หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
การวิเคราะห์กฎหมาย นโยบาย และมาตรการต่างๆ ของประเทศไทย เกี่ยวข้องกับ GMOS (1)

บทความพิเศษ  เขตไท ลังการ์พินธุ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1256

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

อิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่บ่อยครั้งที่ทำให้รัฐบาลต้องมีนโยบายหรือกฎหมายใหม่ หรือเกิดนโยบาย หรือกฎหมายที่บางครั้งไม่เหมาะสม หรือไม่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีสำหรับ GMOS หรือที่เรียกว่า สิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัดแปลงหรือตกแต่งสารพันธุกรรม โดยเฉพาะที่จะเกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนา ดังเช่น ประเทศไทย

ดังนี้ การวิเคราะห์ถึงนโยบายกฎหมายและมาตรการต่างๆ จึงมีความสำคัญต่อก้าวต่อไปของประเทศไทยในการจัดการกับปัญหา GMOS นี้

บทความฉบับนี้ต้องการจะกล่าวถึงการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นของ GMOS โดยเสนอวิธีการวัดนโยบายต่างๆ 5 ประการที่จะทำให้ประเทศไทยเข้าใจตัวเองมากขึ้น และทราบว่าตอนนี้ประเทศไทย กำลังอยู่ในขั้นไหนของขบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ GMOS

ทำให้จะสามารถวิเคราะห์บทบาทและหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ดีและเตรียมพร้อมจะแก้ปัญหาได้ในอนาคต

ความหมายของ GMOS และภาพรวมของปัญหา

คําว่า "จีเอ็มโอ (GMOS) เป็นคำย่อมาจากคำว่า genetically modified organisms เทคโนโลยี GMOS คือ เทคโนโลยีชีวภาพที่ใช้ความรู้เกี่ยวกับยีน (gene) หรือหน่วยพันธุกรรมและดีเอ็นเอ ( DNA) บางครั้งเรียกว่า สารพันธุกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือสร้างพันธุ์ของพืชสัตว์หรือจุลินทรีย์ โดยใช้เทคนิคการตัดต่อยีนเป็นหลัก

ผลที่ได้คือสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมหรือต่างจากพันธุ์เดิมหรือ GMOS นั่นเอง เช่น มะเขือเทศที่เก็บรักษาได้นานหลังเก็บเกี่ยว มะละกอที่มีความต้านทานต่อโรคที่เกิดจากไวรัส หรือข้าวโพดที่สร้างสารด้านแมลงศัตรูพืชได้ด้วยตัวเอง

จากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในทศวรรษที่ 7 (ค.ศ.1970) และเข้าสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์ของสหรัฐในปี พ.ศ.2536 โดยคาดหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาด้านเกษตรกรรมและโภชนาการของโลก แต่กลับกลายเป็นการขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่าสหรัฐกับยุโรป (EU) โดยอ้างถึงความไม่มั่นใจ เรื่องการบริโภค และความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งมีผลต่อแนวโน้มการยอมรับของประชาชนผู้บริโภค ต่อผลิตภัณฑ์ GMOS มาก

ทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวโยงหรือสำคัญนำไปสู่ปัญหาเรื่องนโยบายทางเกษตรและการเมืองระหว่างประเทศ สิ่งแวดล้อม กฎหมายหรือกฎระเบียบระหว่างประเทศ การครอบครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ความมั่นคงของชาติเรื่องอาหาร ตลอดจนจริยธรรมในการวิจัยและการค้าต่างๆ

จากกระแสคิดด้านอาหาร GMOS ทั้งจากความกังวลของผู้บริโภคและคราวจำเป็นในการแข่งขันทางการค้าถึงขีดสุด EU ได้ออกกฎหมายจำกัดการนำเข้าสินค้า GMOS จากสหรัฐต้องมีการติดฉลากหรือแยกอาหาร GMOS ออกจากอาหารปกติ ทำให้เกิดประเด็นของความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศนี้อย่างมาก โดยมีการนำเรื่องขึ้นฟ้องร้อง WTO (World trade Organization) แล้วในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

