|
||||||||||
|
เงิน และพรรคสาขา : อัปลักษณะของพรรคการเมืองไทย
โลกทรรศน์ โดย อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1256 ความนำ การเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงน่าสนใจอย่างยิ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ภายหลังการปฏิรูปการเมืองซึ่งมีการวางกรอบความคิด โครงสร้างและกลไกต่างๆเพื่อให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธ์ ยุติธรรม โปร่งใส ทั้งนี้ เพื่อให้ได้นักการเมือง พรรคการเมืองและรัฐบาลในท้ายที่สุดที่มีทั้งคุณภาพและเป็นตัวแทนของพลังการปฏิรูปการเมือง แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้ามา พรรคการเมืองกลับมีพัฒนาการตรงกันข้ามกับการปฏิรูปการเมือง มีการซื้อตัวนักการเมือง การใช้เงินเพื่อให้ได้ชัยชนะจากการเลือกตั้ง มีการตั้งพรรคสาขา สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นมากกว่าการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง พัฒนาการที่สวนทางกับการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย เป็นพัฒนาการในแนวทางเดียวกันอย่างเหลือเชื่อแต่จะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการปฏิรูปการเมือง ทั้งสองพรรคการเมืองกำลังเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวที่ดีที่สุดของพรรคการเมืองหลังการปฏิรูปการเมือง หรืออาจจะเป็นมากกว่านั้นก็ได้ นั่นคือ เป็นตัวชี้ให้เห็นอนาคตอันมืดมนต์ของทั้งพรรคการเมืองและการปฏิรูปการเมือง การทะลักของเงิน แกนนำของพรรคของพรรคไทยรักไทยได้ย้ำให้เห็นตลอดมา การเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยมาจากการรวบรวมคนจากทุกสาขาอาชีพ 23 คน สัดส่วนผู้ร่วมก่อตั้ง มีทั้งผู้มีประสบการณ์ นักสื่อสารมวลชน ชนชั้นกลาง นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ข้าราชการระดับสูง นอกจากนั้น แกนนำของพรรคยังชี้ให้เห็นว่า พรรคไทยรักไทยเป็นการเกิดพรรคการเมืองใหม่ ในบรรยากาศของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีการปฏิรูประบอบประชาธิปไตย มีการประกาศกติกาทางสังคมที่เกิดจากการรณรงค์ด้วยธงเขียวทั่วประเทศ พรรคไทยรักไทยได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อประกาศต่อสังคมว่าประเทศมีปัญหาอะไรบ้างที่รอการแก้ไข มีการประกาศนโยบาย หรือ policy platform เพื่อสื่อสารกับประชาชน แต่สิ่งที่ประกาศทั้งหมดนี้ไม่เป็นจริงดังที่ประกาศเอาไว้เลย แกนนำของพรรคไทยรักไทยได้ทำในสิ่งตรงกันข้าม แกนนำพรรคไทยรักไทยได้เชื้อเชิญนักการเมืองกลุ่มวังน้ำเย็นซึ่งเป็นนักการเมืองกลุ่ม "ยี้" เข้ามาเป็นแกนนำเพื่อให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ต่อมาได้ใช้กลยุทธ์ทางทางการเมืองหลายอย่าง ทั้งควบรวม ตำแหน่งทางการเมือง ดูดและเงินเพื่อยุบพรรคเสรีธรรม ความหวังใหม่และพรรคชาติพัฒนาเข้ามา ในภายหลัง ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง เงินกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่นๆ เข้ามาพรรคไทยรักไทยเพิ่มขึ้นอีก พร้อมๆ กับการมอบเงินอุดหนุนพรรคไทยรักไทยของนักธุรกิจหลายฝ่าย นักการเมืองกลุ่มบุรีรัมย์ กลุ่มชลบุรีจากพรรคชาติไทยและกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ย้ายเข้ามาพรรคไทยรักไทย