หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เศรษฐกิจทั่วภูมิภาค บ่งสัญญาณว่ามีปัญหา แต่เศรษฐกิจไทยยังดีอยู่?

โดย สีดา สอนศรี  มติชนรายวัน  วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9679

ไม่ว่าหน่วยงานใดในประเทศไทยต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจของไทยไม่มีปัญหาแม้เงินเฟ้อก็มีน้อย ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยังคงมีถึงร้อยละ 6-7

ในขณะที่สภาพัฒน์บอกว่าความเจริญเติบโตลดลงร้อยละ 5-6 แต่ยังโตกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด ดุลการค้ายังเกินดุลแต่หน่วยงานของรัฐบาลจะพยายามปรับงบฯให้สู่จุดสมดุล และปัจจุบันบริษัทประกันวินาศภัยขาดสภาพคล่องหลายบริษัท ทางออกที่ประเทศไทยประกาศว่าจะทำก็คือต้องขยายฐานการเก็บภาษีให้มากขึ้น แต่ก็ไม่ยอมพูดถึงหนี้สาธารณะที่เรามีในปัจจุบัน

แล้วประชาชนคนไทยจะเชื่อใครดี เพราะข้อมูลที่ประกาศออกมาค่อนข้างสับสน

ถ้ามองประเทศสิงคโปร์แล้วเศรษฐกิจดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน(ในความเป็นจริง) ลี เซียน หลุง ก็ยังประกาศออกมาว่าในวิกฤตการณ์น้ำมันปัจจุบันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเขาโตร้อยละ 4-5 (ซึ่งของไทยโตมากกว่า) เขายอมรับว่าปัญหาปัจจุบันของเขาคือสินค้าขึ้นราคามีผู้บริโภคน้อยลง และที่สำคัญบริษัทลงทุนของสิงคโปร์เองและของชาวต่างชาติ ต่างก็ถอนการลงทุนในสิงคโปร์ และไปลงทุนในประเทศจีนมากขึ้น เนื่องจากที่นั่นค่าแรงงานต่ำรวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการลงทุนถูกกว่าการลงทุนในสิงคโปร์

และปัญหาหนักของสิงคโปร์ที่ ลี เซียน หลุง ประกาศก็คือ เขามีคนในประเทศว่างงานเป็นจำนวนมาก จากการถอนทุนของบริษัทเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้มีอายุ 45 ปีขึ้นไป

ปัญหาของผู้นำที่เขากล้าประกาศออกมาก็คือต้องหางานทำให้ผู้ตกงานให้ได้ อีกทั้งคนในประเทศก็ต้องประหยัดซึ่งไม่ยากสำหรับประเทศอย่างสิงคโปร์ที่มีระเบียบวินัยอยู่แล้ว

ถ้าจะมาดูอีกประเทศหนึ่งซึ่งเคยประสบสภาวะล้มละลายมาแล้ว ในปี 1983 คือฟิลิปปินส์ เขาได้มีการเตรียมตัว สำหรับแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในอีก 2-3 ปี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมเป็น Wake up call เตือนภัยให้ประชาชนและสถาบันการเงินต่างๆ ให้รู้ตัวและรัฐบาลต้องปรับเศรษฐกิจภายในให้ได้ เพื่อมิให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน

ผู้เตือนภัยครั้งนี้คืออาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งรวม 11 คนของมหาวิทยาลัย University of the Philippines (U.P.) ได้ทำวิจัยอย่างลุ่มลึกและเสนอสมุดปกขาวรวม 28 หน้า ต่อรัฐบาลว่ารัฐบาลควรจะทำอย่างไรบ้างในขณะนี้

ซึ่งประธานาธิบดีอาร์โรโยเองก็ได้รับฟัง พร้อมทั้งเชิญกลุ่มนักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ เข้ามาให้ข้อเสนอแนะ พร้อมกับเชิญผู้รับผิดชอบจากกระทรวงต่างๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมธนารักษ์ และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

การตื่นตัวครั้งนี้เป็นเพราะฟิลิปปินส์ เคยมีประสบการณ์วิกฤตการณ์ทางการเงินมาแล้ว และตัวประธานาธิบดีเองก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์จึงย่อมรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไร

การเตือนภัยดังกล่าวเคยมีมาแล้วจากคณะเศรษฐศาสตร์ของ U.P. ในสมัยมากอสในปี 1973 แต่มาร์คอสไม่ยอมรับฟังและทำตามที่ตัวเองต้องการรวมทั้งเอาธุรกิจมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เอา Crony เข้ามาทำกิจการต่างๆ ของรัฐ จนในที่สุดประเทศต้องประสบกับปัญหาดังกล่าว

ถ้าไม่ได้ประธานาธิบดีรามอสช่วยกู้เศรษฐกิจไว้แล้ว ฟิลิปปินส์ก็คงไม่ถีบตัวขึ้นมาใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และเพราะฟิลิปปินส์และมาเลเซียได้ปรับโครงสร้างหนี้เรียบร้อยแล้ว จึงกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจจากประเทศไทยในปี 1997 น้อยมาก

จากการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับนักวิชาการจาก U.P. และหน่วยงานที่รับผิดชอบทางการเงินต่างๆ แล้ว จึงลงความเห็นกันว่ารัฐบาลควรพูดความจริงกับประชาชนให้เขารู้ล่วงหน้า และเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อชาติฟิลิปปินส์ ในสภาวะเช่นนี้ประเทศต้องร่วมแรงร่วมใจกันและใช้ Fllipino First Policy เหมือนสมัยประธานาธิบดีการ์เซีย

ฟิลิปปินส์เป็นชาติที่เมื่อมีวิกฤตจะรวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่นเพื่อผลประโยชน์ของชาติ จากนี้ต่อไปรัฐบาลก็จะควบคุมการขาดดุลให้ลดน้อยลง ปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐขยายฐานภาษีเจรจารอบทิศทางกับประเทศต่างๆ เพื่อการส่งออก

นโยบายขณะนี้ก็คือ One Vision,One Miston ที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อชาติ

ไม่มีประเทศใดปฏิเสธว่าในสภาวะที่มีวิกฤตการณ์น้ำมันเช่นนี้ ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ไม่มีประเทศใดที่ยังคงพูดยู่ว่าเศรษฐกิจยังดีอยู่

ไม่มีประเทศใดยังคงพูดว่าประชาชนยังอยู่ดีกินดี ยกเว้นประเทศนั้นจะปกปิดความจริงต่อประชาชน

ผู้เขียนอยากเห็นนักเศรษฐศาสตร์สักกลุ่มหนึ่งร่วมกันวิเคราะห์เศรษฐกิจอย่างลุ่มลึก ถึงปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงิน และเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีข้อมูลยืนยันได้ แล้วเสนอข้อคิดเห็นไปยังรัฐบาล

การเสนอรวมกันเป็นกลุ่มที่ยืนอยู่บนฐานทางวิชาการย่อมจะมีพลังมากกว่าการออกมาพูดเดี่ยวๆ และนี่ก็คือผลประโยชน์ของชาติร่วมกันที่จะต้องกระทำในขณะนี้

หน้า 6