สำหรับประเทศไทย ประชาชนทั่วไปได้รับรู้และให้ความสนใจเกี่ยวกับ GMOS นี้ประมาณปี 2542 เมื่อผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารถูกข้อจำกัดหรืออุปสรรคจากกฎหมายใน EU และประเทศอื่นๆ เช่น เรื่องปลาทูน่ากระป๋องในน้ำ/ถั่วเหลือง หรือสินค้าพวกแป้งหรือเนื้อไก่ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีส่วนผสมของ GMOS หรือไม่ก็จะถูกสั่งห้ามนำเข้าทันที

ดังนั้น ทำให้มีกฎระเบียบใหม่สำหรับสินค้า GMOS ที่จะจำหน่ายข้ามประเทศต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า (Advance Information) หรือการติดฉลาก (Labelling) สิ่งเหล่านี้ทำให้แต่ละประเทศต้องทยอยออกกฎระเบียบของตน เพื่อปกป้องผู้บริโภคหรือใช้เป็นการกีดกันทางการค้าของประเทศอื่นเป็นต้น

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ GMOS ในประเทศไทย

กฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องได้แก่ดังต่อไปนี้

1. พืช

1.1 พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507, แก้ไข พ.ศ.2542

1.2 ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องกำหนดพืช ศัตรูพืชหรือพาหะจากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้นและเงื่อนไข พ.ศ.2537

1.3 ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับขออนุญาตนำเข้าหรือนโยบายสิ่งของต้องห้าม พ.ศ.2537

1.4 พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518, แก้ไข พ.ศ.2535

1.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

2. สัตว์

2.1 พระราชบัญญัติควบคุมการบำบัดโรคสัตว์ พ.ศ.2505

2.2 พระราชบัญญัติควบคุมเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ.2525

2.3 พระราชบัญญัติคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525

3. ด้านผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Technology)

3.1 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

3.2 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518

3.3 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2533

4. ด้านสิ่งแวดล้อม

4.1 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535

5. ด้านทรัพย์สินทางปัญญา

5.1 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ พ.ศ.2537

5.2 พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2535

5.3 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

6. ด้านนำเข้าและส่งออก

6.1 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2526

7. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค

7.1 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2534

8. ด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

8.1 พระราชบัญญัติพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2534

วิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่จะควบคุมหรือใช้บังคับกับ GMOS โดยตรงเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เหมาะสมหรือดีขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องพืชส่วนใหญ่ เช่น พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 ใช้ควบคุ้มและดูแลกรณีพืชนำเข้าที่เป็น GMOS เท่านั้นซึ่งไม่มีกฎหมายที่ควบคุมและกำกับดูแลการนำเข้าสัตว์หรือจุลินทรีย์อื่นๆ เลย

ส่วนเรื่องการควบคุมการส่งออกตัว GMOS เองหรือผลิตผลที่ได้จาก GMOS ประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายควบคุมในขณะนี้

แต่มาตรการทางกฎหมายบางอย่างที่ชัดเจนอย่างเช่น เพื่อควบคุมและป้องกันพันธุ์พืชของประเทศไทยจากเชื้อโรคหรือศัตรูพืชจากต่างประเทศ ประเทศไทยตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 (แก้ไข พ.ศ.2542) มาตรา 6 บัญญัติว่า

"เมื่อมีกรณีจำเป็นจะต้องป้องกันศัตรูพืชชนิดหนึ่งขนิดใดมิให้ระบาดเข้ามาในราชอาณาจักรให้รัฐมนตรี โดยความแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดชื่อพืช ศัตรูพืช หรือพาหะชนิดใดเป็นสิ่งต้องห้ามหรือสิ่งจำกัดตามพระราชบัญญัติ ดังนี้แล้วแต่กรณีและในประกาศนั้นจะระบุกำหนดชื่อพืช ศัตรูพืช หรือพาหนะชนิดใดจากแหล่งใด หรือจะกำหนดข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขใดๆ ไว้ด้วยก็ได้"

จากมาตรานี้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีอำนาจในการกำหนดมาตรการควบคุมจำกัดสินค้าพวก GMOS ได้เพื่อมิให้ระบาดเข้ามาในประเทศไทย และตามมาตรา 8 กำหนดห้ามมิให้บุคคลใดนำเข้า หรือนำผ่านซึ่งสิ่งต้องห้ามเว้น แต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี และมีใบรับรองปลอดศัตรูพืชของเจ้าหน้าที่ของประเทศที่ส่งสิ่งต้องห้ามนั้น

