|
||||||||||
|
อัดยอดหนี้ครัวเรือนเข่าโมเดล กระตุก "ธปท." คิดก่อนขึ้นดบ.
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 20 วันที่ 09 กันยายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3617 (2817) แบงก์ชาติเพิ่มข้อมูล "งบดุลภาคครัวเรือน-ภาคธุรกิจ" อัดเสริมแน่นปึ้ก ส่งเข้าคำนวณในแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค หวังเพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจแม่นยำ กำหนดนโยบายการเงินตรงจุด พร้อมเสนอแนะผลศึกษา ควรปรับ ปรุงกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ พิจารณาความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในระยะกลางจากความไม่มั่นคงของระบบสถาบันการเงินประกอบด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค (monetary policy rule) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจโดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสม (policy stance) จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงด้านข้อมูลเทคนิคทางเศรษฐมิติ และความสัมพันธ์ของตัวแปรตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดการณ์และตอบคำถามเชิงนโยบาย เนื่องจากการนำแบบจำลองไปประยุกต์ใช้งานในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดจุดอ่อนหลายประการ โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบการเงินยังไม่ทำงานเต็มที่ และอยู่ในระหว่างการปรับโครง สร้างหนี้ จำเป็นต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่งหลังจากระบบเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว นอกจากนี้ตัวแปรหลักทางเศรษฐกิจและการเงินที่นำมาใช้วิเคราะห์แบบจำลองเศรษฐกิจ เช่น ระดับราคา ผลิตภัณฑ์ในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน ปริมาณเงิน อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ควรต้องมีการเพิ่มตัวแปรบางตัวเข้าไปเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2547 ของ ธปท. วันที่ 7 ก.ย. 2547 ซึ่งเป็นวันที่สอง ได้มีการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง "นโยบายการเงินและเสถียรภาพระบบการเงิน : หาความลงตัวภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ" ซึ่งนายธรรมรักษ์ หมื่นจักร์ เศรษฐกรอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธปท. หนึ่งในคณะผู้ศึกษาเรื่องดังกล่าว กล่าวว่า ในระยะต่อไปจะมีการนำงบดุลของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งงบดุลภาคครัวเรือนและงบดุลภาคธุรกิจ เข้ามาพิจารณารายละเอียดเพิ่มยิ่งขึ้นในแบบจำลอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์เศรษฐกิจในระดับมหภาคให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อเสถียร ภาพราคาที่อาจมาจากความไม่สมดุลทางการเงินของภาคเศรษฐกิจต่างๆ และจากความไม่มั่นคงของระบบสถาบันการเงิน ที่ผ่านมา ฐานข้อมูลงบดุลภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังถือเป็นข้อจำกัดในการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลังจากนี้ ธปท. จะร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องรวบรวมและสร้างฐานข้อมูล งบดุลของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศมีความแม่นยำมากขึ้น และกำหนดทิศทางนโยบายการเงินจากแบบจำลองที่ถูกต้อง ช่วยให้การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ และรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพทางด้านราคา นายธรรมรักษ์กล่าวว่า ความไม่มั่นคงของระบบการเงินเป็นอุปสรรคต่อการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียร ภาพราคาและความยั่งยืนในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน ซึ่งความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินและเสถียรภาพของราคามีความ เกี่ยวโยงกัน ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินได้ในระดับหนึ่ง เช่น ช่วยลดการสะสมของหนี้ เพราะการสะสมหนี้ที่เกินตัวจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย แต่การดำเนินนโยบายการเงินอาจไม่สามารถลดการสะสมของหนี้ที่เกินตัวได้ทัน เพราะนโยบายการเงินมิได้มีผลกระทบทันทีต่ออัตราเงินเฟ้อและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการส่งผลกระทบ นายธรรมรักษ์กล่าวว่า ความไม่มั่นคงของระบบสถาบันการเงินมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมเสี่ยงทางการเงินเกินกว่าระดับที่เหมาะสมของ ผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางการเงินในงบดุลของภาคเศรษฐกิจต่างๆ จนส่งผลกระทบต่องบดุลของสถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม นโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาจากความไม่สมดุลทางการเงินได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจไม่เต็มที่และทันท่วงที เนื่องจากการสะสมตัวของความไม่สมดุลไม่ได้สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อใน 8 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลจากมาตรการยังแสดงผลไม่ทัน ทั้งนี้ นายธรรมรักษ์ได้เสนอแนะจากผลการศึกษาว่า ควรมีการปรับปรุงกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อซึ่งปัจจุบันกำหนดกรอบอยู่ในช่วง 0-3.5% โดยจะต้องพิจารณาความเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาในระยะกลางจากความไม่มั่นคงของระบบสถาบันการเงิน นอกจากนี้ยังเห็นว่ามาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินจะยังเป็นนโยบายหลักในการดูแลเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ด้านนายชาญชัย พึ่งชาญชัยกุล เศรษฐกรอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า นอก จากจะใช้นโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแล้ว นโยบายการคลังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดังนั้นทั้งสองนโยบายควรมีเป้าหมายที่เหมาะสมเดียวกัน คือ การมีอัตราเงินเฟ้อต่ำและผันผวนน้อย, การที่เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้เต็มศักย ภาพ โดยจะต้องร่วมมือกันในการทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 20
|