หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
สศช.ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว คาดปีหน้าโต 5.5-6.5%

รายงาน   มติชนรายวัน  วันที่  7  กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9677

เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการ สศช.ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาส 2 ปี 2547 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2548 โดยมีรายละเอียดดังนี้

"จีดีพีในไตรมาส 2 ของปี 2547 ขยายตัว 6.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 6.6% และจีดีพีเฉลี่ยในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจของไทยขยายตัว 6.4% ซึ่งเป็นผลพวงมาจากภาคการผลิตที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะภาคการเกษตรหดตัว 7.5% เนื่องจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกที่ยังไม่คลี่คลาย และปัญหาภัยแล้งอาจทำให้ผลผลิตลดลง

อย่างไรก็ตาม การผลิตนอกภาคการเกษตรก็ยังขยายตัวอยู่ที่ 7.7% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวถึง 7.5% ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 10.3% เพราะการชะลอตัวลงของอุตสาหกรรมวัตถุดิบและสินค้าทุน รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารก็ยังขยายตัวสูงที่ 29.7% เพิ่มขึ้น 0.3% ในไตรมาสแรก เพราะนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น 88.1%

ส่วนภาคการเงินขยายตัว 16.3% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกซึ่งอยู่ที่ 11.7% ภาคการส่งออกขยายตัวถึง 11.1% เป็นผลมาจากการส่งออกในตลาดหลัก ซึ่งขยายตัวสูง เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป(อียู) และญี่ปุ่น ซึ่งมีภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่การนำเข้าก็ยังขยายตัวสูงถึง 17.6% เพิ่มขึ้นจาก 12.9% ในไตรมาสแรก เพราะการนำเข้าน้ำมันสูงขึ้น รวมทั้งแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนของอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.6% เพิ่มขึ้นจาก 1.9% ในไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแรงขับเคลื่อนมากกว่าในช่วงครึ่งปีแรก แต่ฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2546 โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ซึ่งขยายตัวถึง 7.8% ทำให้การขยายตัวช่วงปลายปีนี้สูงกว่าในช่วงไตรมาส 4 ปี 2546 อาจทำได้ยาก เพราะยังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมัน แต่ภาคการลงทุนการบริโภคของประชาชนและการส่งออกก็ยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจ

*โดยส่วนตัว ผมยังเห็นว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2547 จะอยู่ระหว่าง 6-6.5% แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดีจะมากดดัน แต่ก็ยังอยู่ในลักษณะทรงตัว โดยที่ สศช.ใช้ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ราคาบาร์เรลละประมาณ 32 เหรียญสหรัฐมาเป็นฐานในการพิจารณา ซึ่งราคาก็ได้ปรับลดลงมาจากจุดที่เคยสูงถึง 37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล*

สำหรับปัจจัยสนับสนุนที่มีผลต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนั้นก็ยังเป็นปัญหาการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของภาคเอกชน เช่น อัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในระดับสูง ตลอดจนรายได้ของภาคครัวเรือนและปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะมูลค่าการนำเข้าสินค้าจะเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2548 ชัดเจนมากกว่าการส่งผลกระทบในปี 2547

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2547 น่าจะอยู่ที่ 2.7% ดุลการค้าเกินดุล 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2546 ที่เกินดุล 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยดุลบัญชีเงินสะพัดเกินดุลอยู่ที่ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2546 ที่เกินดุล 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2547 ในส่วนของปัจจัยภายนอกนั้นจะมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากอัตราดอกเบี้ยที่จะมีการปรับเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นแม้จะไม่ชัดเจนมากในปี 2547 แต่จะส่งผลชัดเจนในปี 2548

*สำหรับปี 2548 นั้น สศช.ประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวระหว่าง 5.5-6.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ใช้ในการอ้างอิงของ สศช. จะอยู่ในระดับที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2547 ที่มีการปรับตัวในระดับที่สูง โดยที่ราคาที่เหมาะสมเห็นว่าราคาที่บาร์เรลละ 35 เหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะขณะนี้เริ่มเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ได้มีการชะลอตัวลงแล้ว ซึ่งคิดว่าราคาน้ำมันไม่น่าที่จะสูงไปกว่านี้แล้ว*

ขณะที่ปัจจัยภายในที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจากการที่รัฐบาลอาจจะมีการยกเลิกการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สำคัญของการผลิตสินค้าและอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งอัตราการบริโภคของประชาชนจะลดลง จากปัจจัยดังกล่าว

โดยปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2548 ดีขึ้นนั้นคือการลงทุน โดยการลงทุนภาครัฐนั้นคาดว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้ามาจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล เช่น การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งการลงทุนควรที่จะมีการทยอยนำเม็ดเงินมาลงทุน แต่ในส่วนของการลงทุนของเอกชนนั้น ขณะนี้ยังมีการขยายตัวที่น้อยอยู่คือมีประมาณ 12% ซึ่งคาดว่าในปี 2548 จะสามารถกระตุ้นให้เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 30%"

- ธปท.เตือนระวังลงทุนสุ่มเสี่ยง

ทำหนี้"ครัวเรือน-แบงก์"เสี่ยงตาม

ในงานสัมมนาประจำปี 2547 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธปท.กล่าวปาฐกถา ใจความสำคัญ ว่า

"ในยามที่เศรษฐกิจขยายตัวดี คนเรามักจะกล้าตัดสินใจทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงมากขึ้น เช่น การลงทุนลักษณะเก็งกำไร การก่อหนี้ของครัวเรือนจนเกินกำลังและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในลักษณะที่เสี่ยงมากขึ้น ซึ่งถ้าภาวะเศรษฐกิจการเงินไม่ได้ดีมากตามคาด ก็จะนำไปสู่ปัญหาระยะยาวและกระทบต่อการขยายตัวอย่างยั่งยืนได้ ดังนั้น ในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ที่การดูแลกำไรที่อาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจได้ จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องดำเนินนโยบายที่จะดูแลให้ฐานะการเงินของครัวเรือน ธุรกิจเอกชนและสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมั่นคง

หากต้องการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง วินัยของนโยบายการเงินอยู่ที่การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจเป็นหลัก ที่สำคัญคืออัตราเงินเฟ้อต้องไม่เกินจากเป้าหมาย ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัด เงินสำรองระหว่างประเทศและหนี้ต่างประเทศต้องอยู่ในระดับที่สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจได้ ส่วนวินัยนโยบายการคลัง จะอยู่ที่การรักษาฐานะการคลังของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน"

หน้า 20