หรือหนังสือสำคัญอย่างอื่นอันเป็นที่เชื่อถือได้สำหรับประเทศที่ไม่มีการออกใบรับรองปลอดศัตรูพืช (Phytosanitary Certificate) กำกับมาด้วยและกรณีนำเข้านี้อธิบดีจะอนุญาตได้เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทดลองหรือวิจัยเท่านั้น

ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2542 นี้ การไม่ปฏิบัติหรือฝ่าผืนกฎหมายอาจถูกลงโทษจำคุก 1 ปี หรือ ปรับ 10,000.00 บาท หรือทั้งจำและปรับ

ปัจจุบันนี้มีการกำหนดพืชศัตรูพืชหรือพาหะเป็นสิ่งต้องห้ามเพิ่มเติมโดยรัฐบาลด้วย ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องกำหนดพืชศัตรูพืชหรือพาหะจากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 (พ.ศ.2537) จำนวน 40 ชนิด

สรุป คือ ในขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้กฎหมายเป็นกลไกในการควบคุม GMOS โดยตรงหรือออกกฎหมายเกี่ยวกับ GMOS โดยตรงแต่อาจใช้กลไกอื่นๆ ที่มิใช่กฎหมาย เช่น นโยบาย, การจัดการ, งานวิจัย ฯลฯ มาควบคุมแทน

การวิเคราะห์นโยบายหรือท่าทีของประเทศไทยต่อ GMOS

เนื่องจากปัจจุบันนี้กฎหมายในการควบคุมหรือดูแล GMOS ในหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนายังไม่ชัดเจนหรือไม่มีกฎหมายโดยตรงในเรื่องนี้ดังนั้น คงต้องพิจารณาถึงเรื่องอื่นๆ ในการจะวัดถึงท่าทีหรือนโยบายของประเทศนั้นจะเป็นเชิงสนับสนุน (Promotion) หรือเชิงป้องกัน (Prevention) ซึ่งจะมีตัววัด 4 ตัวที่จะดูได้ว่านโยบายของประเทศเกี่ยวกับ GMOS ชัดเจนคือ

(1) "สนับสนุน" (Promotional) (2) นโยบายเป็นกลางต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ นี้แต่พยายามเร่งรัดหรือชะลอเรื่อง GMOS ในประเทศของตนถือเป็น "ความเห็นสมควร" (Permissive) (3) นโยบายที่พยายามจะชะลอการเพิ่มขึ้นของ GMOS เนื่องจากปัญหาเหตุผลสาธารณะต่างๆ แต่ไม่ได้ห้ามเรื่องเทคโนโลยีทั้งหมดเรียกว่า "ระมัดระวัง" (Precautionary) และสุดท้ายหากมีนโยบายกีดกันหรือจำกัด GMOS ทั้งหมดรวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยถือว่าเป็น (4) "ป้องกัน" (Preventive)

ทั้งหมดนี้ประเทศต่างๆ สามารถจะเลือกตัววัดทั้ง 4 ตัวนี้ใน เรื่องหรือประเด็นต่างๆ ได้หลายประการ สำหรับในบทความฉบับนี้จะใช้วัดในนโยบายแค่ 5 ประการ คือ

1. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights) IPR

ประเทศทุกแห่งต้องตัดสินใจว่าจะให้สิทธินี้แก่ ผู้ผลิตหรือประดิษฐ์ GMOS หรือไม่ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานี้ เช่น สิทธิบัตร หรือสิทธิในเมล็ดพันธุ์พืช ประเทศที่กำลังพัฒนาที่กำลังต้องการเทคโนโลยี GMOS ส่วนใหญ่จะให้สิทธิ IPRS ในบางรูปแบบต่อเอกชนผู้ผลิต GMOS เพื่อแลกเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งหากไม่ให้สิทธินี้บริษัทหรือเอกชนนั้นก็จะนำเทคโนโลยีไปใช้ที่อื่น

2. ความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-safety)

ประเทศที่ต้องการส่งเสริมนโยบาย GMOS ก็จะกำหนดมาตรการการปลอดภัยทางชีวภาพให้ต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศที่ต้องการป้องกันสินค้า GMOS

3. การค้า (Trade)