นั่นหมายความว่า บรรยากาศของรัฐธรรมนูญใหม่ การปฏิรูปการเมืองและนโยบายไม่มีความสำคัญต่อพรรคไทยรักไทยอีกต่อไปแล้ว เงินและการย้ายพรรคของนักการเมืองสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมด พร้อมกันนี้ เงินได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อพรรคการเมืองทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย พรรคประชาธิปัตย์พรรคเก่าแก่ที่สุดซึ่งได้พัฒนาจากพรรคของคนชั้นสูงมาเป็นพรรคของนักเลือกตั้งเจ้าสำนวนโวหาร ในปัจจุบันเงินเป็นปัจจัยสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์และตรงไปตรงมาแบบเดียวกับพรรคไทยรักไทย ก่อนหน้านี้ เงินกับพรรคประชาธิปัตย์อาจจะมีความสลับซับซ้อนบ้าง ระยะหนึ่ง เงินของพรรคประชาธิปัตย์มาจากการบริจาคของผู้สนับสนุนพรรค มาจากการจัดระดมทุนของพรรค มาจากคอนเน็กชั่นส่วนตัวของแกนนำของพรรคบางคน แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยก่อตั้งขึ้นและระดมเงินอย่างโจ่งแจ้ง การระดมเงินอย่างโจ่งแจ้งตรงไปตรงมาของพรรคประชาธิปัตย์ก็เกิดขึ้น จู่ๆ ก็มีข่าวออกมาเผยแพร่อย่างกว้างขวางถึงนักธุรกิจใหญ่บางคนเดินทางไปพบกับผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นเงื่อนไขให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการต่อสู้การเลือกตั้ง โดยมีเงื่อนไขแปลกๆ คือ ให้มีการผลักดันยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับและยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เงื่อนไขทั้ง 2 เป็นเรื่องแปลกเพราะ ในปัจจุบันกฎหมาย 11 ฉบับไม่ได้มีผลต่อการเข้ายึดกิจการของต่างชาติอย่างที่เคยรู้สึกกันในช่วงปี 2540 เช่นเดียวกัน การยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็ไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสชาตินิยมจอมปลอมเหมือนตอนปี 2540 ที่สำคัญ การยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับและการยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เหมือนที่ควรจะกลัวกันเหมือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การกระโดดเข้ามาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ของนักธุรกิจใหญ่นั้น แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวคือ ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง เงินยิ่งเป็นปัจจัยหลักของพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ก็จะลอกเลียนแบบบ้าง จำนวนเงินที่ถูกหยิบยื่นให้และที่มาของเงินกลายเป็นสิ่งสลับซับซ้อน แต่กลับไม่เป็นปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์ นักธุรกิจท่านเจ้าของเงินนั้นได้ดำเนินการธุรกิจที่หมิ่นเหม่ทางกฎหมายมานานคือ เคยเป็นเจ้าพ่อแชร์ลูกโซ่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นนักธุรกิจที่คลุกอยู่กับอำนาจของผู้นำกองทัพในอดีต คือ จู่ๆ ก็เข้าไปอยู่ในกองบัญชาการคณะปฏิวัติ 9 กันยายน 2528 แต่เบื้องหลังนี้ก็ไม่เป็นปัญหาต่อพรรคประชาธิปัตย์ พรรคสาขา : อัปลักษณ์ของพรรคการเมืองไทย เป็นเรื่องประหลาดอย่างยิ่ง ก่อนการเลือกตั้งใหม่ไม่นานมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นมา 