|
||||||||||
|
มารู้จัก Hubbert?s Peak ภาวะใช้น้ำมันโลกถึงขีดสูงสุด
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 7 กระทรวงพลังงาน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2547 ในภาวะน้ำมันแพง ความสนใจที่จะศึกษากลไกตลาดน้ำมันมีเพิ่มมากขึ้น เพราะน้ำมันถือว่าเป็นสินค้าที่มีการค้าขายกันมากที่สุดในโลก และเป็นสินค้า ที่มีกลไกตลาด มีประสิทธิภาพสูงสุด คือมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากและหลากหลาย มีตลาดหลักที่ซื้อขายน้ำมันส่งมอบกันจริง และตลาดรองที่ซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งการซื้อขายความเสี่ยงต่างๆ จากการทำธุรกรรมเกี่ยวกับน้ำมัน เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมคำให้สัมภาษณ์ของประธานโอเปค หรือรายงานส่งน้ำมันออกของซาอุดีอาระเบีย จึงมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมากนัก! ผมขอเกริ่นประเด็นนี้ทิ้งไว้ให้คาใจก่อน แล้วจะเฉลยตอนท้าย คราวนี้ผมจะเล่าให้ฟังถึงอิทธิพลต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก และคาบเกี่ยวโยงกับทฤษฎีของนายฮูเบิร์ต หรือที่รู้จักกันในนาม Hubbert?s Peak ในช่วงปี 1950 Dr. M. King Hubbert ได้บัญญัติกฎของทรัพยากรสิ้นเปลือง เช่น น้ำมันไว้ว่า - เป็นการผลิตที่เริ่มจากศูนย์ - กระบวนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด (peak) ก็ไม่สามารถเพิ่มจากจำนวนนี้ได้ - หลังจากผ่านจุดสูงสุดแล้ว การผลิตจะเริ่มลดลงจนทรัพยากรหมดไป น้ำมันจึงเป็นทรัพยากรสิ้นเปลือง ซึ่งมีจำนวนจำกัด สามารถใช้กฎของ Dr.Hubbert มาวิเคราะห์ความสำคัญต่อจุดสูงสุดในการผลิตที่มีชื่อเรียกว่า Hubbert?s Peak โดยมีสมมติฐานว่าจุด peak นี้จะค่อนข้างใกล้เคียงกับครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ทั้งหมดในโลก (Ultimate Reserves) ดังนั้นถ้าเรารู้จำนวน Ultimate Reserves เราก็จะสามารถหา Hubbert?s Peak ได้ แต่ก็ไม่มีใครทราบจำนวน Ultimate Reserves ของน้ำมันที่แท้จริงหรอกครับ สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องคาดคะเน และประมาณการโดยใช้ข้อมูลที่หาได้ อาทิเช่น 1. ยอดการผลิตที่ผ่านมา (Cumulative Production) 2. จำนวน Reserves ที่แต่ละประเทศประกาศ 3. ศักยภาพของทรัพยากรที่คาดว่าจะหาได้ (Undiscovered Resource) โดยประมาณจากแนวโน้มหรือ Trend ของข้อมูลในอดีต ค่าของ Cumulative Production เป็นค่าที่สามารถหาได้ไม่ยากนักจากยอดการผลิตที่ผ่านมาของแต่ละประเทศทั่วโลก มีค่าของ Reserves ที่แน่นอน อาจจะดูเหมือนไม่ยาก แต่มีประเด็นน่าวิเคราะห์เพิ่มเติม ส่วนค่าของ Undiscovered Reserves นั้น ก็คงจะต้องใช้ข้อมูลเก่าที่มี เพื่อที่จะประมาณได้อย่างมีเหตุผล และลองมาดูค่า Reserves ของประเทศต่างๆ ในช่วงระยะจากปี 1980-1990 จะเห็นได้ว่าจำนวน Reserves ในหลายประเทศไม่ได้ลดลงเลย แต่ค่อนข้างจะ stable ซึ่งนั่นก็หมายถึงอัตราการผลิต และอัตราการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่เท่ากัน ก็เป็นเรื่องแปลกนะครับ เพราะในประเทศเหล่านี้ได้มีการเพิ่มและลดอัตราการผลิตเป็นบางเวลา แต่ที่แปลกกว่านั้นก็คือ ในบางปีหลายๆ ประเทศได้แจ้งจำนวน Reserves มากขึ้นกว่าเดิมมาก ก็น่าสงสัยที่จู่ๆ หลายๆ ประเทศก็สำรวจพบแหล่งน้ำมันใหม่พร้อมๆ กันเป็นจำนวนมหาศาล คราวนี้ลองมาดูคำประกาศของ OPEC เกี่ยวกับโควตาในการขายน้ำมันในโลก ซึ่ง OPEC ประกาศว่าจำนวนน้ำมันที่แต่ละประเทศจะขายได้ขึ้นอยู่กับจำนวน Reserves ของประเทศนั้นๆ ถ้ามี Reserves มาก ก็จะมีสิทธิขายน้ำมันได้มาก ดังนั้น การประกาศ Reserves ของกลุ่มโอเปค เลยกลายเป็นประเด็นการเมือง การค้า และโอกาสทางธุรกิจเช่นกัน หลังจาก OPEC แถลงเรื่องโควตาในการขายน้ำมัน ยอดจำนวน Reserves ที่แจ้งก็เยอะขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้หมายความว่า เป็นจำนวนจริงนะครับ มันอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าจำนวนจริงก็ได้ แล้วแต่สภาวะเศรษฐกิจราคาน้ำมัน และพัฒนาการของเทคโนโลยี ณ ขณะนั้น ส่วนจำนวน Reserves ที่แจ้งไว้ต่ำ ในอดีตก่อนที่จะมีมติเรื่องโควตา ก็สันนิษฐานได้ว่า คงเพราะอยากจะทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า น้ำมันมีจำนวนน้อย และมีจำนวนจำกัด ทำให้น้ำมันดูมีค่ามากขึ้น และมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง ความสำคัญของ Hubbert?s Peak คือ การที่ครึ่งหนึ่งของทรัพยากรน้ำมันทั้งหมด ที่เคยมีอยู่บนโลก ได้ถูกใช้ไปในการดำเนินชีวิตของมนุษย์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และปริมาณทรัพยากรน้ำมันที่เหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง น่าจะมีคุณค่ามากขึ้นต่อการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต ซึ่งหากการผลิตมีจำนวนลดลง ในขณะที่ความต้องการมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและอาจถึงขั้นเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นวิกฤตการณ์ตามมาได้ ซึ่งประเด็นนี้แหละ เป็นจุดที่ทำให้มีนักฉวยโอกาสหรือนักเก็งกำไร (Speculators) ฉวยโอกาสปั่นราคาน้ำมันได้ในปัจจุบัน เป็นที่น่าสังเกตว่า Speculators จะใช้กลไกการเก็งราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ประกอบกับการปล่อยข่าวตามสื่อต่างๆ ที่พูดถึง Demand-Supply น้ำมันของโลกว่า ปัจจุบันเราคงจะอยู่ในช่วงเวลาที่กระเถิบเข้าใกล้ Hubbert?s Peak มากขึ้นทุกวัน ทำให้สภาวะราคาน้ำมันผันผวนอย่างมาก แต่ถ้าถามว่าเราเข้าใกล้ Hubbert?s Peak จริงหรือไม่ คงต้องใช้ปัญญาของพวกเราวิเคราะห์กันนะครับ การขาดแคลนน้ำมัน จะทำให้เกิดแรงผลักดันในการค้นหาทรัพยากรทดแทนจากด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ที่สำคัญคือ คงจะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ให้เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลง ความสามารถที่สำคัญของมนุษย์ คือการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ สมองของมนุษย์มีความสามารถในการคิด ไตร่ตรอง วิเคราะห์ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การขาดแคลนน้ำมันก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน แต่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่และค่อนข้างมีความซับซ้อน ซึ่งไม่ได้อาศัยคนๆ เดียวในการแก้ ในปัจจุบันมนุษย์สามารถออกไปนอกโลก และไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ได้แล้ว โดยได้ผ่านขั้นตอนการแก้ปัญหาต่างๆ มากมาย ในอนาคต การขาดแคลนน้ำมันก็คงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ไม่ได้ยากไปกว่าปัญหาที่เคยเผชิญมา ซึ่งก็คงจะไม่เกินความสามารถของมนุษย์เรา..หรอกครับ
|