ประเทศที่ด้อยการส่งเสริมเทคโนโลยี GMOS ก็จะอนุญาตหรือไม่จำกัดให้นำเข้าเมล็ดพืช GMOS เข้าในประเทศได้ หากเป็นประเทศที่ต้องการป้องกันก็จะไม่ให้นำเข้า GMOS หรือดูเป็นกรณีๆ ไป

4. ความปลอดภัยของอาหารและทางเลือกของผู้บริโภค

การเพาะปลูกพืช GMOS อาจเป็นการส่งเสริมนโยบายปลอดภัยของอาหารได้ด้วย หากไม่มีอะไรแตกต่างจากการปลูกพืชแบบธรรมดาอื่นๆ ที่ไม่มีการต้องทำการทดลองถึงผลกระทบเสียก่อน ในทางกลับกันการเพาะปลูกพืช GMOS อาจทำให้เป็นการจำกัด GMOS ในทางนโยบายที่ส่งเสริมผลิตผลของ GMOS หรืออาจต้องมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างทั้ง 2 อย่างในเชิงพาณิชย์

5. การทำวิจัยและพัฒนา

ประเทศที่กำลังพัฒนาที่สนใจส่งเสริมเทคโนโลยี GMOS อาจทำการลงทุนด้วยเงินทุนเองในการทดลองดังกล่าว หรืออาจให้บริษัทเอกชนทำการทดลองโดยให้เงินลงทุนก็ได้แทนที่จะใช้ระบบวิจัยการเกษตรกรรมของตนเอง โดยทดลองในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรของประเทศดังกล่าวเลยและผ่านการสั่งการทางกระทรวงทบวงกรมต่างๆ

หรือในบางประเทศอาจไม่ให้มีการทดลองในเรื่องทั้งหมดนี้เลยก็ได้หากไม่มีนโยบายในเรื่องนี้

หน้า 30


การวิเคราะห์กฎหมาย นโยบาย และมาตรการต่างๆ ของประเทศไทย เกี่ยวข้องกับ GMOS (2)

บทความพิเศษ   เขตไท ลังการ์พินธุ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1257  หน้า 37

การวิเคราะห์นโยบายและท่าทีของประเทศไทย

จากตัววัด 5 ประการข้างต้นเราอาจจะวิเคราะห์นโยบายและท่าทีของประเทศไทยได้ดังนี้

1. เรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

ตามมาตรา 27 ของความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade Related Aspect of Intellectual Property Rights) หรือ TRIPS ตามกฎของ WTO (World Trade Organization) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของ GMOS เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองเนื่องจากผลการค้นคว้าทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งความตกลงนี้ให้ความคุ้มครองเมื่อมีการจดทะเบียนสิทธิบัตร ดังนี้ ผู้คิดค้นประดิษฐ์สินค้า GMOS ผุ้เป็นเจ้าของสามารถได้รับความคุ้มครองเรื่องนี้ได้ และตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 แก้ไข พ.ศ.2535 และ พ.ศ.2542 ตามมาตรา 5 และ 6 แต่ทั้งนี้ตามมาตรา 9 "ไม่ได้รับคุ้มครอง" คือ (1) จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติสัตว์พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช

ดังนั้น GMOS ส่วนของพืชนำจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 แต่มีข้อยกเว้นในมาตรา 9 อนุ (6) ที่ไม่ให้สิทธิบัตรแก่ GMOS ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีงามของประชาชนได้

จากตาราง ประเทศไทยน่าจะจัดอยู่ในประเภทที่ 3 ได้ คือ ได้มีนโยบายระมัดระวัง (Precautionary) ในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานี้

2. เรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio Safety)

ประเทศไทยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ สำหรับการทดลองทางพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพขึ้น 2 ฉบับ คือ ระดับห้องปฏิบัติการและภาคสนาม แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกการทดลองจากภาคสนามไปชั่วคราวแล้วตามมติรัฐมนตรีเมื่อ เดือนเมษายน ปี พ.ศ.2543

นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งคณะกรรมการกลางด้านความปลอดภัยทางชีวภาพขึ้น เพื่อให้การควบคุมดูแลงานวิจัย และพิจารณาทางด้านนี้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยน่าจะจัดอยู่ในกลุ่ม 2 คือ นโยบายตามความเห็นสมควร (Permissive)

