|
||||||||||
|
สารพันปัญหา "กองทุนยืมเรียน" เงินหด-น.ศ.หาย-ไร้สัญชาติห้ามกู้
การศึกษา มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1256 ถ้าเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ในปัจจุบัน จะใช้ในปีการศึกษา 2548 เป็นปีสุดท้าย และตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นไป จะเริ่มใช้กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต หรือ ICL และแม้ว่าปีนี้จะยังไม่ใช่ปีสุดท้ายสำหรับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่หลังจากที่กองทุนนี้ได้เริ่มใช้มาเกือบ 10 ปีแล้ว ในปีนี้กลับเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจหลายอย่าง และเป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องนำไปขบคิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังการเปลี่ยนรูปแบบกองทุนเงินกู้ยืมเป็นแบบ ICL เพราะเป็นกองทุนที่ให้คนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนได้กู้ยืมเรียน จึงต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ในขณะที่กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ใช้อยู่ขณะนี้ ซึ่งให้เฉพาะผู้ที่ยากจน และมีรายได้ครอบครัวไม่ถึง 1.5 แสนบาทต่อปีเท่านั้นกู้ แต่ก็ยังเกิดปัญหาเมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดสรรเงินให้กับกองทุนได้อย่างเพียงพอ โดยในปีงบประมาณ 2547 รัฐได้ตัดลดงบประมาณในส่วนนี้ลงอีก ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งโอดครวญว่าวงเงินที่ได้รับในปีนี้ลดฮวบฮาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้เกิดหลายๆ ปัญหาที่ผู้บริหารสถานศึกษายังแก้ไม่ตกเช่นกัน อย่างนักศึกษาปี 1 คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ยกขบวนมาร้องเรียนผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. ว่าไม่ได้รับเงินกู้ยืมทั้งที่ยากจน และยังเป็นผู้กู้ต่อเนื่องมาจากชั้นมัธยมปลาย และอาจถึงขั้นต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยถ้าไม่ได้เงินกู้ยืม เพราะได้ขอผัดผ่อนค่าเทอม 8 พันบาทกับทางมหาวิทยาลัยมาหลายรอบแล้ว ในขณะที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร นายพุฒิ วีระประเสริฐ ระบุว่าปีนี้ได้รับจัดสรรเงินกู้ลดลงเกือบ 10 ล้านบาท แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะได้รับโบนัสเพิ่มพิเศษอีก 1 ล้านบาท แต่ก็ให้กู้ได้เพียง 300 คน จากเดิมที่เคยให้นักศึกษากู้ได้เกือบ 2 พันคน ซึ่งนายพุฒิได้เตรียมหาทางออกโดยการเจรจากับแหล่งเงินกู้อื่นๆ อาทิ ธนาคารกรุงไทย ฯลฯ และพยายามหาทุนการศึกษาให้ เช่น ทุนยกเว้นค่าหน่วยกิต ซึ่งก็ช่วยนักศึกษาได้บ้าง หรืออย่างกรณีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่วิกฤตไม่แพ้กัน และอาจจะวิกฤตมากกว่า เพราะวงเงินที่ได้รับจัดสรรลดฮวบถึง 50 ล้านบาท ทำให้เหลือเงินกู้สำหรับผู้กู้ใหม่ที่เป็นนิสิตปี 1 เพียง 75 ล้านบาท มหาวิทยาลัยจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการเฉลี่ยเงินกู้ให้นิสิตที่เดือดร้อนได้กู้มากที่สุด จากที่เคยให้รายละ 5 หมื่นบาท เหลือรายละ 3 หมื่นบาท แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือนิสิตที่ยากจนได้ทั่วถึง กระทั่งนิสิตในวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติสกลนคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจน เมื่อไม่ได้เงินกู้ก็ทยอยขอลาออกไปจำนวนมาก และที่ยังไม่ลาออกก็มีอีกจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยเองก็พยายามหาวิธีแก้ไขโดยการหางานพิเศษให้นิสิตเหล่านี้ทำ เพื่อหวังจะบรรเทาเบางบางความเดือดร้อนของนิสิตลงได้บ้าง ปัญหาเหล่านี้ได้มีการคาดการณ์กันไว้แต่ต้น เพราะปีนี้รัฐได้ตัดลดงบประมาณกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาลงกว่า 1 พันล้านบาท ทำให้การจัดสรรเงินให้กับสถานศึกษาในปีนี้ค่อนข้างมีปัญหา และทุลักทุเลพอสมควร จนมีเสียงโอดครวญจากสถานศึกษาที่ได้รับเงินลดลง บวกกับปีนี้ทาง กยศ. ได้ปรับวิธีการจัดสรรเงินกองทุนใหม่ สาเหตุหนึ่งก็เพื่อดัดหลังสถานศึกษาบางแห่งที่นำเงินกองทุนไปให้นักเรียนนักศึกษกู้ผิดวัตถุประสงค์ คือแทนที่จะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ความยากจนที่ กยศ. กำหนด กลับใช้วิธีเฉลี่ยให้นักเรียน นักศึกษากู้โดยไม่พิจารณาคุณสมบัติ หรือใช้วิธีไปเคาะประตูบ้านเพื่อดึงเด็กที่ยังไม่พร้อมจะเรียนให้เข้าไปเรียนในสถานศึกษาของตัวเองให้มากที่สุด วิธีที่ กยศ. ใช้ดัดหลังสถานศึกษาที่ปล่อยกู้ตามอำเภอใจก็คือการจัดกลุ่มของผู้กู้เงินกองทุนเสียใหม่ จากเดิมที่แบ่งเป็นกลุ่มผู้กู้เดิม หรือกู้ต่อเนื่อง และกลุ่มผู้กู้ใหม่ที่ไม่เคยกู้มาก่อน ไปเป็นผู้กู้เดิม และกลุ่มผู้กู้ใหม่ ที่หมายถึงผู้กู้ใหม่จริงๆ ผู้กู้ที่เปลี่ยนระดับการศึกษา และผู้กู้ที่เปลี่ยนสถานศึกษา โดยในภาคเรียนที่ 1/2547 กยศ. ได้จัดสรรเงินให้กับกลุ่มผู้กู้ใหม่ 8,772 ล้านบาท จากงบประมาณที่ได้รับในปีนี้ 27,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นายเปรมประชา ศุภสมุทร ผู้จัดการกองทุน ระบุว่าแม้รัฐบาลจัดสรรเงินให้ลดลงจากที่ กยศ. ขอไปสำหรับผู้กู้เก่า และใหม่ 1.5 แสนคน แต่จัดสรรให้เพียง 1 แสนคน ทาง กยศ. จึงได้นำเงินที่ได้จากการชำระหนี้คืนไปสมทบให้อีก ทำให้ปล่อยกู้ได้ประมาณ 1.7 แสนคน ซึ่งหากเป็นอย่างที่ผู้จัดการกองทุน ระบุ เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็น่าจะเพียงพอสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ยากจนได้กู้กันอย่างทั่วถึง แต่อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สถานศึกษาต่างๆ พากันคร่ำครวญว่าเงินที่ได้รับจัดสรรไม่พอ เรื่องนี้ผู้จัดการกองทุน บอกว่า เนื่องการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ กับปีการศึกษาไม่ตรงกัน ดังนั้น ในปีที่ผ่านๆ มา เมื่อนักเรียน นักศึกษาที่เรียนอยู่ในปีสุดท้ายจบออกจากสถานศึกษาไปแล้ว แต่กองทุนไม่ได้ตัดงบประมาณส่วนนี้ออก ทำให้สถานศึกษานำเงินที่ส่วนนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการดึงนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียน โดยพยายามปล่อยกู้ให้มากที่สุด แต่ปีการศึกษานี้ทางกองทุนตัดงบประมาณส่วนนี้ออก จึงดูเหมือนสถานศึกษาได้เงินลดลง แต่จริงๆ วงเงินไม่ได้ลดเลย ขณะที่สถานศึกษาหลายแห่งกำลังพบกับปัญหาที่แก้ไม่ตกเนื่องจากการ กยศ. แก้เผ็ดสถานศึกษาที่ออกนอกลู่นอกทางแล้ว ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีนักเรียน นักศึกษาที่ยากจนจริงๆ ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความโลภของสถานศึกษาบางแห่ง จนนักเรียน นักศึกษาหลายคนต้องตัดสินใจลาออกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ซึ่งรัฐบาลก็ดี กยศ. ก็ดี หรือสถานศึกษาก็ดี คงต้องหาวิธีที่จะช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้เด็กเหล่านี้ต้องตัดสินใจลาออกกลางคัน และไปเป็นภาระของสังคม นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่ปัญหาที่ร่ายยาวมาข้างต้น ในปีนี้ยังเกิดปัญหาที่ไม่น่าจะเกิด นั่นก็คือปัญหาที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิด้านการศึกษา โดยยกกรณีตัวอย่างของ น.