หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
"ไบรด์ อะเมนด์เมนต์" : ข้อพิพาททางการค้าระดับโลก

มองมุมใหม่ : ดร. ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม thamavit@econ.tu.ac.th    กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  9  กันยายน พ.ศ. 2547

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 คณะอนุญาโตตุลาการขององค์การการค้าโลกตัดสินให้สหภาพยุโรป บราซิล แคนาดา ชิลี อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี และเม็กซิโก สามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเป็นการเพิ่มเติม เพื่อเป็นการตอบโต้ หรือ "แก้เผ็ด" สหรัฐอเมริกา ที่ยังคงดื้อรั้นใช้กฎหมาย "ไบรด์ อะเมนด์เมนต์" ทั้งที่คณะกรรมการอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลกได้ตัดสินแล้วว่า กฎหมายดังกล่าวฝ่าฝืนข้อตกลงองค์การการค้าโลกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2545 นับเป็นความปราชัยในข้อพิพาททางการค้าของสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง

ข้อพิพาททางการค้าครั้งนี้ นับเป็นข้อพิพาททางการค้าระดับโลก เพราะว่ามีประเทศที่ร่วมเป็นโจทก์ 11 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มสหภาพยุโรป บราซิล แคนาดา ชิลี อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี เม็กซิโก ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และไทย และยังมีประเทศผู้สนับสนุนฝ่ายโจทก์ อีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อาร์เจนตินา คอสตาริกา อิสราเอล นอร์เวย์ และฮ่องกง

กล่าวได้ว่าฝ่ายโจทก์และผู้สนับสนุน ได้รวมประเทศใหญ่ๆ ในโลกไว้เกือบหมด ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นฝ่ายจำเลยก็เป็นประเทศมหาอำนาจของโลก

"ไบรด์ อะเมนด์เมนต์" (Byrd Amendment) เป็นกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสมาชิกโรเบิร์ต ไบรด์ และใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 มีวัตถุประสงค์ให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกานำเงินรายได้จากการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping duty) และอากรตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duty) ไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาที่ร้องขอให้มีการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือตอบโต้การอุดหนุน

ตามข้อตกลงของแกตต์ ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกสามารถเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดต่อผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศที่ทุ่มตลาด ที่ตั้งราคาส่งออกต่ำกว่าราคาขายในประเทศของผู้ส่งออกเอง (แต่ในกรณีที่ไม่มีราคาขายในประเทศของผู้ส่งออก การทุ่มตลาดให้ หมายถึงการตั้งราคาส่งออกที่ต่ำกว่าต้นทุน) และประเทศสมาชิกสามารถเก็บอากรตอบโต้การอุดหนุน เมื่อรัฐบาลประเทศผู้ส่งออกได้ให้เงินอุดหนุนการส่งออกสินค้ามายังประเทศสมาชิก โดยถือว่าการทุ่มตลาดและการอุดหนุนการส่งออกเป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงแกตต์ไม่ได้อนุญาตให้มีการนำเงินอากรเหล่านี้ไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ผลิตในประเทศสมาชิก

อนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากถือว่า การตอบโต้การทุ่มตลาด และการตอบโต้การอุดหนุนการส่งออกเป็นมาตรการการกีดกันทางการค้าประเภทหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกนิยมใช้มาตรการเหล่านี้

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้แจกจ่ายเงินดังกล่าวแก่ผู้ผลิตในประเทศเป็นจำนวน 207 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้นปี 2545 และ 270 ล้านดอลลาร์ เมื่อต้นปี 2546 การแจกจ่ายเงินจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นการแจกจ่ายแก่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเหล็ก แต่อย่างไรก็ตาม รัชฟอร์ดรีพอร์ต (Rushford Report) รายงานว่า ได้มีการแจกจ่ายเงินจำนวนหนึ่งที่เป็นอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์ แก่บริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา คงเป็นข่าวที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายชาตินิยมของสหรัฐอเมริกา

ประเทศที่เป็นฝ่ายโจทก์ ได้คัดค้านกฎหมายฉบับดังกล่าวตั้งแต่ปลายปี 2543 โดยให้เหตุผลว่า "ไบร์ด อะเมนด์เมนต์" ขัดกับเจตนารมณ์ของแกตต์ และการแจกจ่ายเงินแก่ผู้ผลิตของสหรัฐอเมริกา ดังกล่าวข้างต้นนั้น จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตของสหรัฐอเมริกาเพิ่มจำนวนการร้องขอให้มีการตอบโต้การทุ่มตลาด และการตอบโต้การอุดหนุนต่อสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีการบิดเบือนกฎเกณฑ์ของการตอบโต้การทุ่มตลาดและการตอบโต้การอุดหนุน และนับเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ส่งออกจากประเทศต่างๆ

องค์การการค้าโลกประกาศคำตัดสินขั้นต้นว่า "ไบรด์ อะเมนด์เมนต์" ฝ่าฝืนข้อตกลงองค์การการค้าโลก เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2545 และเมื่อสหรัฐอเมริกา อุทธรณ์คำสั่งนี้ คณะกรรมการอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลกก็ได้ตัดสินตามข้อตัดสินของคณะกรรมการขั้นต้น ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องยกเลิกกฎหมายนี้ ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2546

แต่สหรัฐอเมริกา ยังคงดื้อรั้นใช้กฎหมายฉบับนี้ ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกจำนวนหนึ่ง จึงต้องการตอบโต้หรือแก้เผ็ดสหรัฐอเมริกาโดยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเป็นการเพิ่มเติม และจำนวนภาษีที่เก็บเพิ่มเติมนี้จะแปรตามจำนวนเงินที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา แจกจ่ายแก่ผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกา

กล่าวสำหรับบทบาทของไทย ไทยร่วมเป็นโจทก์ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2543 แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาดื้อรั้นใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป ทั้งที่องค์การการค้าโลกตัดสินว่า เป็นการฝ่าฝืนกติกาการค้าโลกแล้ว ไทยได้ประนีประนอมยอมให้สหรัฐอเมริกายืดเวลาเพื่อปฏิบัติตามคำตัดสินขององค์การการค้าโลก จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2547 โดยไม่ร่วมกับฝ่ายโจทก์ที่ขอตอบโต้ หรือแก้เผ็ดสหรัฐอเมริกา

ข้อพิพาทครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ระบบพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก มีระบบการระงับข้อพิพาททางการค้า ดีกว่าข้อตกลงทางการค้าเสรีแบบทวิภาคี ที่ไทยตกลงกับประเทศมหาอำนาจ เนื่องจากระบบพหุภาคีเปิดโอกาสให้ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาและมีขนาดเล็ก สามารถเข้าร่วมเรียกร้องความเป็นธรรม และตอบโต้ทางการค้าได้ ถ้าประเทศมหาอำนาจอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ฝ่าฝืนกติกาทางการค้า

ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐอเมริกา ออกกฎหมาย "ไบรด์ อะเมนด์เมนต์" ที่ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกติกาทางการค้าแกตต์ และยังคงดื้อรั้นใช้ต่อไป แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มที่จะคำนึงแต่ประโยชน์ของประเทศตนเป็นสำคัญ โดยไม่อินังขังขอบต่อกติกาทางการค้าโลก