3. เรื่องการค้า

ประเทศไทยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 มีหน้าที่กำหนดนโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ ในการผลิตการค้าความปลอดภัยของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม หลักคุณธรรม จริยธรรมรวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีมาตราการสามารถสรุปดังนี้

1. การผลิต

1.1 ไม่ยินยอมให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ GMOS มาเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์จนกว่าจะมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีความปลอดภัยทั้งด้านชีวภาพและด้านอาหาร

1.2 ยินยอมให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ GMOS เฉพาะเพื่อการวิจัยเท่านั้น

1.3 ใช้กฎหมาย พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 แก้ไข พ.ศ.2542 ดูแลเรื่องการรั่วไหล GMOS ไปสู่แปลงเพาะปลูกของเกษตรกรรายอื่นๆ

2. ส่งออก

2.1 ใช้ความตกลงโดยสมัครใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายภาคเอกชนในการออกใบรับรอง หรือติดฉลาก (Labelling)

2.2 ให้ศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทศโนโลยีชีวภาพแห่งชาติเป็นผู้ตรวจสอบ และออกใบรับรอง (Certificate) กรณีประเทศผู้นำเข้าต้องการ

3. นำเข้า

3.1 เมล็ดพันธุ์ (Seeds) ที่เป็น GMOS ให้นำเข้าได้เฉพาะเพื่อการทดลองวิจัยเท่านั้นตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 แก้ไข พ.ศ.2542

3.2 การนำเข้า (Grain) โดยเฉพาะถั่วเหลืองและข้าวโพดยังไม่มีการห้ามแต่ประการใด ทั้งนี้ อยู่ในความดูแลของกรมการค้าต่างประเทศ

3.3 การนำเข้าผลิตผลหรือใช้ GMOS เช่น เนื้อไก่ที่เลี้ยงโดยวัตถุดิบ GMOS ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการใดๆ เป็นพิเศษ

สรุป ประเทศไทยน่าจะอยู่ในนโยบายระมัดระวังในกลุ่มที่ 3 คือ นโยบายระมัดระวัง (Precautionary)

หน้า 37


การวิเคราะห์กฎหมาย นโยบาย และมาตรการต่างๆ ของประเทศไทย เกี่ยวข้องกับ GMOS (จบ)

บทความพิเศษ  เขตไท ลังการ์พินธุ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1258

4. ความปลอดภัยของอาหารและทางเลือกผู้บริโภค

ประเทศไทยมีมาตรการต่างๆ เช่น เรื่องการผ่านประบวนการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ก่อนสินค้า GMOS จะออกวางตลาดได้ วิธีนี้เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆ ของสินค้าโดยเน้นองค์ประกอบทางเคมี ของอาหารที่มาจากการตกแต่งพันธุ์กรรม เปรียบเทียบกับอาหารชนิดเดียวกันที่ได้จากธรรมชาติที่ไม่ใช้ GMOS ถ้าไม่มีความแตกต่างกันก็ถือว่าปลอดภัย ทัดเทียมอาหารจากธรรมชาติจึงไม่ต้องแยกแยะออกจากผลิตภัณฑ์ธรรมดา เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ฯลฯ

อีกเรื่อง คือ การติดฉลาก ประเทศไทยยังเป็นเรื่องสมัครใจ (Voluntary labal) เองของผู้ผลิต/ผู้นำเข้า

5. การวิจัยและพัฒนา

ประเทศไทยโดยคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลางด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (National Biosafety Committee) NBC ขึ้นเพื่อให้การควบคุมดูแลงานวิจัยและพัฒนาทางด้านนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยวางหลักการในการนำเข้าเพื่อขอนุญาตทดสอบภาคสนามไว้ โดยให้ผู้ต้องการทดสอบส่งเอกสารขออนุญาตไปยังอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเพื่อนำเข้าพืช GMOS พร้อมข้อมูลต่างๆ เพื่อการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพก่อนที่จะนำเข้ามาในประเทศไทย

ในปัจจุบันมีการศึกษาพืชแปลงพันธุ์จำนวน 16 รายการในประเทศไทยซึ่งยังมีการทดสอบภาคสนามไม่อนุญาตให้มีการนำไปขยายพันธุ์หรือผลิตในทางค้าแต่ประการใด ทั้งหมดเป็นบริษัทเอกชนต่างชาติทั้งสิ้น เช่น บริษัท อัพจอห์น บริษัท มอนซานโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทโนวาร์ดิส (ประเทศไทย) จำกัด ฯลฯ