ส.ศิริพร จันศิริ ซึ่งมีพ่อแม่เป็นชาวไทลื้อ แต่ น.ส.ศิริพรได้รับสัญชาติไทย และมีบัตรประชาชนเหมือนคนไทยทั่วไป แต่ตัวเลข 13 หลักในบัตรประชาชนของ น.ส.ศิริพรมีตัวเลขหลักแรกเป็นเลข 8 ที่กำหนดสถานะเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยโดยถาวร หรือคนสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น จึงเกิดปัญหาขึ้นเมื่อสถานศึกษาป้อนเลข 13 หลักของ น.ส.ศิริพรเข้าไปในโปรแกรมสำเร็จรูปของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งปฏิเสธเลข 8 เพราะล็อกว่าเป็นคนต่างด้าว ทำให้ น.ส.ศิริพรซึ่งเรียนอยู่ปี 2 ในสถาบันอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งไม่ได้กู้ ทั้งที่ได้รับเงินกู้ยืมตอนเรียนอยู่ปี 1 ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับ น.ส.ศิริพรเพียงรายเดียว แต่ยังมีกรณีเช่นนี้อีกหลายรายที่ถูกปฏิเสธการกู้ยืมเงินกองทุน ทั้งที่เด็กเหล่านี้เกิดในผืนแผ่นดินไทย โดยทางกระทรวงศึกษาธิการเองก็กำลังประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วนว่ากรณีผู้มีบัตรประชาชนที่มีเลข 13 หลัก แต่ขึ้นต้นด้วยเลข 6-7-8 เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือไม่ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา และเงินอุดหนุน เพราะเบื้องต้นได้รับแจ้งข้อมูลว่าผู้ที่มีบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 6-7-8 มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ไม่มีสัญชาติไทย ทั้งนี้ทั้งนั้น กยศ. ยืนยันว่าถ้าเด็กคนใดเกิดในเมืองไทย และมีสัญชาติไทย แม้ไม่มีบัตรประชาชนแต่มีใบรับรองว่ามีสัญชาติไทยก็มีสิทธิกู้เงินกองทุน ซึ่งที่ผ่านมาชาวเขาจำนวนมากที่เกิดในเมืองไทย และมีสัญชาติไทยจึงได้สิทธิกู้เงินกองทุนเพราะฐานะยากจน อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ทางผู้จัดการ กยศ. เองบอกได้เพียงประโยคเดียวว่าต้องรอคำตอบจากกระทรวงมหาดไทยก่อน และถ้ายืนยันว่าคนเหล่านี้แม้จะเกิดบนผืนแผ่นดินไทย แต่เป็นคนต่างด้าว ทาง กยศ. ก็คงให้กู้เงินกองทุนไม่ได้ เพราะกองทุนมีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าผู้กู้ต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น เพราะเงินที่ได้รับจัดสรรเป็นเงินภาษีของประชาชนคนไทย รัฐบาลคงจะเพิกเฉยหรือทำเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ต้องหาวิธีช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะเด็กๆ เหล่านี้กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และถึงขั้นหมดอนาคต ทั้งที่ปัญหาล้วนแล้วแต่เกิดจากผู้หลักผู้ใหญ่กระทำทั้งสิ้น แต่กลับแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จนทำให้เด็กๆ ได้รับผลกระทบ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยที่เกิดมายากจน หรือเกิดบนผืนแผ่นดินไทยแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทย !! หน้า 18
|