที่มีการตัดต่อศพให้กลับมีชีวิตเป็น "ผีดิบ" (Frankenstein) ที่อาฆาตผู้สร้างมันให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา จึงเข่นฆ่าทำร้ายผู้สร้างมันและประชาชนอื่นๆ ด้วย

ยังไม่มีสถาบันใดในโลกที่กล้ารับรองความปลอดภัยของจีเอ็มโอต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในระยะยาวแม้แต่ประชาชนในสหรัฐและยุโรปที่ ผลิตจีเอ็มโอ ยังต่อต้านและไม่บริโภคจีเอ็มโอ เพราะกลัวอันตราย

สหภาพยุโรปถึงกับออกมาตรการควบคุมจีเอ็มโอที่เข้มงวดที่สุดในโลก บริษัทอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปส่วนใหญ่ไม่รับจีเอ็มโอในสินค้า เพราะประชาชนจะไม่เข้าร้าน เนื่องจากกลัวพิษภัยในระยะยาว

แม้ในระยะสั้น มันก็ทำให้เกิดผลเสียนานาประการ เช่น

1.ผลเสียในทางเศรษฐกิจ พืชสัตว์จีเอ็มโอทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เป็นผลผลิตของบรรษัทข้ามชาติเพียงไม่กี่แห่ง เช่น มอนซานโต้ ไบเออร์ ซินเจนต้า บรรษัทเหล่านี้ได้ผูกขาดผลผลิตและวิธีผลิตด้วยระบบทรัพย์สินทางปัญญาและสนธิสัญญาการค้าต่างๆ เช่น ระบบสิทธิบัตร ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชและสัตว์ ระบบความลับทางการค้าระบบสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น สนธิสัญญาการค้าเสรี(FTA, free trade agreement) เป็นต้น

ดังนั้น ถ้ามีการใช้/การบริโภคผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอมากเท่าใด ประชาชนไทยและประเทศไทยก็จะเสียเงินให้แก่บรรษัทข้ามชาติมากเท่านั้น และจะทำให้ผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติของไทยค่อยๆ สูญพันธุ์ไป เพราะไม่อาจแข่งขันกับ "ผลิตภัณฑ์ผีดิบ" ที่ผลิตง่าย และผลิตได้ถูกกว่าผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติได้ ในที่สุดเกษตรกรไทยก็จำใจต้องไปปลูกพืชจีเอ็มโอแทน กลายเป็นทาสรับใช้บรรษัทข้ามชาติเหล่านั้น

บรรษัทข้ามชาติเหล่านั้นจึงพยายามเข้ามาครอบงำรัฐบาลของประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาต่างๆ เพื่อขายผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอของตน ถึงขนาดมีข่าวว่านายกฯทักษิณได้พบกับนายคริสโตเฟอร์ คิตบอนด์ วุฒิสมาชิกอเมริกันที่ถูกระบุว่างเป็นตัวแทนของบรรษัทมอนซานโต้ด้วย จนเกิดปรากฏการณ์เอฟทีเอและจีเอ็มโอตามมา

นอกจากนั้น รายงานวิจัยล่าสุดของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ Ernst and Youug ชี้ชัดว่า บริษัทที่ทำการค้าเกี่ยวกับจีเอ็มโอในสหรัฐอเมริกา ขาดทุนสะสมมากกว่า 41,000 ล้านดอลลาร์(ข่าวมติชน 28 ส.ค. 47) เพราะประชาชนในสหรัฐและยุโรปไม่ยอมบริโภคจีเอ็มโอ จนบรรษัทมอนซานโต้ยกเลิกความพยายามที่จะเผยแพร่ข้าวสาลีจีเอ็มโอในระดับโลกยกเลิกโครงการปรับปรุงพันธุ์พืชจีเอ็มโอบางอย่างในออสเตรเลีย ถอนโครงการเมล็ดพืชจีเอ็มโอบางอย่างจากยุโรป เป็นต้น(แต่กลับผลักดันเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ!)