ในส่วนรัฐบาลมีบางหน่วยงานเท่านั้น เช่น สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตรและหน่วยปฏิบัติการพันธุวิศวกรรมด้านพืชของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพที่ทำการทดลอง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการลงทุนในด้านนี้ส่วนใหญ่ทำขึ้นโดยเอกชนลงทุนทั้งนั้น ส่วนรัฐบาลได้ให้ความสนใจในเรื่องวิจัยและพัฒนานี้น้อยมาก

สรุปและข้อเสนอแนะ

จากตารางๆ จะเห็นได้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มนโยบาย ระมัดระวัง (Precautionary) คือ ไม่เป็นพวกสนับสนุน หรือป้องกัน กล่าวคือ ประเทศไทยยังสงวนท่าทีเรื่อง GMOS นี้แม้ว่าสินค้า GMOS มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางพาณิชย์อย่างมากแต่จะต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยและความเสี่ยงในการใช้ GMOS ควบคู่กันไปด้วย

ถึงแม้ปัจจุบันไทยมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่อง GMOS ตามมติของคณะกรรมการ กนศ. ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2542 ไม่ยินยอมให้นำเข้าเมล็ดพันธุ์ GMOS เพื่อเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ยกเว้นสำหรับงานศึกษาวิจัย

อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเรื่อง ปัญหาของ GMOS ทั้งหมดต่อท่าทีและนโยบายของไทย อาจมองได้ 3 ประการดังนี้

1. ประเทศไทยยังขาด ความพร้อมทางเทคโนโลยีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาส และอาจต่อรอง/รวมทั้งป้องกันตัวเองจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภายนอก

2. ประเทศไทยยังขาดความพร้อม ในการเจรจาต่อรองเพื่อให้ข้อตกลงเป็นไปตามเงื่อนไขที่ประเทศต้องการ ซึ่งอาจกระทำได้โดยเพิ่มบทบาทของตนเองในเวทีโลก

3. ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในเรื่องกฎหมาย และกลไกที่ควบคุมสินค้า GMOS โดยตรง ทั้งนี้เพราะขาดนโยบายหลักต่อเรื่องนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีนโยบายระมัดระวังกับเรื่อง GMOS นี้ก็ตาม โดยพยายามออกมาตรการและข้อบังคับต่างๆ รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรงแต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในมาตรการทางด้านกฎหมายควรจะให้ความสำคัญเรื่องจริยธรรม (Ethical issue) ด้วย

เนื่องจากปัจจุบันนี้การควบคุมเทคโนโลยีภายใต้ข้อบังคับทางจริยธรรมโดยเฉพาะทางการแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีหรือมีแต่บังคับใช้ได้น้อยมาก ควรออกกฎหมายมาวางกฎระเบียบในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ทั้งเรื่องผลกระทบโดยตรงคือการตัดต่อยีนต่างๆ ที่อาจจะมีการใช้มนุษย์หรือส่วนของอวัยวะมนุษย์ทดลองในอนาคต หรือผลกระทบทางอ้อม คือ ประชาชนที่บริโภคหรือรับสาร GMOS เข้าไปอาจถูกกีดกัน (Discriminate) ในทั้งการทำงาน หรือต่อเด็กที่เกิดจากคนพวกนี้ในอนาคต ทั้งนี้ รวมทั้งการใช้ข้อมูลส่วนตัวทางยีนนี้เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง ควรเก็บเป็นความลับด้วย จะอนุมัติต่อเมื่อ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

ดังนี้ ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยี วิจัยพัฒนา การเตรียมห้องปฏิบัติการตลอดจนความร่วมมือเอกชนในการประเมินงานต่างๆ

โดยต้องมีจุดยืนชัดเจนทั้งในเรื่องการติดฉลากหรือการแจ้งล่วงหน้ารวมทั้งเผยแพร่ข้อมูล เอื้ออำนวยให้มีการเก็บข้อมูลและในการศึกษาการรับรู้แก่ประชาชนต่อไปในเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว

 

หน้า 29