2 พรรค พรรคหนึ่งคือ พรรคมหาชน อีกพรรคหนึ่งยังไม่ได้ตั้งดีแต่เริ่มมีการเตรียมการคือ พรรคประชาธรรม แปลกยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีใครเชื่อว่า พรรคการเมืองทั้งสองเป็นพรรคการเมืองจริงๆ แต่เป็นอัปลักษณ์ของพรรคการเมืองคือเป็น พรรคสาขา พรรคมหาชนเริ่มต้นทำท่าจะดีเพราะมีนักการเมืองน้ำดีจากพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาดำเนินการจัดตั้งคือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ พร้อมด้วยการเสนอนโยบายที่น่าสนใจ 7 นโยบายซึ่งบางคนเรียกว่า นโยบายรัฐสวัสดิการนิยม แต่ในไม่ช้า ความจริงก็เผยตัวออกมา พรรคมหาชน เป็นเพียงพรรคการเมืองที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ภายในพรรคประชาธิปัตย์ระหว่าง กลุ่ม พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ กับกลุ่ม คุณชวน หลีกภัย และ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ในไม่ช้า ความเสื่อมถอยของพรรคมหาชนก็มาเยือนก่อนเวลาอันสมควร ด้วยปรากฏว่า พรรคมหาชนต้องไปอาศัยใบบุญของพรรคราษฎร ดังนั้น นอกจากทำให้ประเด็นการเป็นพรรคทางเลือกที่ 3 หมดสิ้นไปแล้ว เงาที่ทอดทับร่างพรรคมหาชนยังเป็นเงาของนักการเมืองเก่า ล้าหลังและยึดติดกับอำนาจและเงินเป็นหลักอีกด้วย นอกจากใครๆ ก็รู้ว่า หัวหน้าพรรคมหาชนตัวจริงจะไม่ใช่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แต่เป็น พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ แล้ว ภาพของพลตรีสนั่น ก็ยังดีกว่าภาพ คุณวัฒนา อัศวเหม และ พล.อ.อ. สมบุญ ระหงษ์ เพราะภาพของบุคคลทั้งสองที่โผล่หน้าออกมาแวบหนึ่งทำให้พรรคมหาชนกลายเป็นยิ่งกว่าพรรคการเมืองของนักการเมืองแก่ที่ไม่มีที่ไป แต่กลายเป็นพรรคสามัคคีธรรมหรือพรรคการเมืองเฉพาะกิจที่มุ่งหวังอำนาจ เงินและใกล้ชิดกับอำนาจเผด็จการเลยทีเดียว ที่ร้ายไปกว่านั้น พรรคมหาชนเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคสาขา ของพรรคไทยรักไทยหรือเป็นโฮลดิ้ง คัมปะนีของพรรคไทยรักไทยก็ได้ ที่น่าสนใจพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช้กลยุทธ์ทางการเมืองที่อัปลักษณ์นี้ ผู้สนับสนุนทางการเงินของพรรคประชาธิปัตย์เดินเกมจัดตั้งพรรคสาขา คือ พรรคประชาธรรม ที่การก่อตัวของพรรคสาขานี้ไม่ได้รวบรวมแค่นักการเมืองเก่าเท่านั้น มีการทาบทามแกนนำเอ็นจีโอ องค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ กรรมการขององค์กรอิสระบางคนเข้าร่วมด้วย ด้วยเป้าหมายเดียวกันกับพรรคมหาชนคือ เป็น โฮลดิ้ง คัมปะนีของพรรคประชาธิปัตย์ การทะลักของเงินและการเกิดขึ้นของพรรคสาขาเป็นมากกว่าการต่อสู้เพื่อเอาชนะในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แต่เป็นการใช้เงิน และการสร้างสาขาพรรคอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผยที่เกิดขึ้น หลังการปฏิรูปการเมืองที่มีกลไกตรวจสอบพรรคการเมือง และนักการเมืองอย่างเข้มข้น นั่นหมายความว่า นอกจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จะชี้เป็นชี้ตายอนาคตทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์แล้ว การทะลักของเงินและการเกิดขึ้นของพรรคสาขายังชี้ให้เห็นว่า พลังของการปฏิรูปการเมืองได้ตายไปแล้วด้วย หน้า 19
|