2.ผลเสียในทางการเมือง การที่นายกรัฐมนตรี "กระทำขัด" ต่อนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต่อมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

แล้วยังทำให้เกิดความสับสนแก่ประชาชน เมื่อมีข่าวว่านายคิตบอนด์มาล็อบบี้ให้บรรษัทมอนซานโต้ นายกฯบอกว่า "ไม่เคยรู้จักนายคริสโตเฟอร์ คิตบอนด์" ทั้งที่นายกฯเคยพูดไว้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2547 ว่า "ได้พบกับนายคิตบอนด์ที่ถือว่าเป็นเฟรนด์ ออฟ ไทยแลนด์ และได้คุยกันถึงเรื่องต่างๆ รวมทั้งเอฟทีเอไทย-สหรัฐด้วย"

การที่นายกรัฐมนตรีไม่โปร่งใสเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทย ทำให้การปฏิรูปการเมืองไทยล้มเหลว และทำให้ "ขาลง" ของพรรคไทยรักไทยมีอัตราเร่งเร็วขึ้น ยิ่งกว่าความคิดเห็นของพลตรีจำลอง ศรีเมือง และผลการเลือกตั้ง "ผู้ว่าฯกทม." เสียอีก

3.ผลเสียในทางสังคม ในขณะที่ประเทศไทยยังมีปัญหาความแตกแยกในสังคมอย่างมากมาย เช่น "ไฟใต้" "ปัญหาที่ดิน" "ปัญหาสัญชาติ" ที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงได้

การที่รัฐบาลยอมให้ต่างชาติเข้ามาบีบคั้นให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม จึง "ไม่ฉลาด" และเป็นการ "ชักศึกเข้าบ้าน" ยิ่งกว่ากรณีส่งทหารไปอิรักและจับกุมชาวมุสลิมที่สหรัฐกล่าวหาว่าก่อการร้ายเสียอีก

เพราะไทยยังต้องพึ่งการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังสหรัฐและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ การอนุมัติให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอในไร่นา และให้นำพืชสัตว์จีเอ็มโอจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยได้ จะทำให้สินค้าเกษตรไทยทั้งที่เป็นวัตถุดิบและเป็นอาหารสำเร็จรูป เป็นที่หวาดระแวงว่าจะมีจีเอ็มโอปนเปื้อนอยู่ และจะส่งออกไม่ได้

เกิดปัญหากับเกษตรกรและธุรกิจสินค้าเกษตรไทยในวงกว้าง ทำให้เกิดการว่างงานและตกงาน ซึ่งจะนำไปสู่ความปั่นป่วน วุ่นวาย และความเดือดร้อนในสังคมอย่างมหาศาล ดังที่นายโจนาธาน แมทธิวส์ ผู้อำนวยการกลุ่มติดตามผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ(GM Watch) ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรระหว่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(e-mails) ถึงนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547

รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี จึงควรรับฟังความเห็นของนักวิชาการและองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย ดีกว่าที่จะดึงดันกระทำการไปโดยแรงผลักดันของบรรษัทข้ามชาติ และควรมีความซื่อสัตย์ต่อนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาและต่อมติคณะรัฐมนตรีที่ยังมีผลบังคับใช้

รวมทั้งมีความโปร่งใสในการดำเนินงานต่างๆ โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจนเกิดการทุจริตเชิงนโยบายอยู่เนืองๆ

ประชาชนไทยและสังคมไทยจำต้องตื่นตัว และส่งเสียงเรียกหาความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล รวมทั้งการปฏิเสธพืชสัตว์จีเอ็มโอต่างๆ ตราบใดที่ยังไม่มีความโปร่งใสในเรื่องนี้ ดังเช่น กรณี "มะละกอแขกดำท่าพระ" ที่ทางกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ "แอบ" ปลูก และเผยแพร่ที่จังหวัดขอนแก่น และกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้บุกเข้าไปตรวจสอบเมื่อไม่นานมานี้ จนเป็นคดีความกันอยู่ นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมะละกอจีเอ็มโอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ร้องขอข้อมูลเหล่านี้ เพื่อปกป้องสิทธิของเกษตรกรอีกด้วย (ข่าวมติชน 29 ส.ค. 2547)

ประเทศไทยมีจีเอ็มโอแอบแฝงอยู่ในอาหารและผลิตภัณฑ์หลายชนิด ซึ่งรวมถึงอาหารเสริมและเครื่องดื่มสำเร็จรูป ดังที่เคยมีเรื่องร้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น เนสท์เล่ เป็นต้น

ประชาชนไทยและสังคมไทย จึงควรร่วมกันส่งเสียงและผลักดัน ไม่ให้จีเอ็มโอ(โดยเฉพาะจีเอ็มโอแบบแอบแฝงหรือไม่ติดสลากบอกไว้) ในประเทศไทย

เพราะประชาชนไทยมีสิทธิที่จะไม่บริโภคผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ เช่นเดียวกับประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว

หรือคนไทยไม่มีสิทธิเช่นนั้น?

หน้า 9