|
||||||||||
|
เปิดเสรี GMO ผู้บริโภคจะรู้เท่าทันหรือไม่?
โดย ชาตรี เจริญศิริ มติชนรายวัน วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9677 ท่ามกลางสมรภูมิทางความคิด ระหว่างนโยบายทดลองปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ Genetically Modified Organism-GMO ในระดับไร่นา ปะปนกับพืชพื้นเมืองสัญชาติไทย ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ประกาศนโยบาย "ทางสายกลาง" เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 จะสนับสนุนประเทศให้ตามทันเทคโนโลยีชีวภาพ ขณะที่ไม่ละเลยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องออกมาขานรับ ขณะที่นักพัฒนาเอกชน และเกษตรกรผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกมาค้าน เพราะคาดการณ์ความสูญเสียลูกค้าจากการส่งออก น่าจะสูงถึงแสนล้านบาท! สังคมไทยจึงจับตาประเด็นนี้อย่างตาไม่กะพริบ และโล่งอกไประดับหนึ่งที่ไม่มีการบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 และท่ามกลางความอึมครึมว่าไทยจะตัดสินใจอย่างไรกับ GMO มีผู้แสดงความปริวิตกว่า ความเชื่อมั่นของนานาประเทศซึ่งมีต่อนโยบายจะเป็นครัวของโลกนั้นดีอยู่แล้ว แต่ถ้าประเด็น GMO ยังไม่นิ่ง ไม่ชัด อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของลูกค้าต่างชาติได้ แต่ไม่มีผู้ใดพยากรณ์ได้ว่า วาระ GMO จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกหรือไม่ GMO เป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งศตวรรษตามที่ ฮวน เอ็นริงเก้ เขียนในหนังสือ As The Future Catches You เล่มเดียวกับที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นำมาชักชวนรัฐมนตรีทุกคนให้อ่านเมื่อสามปีก่อน ถ้าประเทศใดเพิกเฉยวิทยาศาสตร์แขนงนี้อาจถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวและล้าหลัง จึงไม่แปลกที่ "พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์" ซึ่งถูกอ้างอิงจากรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งตอบสนองเครือข่ายธุรกิจการเกษตรข้ามชาติ คือ สหรัฐ แคนาดา อาร์เจนตินา ผู้นำเทคโนโลยีชีวภาพ และผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ตามด้วยจีนซึ่งขยายพื้นที่ปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมตั้งแต่ พ.ศ.2543 เป็นต้นมา เทคโนโลยีชีวภาพถูกยกย่องเชิดชูว่า เป็นทางออกของมนุษยชาติต่อจากนี้ไปพลเมืองโลกจะไม่อดอยากขาดอาหาร แต่ความจริงอีกครึ่งซึ่งไม่เปิดเผยคือ เกษตรกรจำนวนมากอาจหมดตัวเพราะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกรอบการเพาะปลูก จากบริษัทผูกขาดการผลิตเมล็ดพันธุ์ซึ่งจดสิทธิบัตรไว้ การทำนา ทำไร่แบบเดิมที่เกษตรกรเก็บเมล็ดเพื่อปลูกในรอบถัดไป อาจเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ขณะที่แนวคิด "ปลอดภัยไว้ก่อน(Precaution Principle)" อยู่ขั้วตรงข้าม ในเมื่อเมืองไทยในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ต่อเนื่องมาหลายร้อยหลายพันปีดีอยู่แล้ว ทำไมต้องเสี่ยงนำเข้า และทดลองเทคโนโลยีที่ถ้าพลาดพลั้งไปแล้วดึงกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ละอองเกสรมะละกอ GMO ปลิวมาผสมมะละกอพื้นเมืองอีสานจะปนเปื้อน GMO ไปหมดชั่วลูก ชั่วหลานเหลน จะไปดึงพันธุกรรมซึ่งผสมกลมกลืนกับพันธุกรรมมะละกอพื้นเมืองที่ปนเปื้อนละอองเกสรแปลกปลอมผิดธรรมชาติ ให้เป็นมะละกอปลอด GMO ก็ไม่ได้แล้ว องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งออกมาเคลื่อนไหวด้านนี้ ถูกผู้กำหนดนโยบายมองว่าฉุดรั้งโอกาสความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพ และคัดค้านต่อสู้ด้วยข้อมูลซึ่งไม่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยลืมไปว่า ถ้ากลุ่มกรีนพีซไม่เก็บตัวอย่างกุนเชียงและอาหารซึ่งวางตามซูเปอร์มาร์เก็ตไปส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการจีนสแกนที่ฮ่องกง ผู้บริโภคคนไทยตาดำๆ คงไม่รู้ว่าอาหารที่ตนซื้อนั้นผลิตจากถั่วเหลือง GMO น่าสงสารผู้บริโภคไทยที่โดดเดี่ยวยิ่งกว่าประชาชนประเทศด้อยเทคโนโลยีในหนังสือของฮวน เอ็นริงเก้ และกลุ่มกรีนพีซยังนำมะละกอจากแปลงเกษตรกรอีสานไปพิสูจน์พบว่ามี GMO ปะปนอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ ไม่เห็นมีหน่วยงานราชการใดบอกให้ทราบสำหรับสาเหตุการปนเปื้อนคงเป็นประเด็นที่ต้องสืบค้นและแจ้งผลให้สาธารณชนได้ทราบ GMO อาจเป็นเรื่องสำคัญน้อยกว่าเนื้อหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพิ่งแถลงข่าวว่าในหลายจังหวัดเนื้อหมูที่สุ่มเก็บตรวจจากเขียง ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงถึงร้อยละ 30 ของจำนวนที่สุ่มตรวจ ซึ่งน่าจะสะท้อนการทำงานแบบแบ่งความรับผิดชอบ หมูมีชีวิตเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องกำกับดูแล หมูชำแหละบนเขียงเป็นหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งระบุวิสัยทัศน์ว่า "ผู้บริโภคปลอดภัย ฉับไวบริการ รับเรื่องข่าวสาร วิชาการทันสมัย ร่วมใจปกป้องสิทธิ ผู้ประกอบธุรกิจร่วมมือ ยึดถือคุณธรรม" การขยายขอบเขตความคุ้มครองผู้บริโภคไปสู่ประเด็น GMO ต้องอาศัย ""วิทยาศาสตร์" อีกแขนงที่มองรอบด้านโดยไม่ละเลยความปลอดภัย และสิทธิของผู้บริโภคที่จะรู้ว่าผลิตภัณฑ์ใดประกอบด้วยพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMO บ้าง นักวิทยาศาสตร์จำพวกนี้ต้องทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้บริโภคด้วย ผู้บริโภคทั่วโลกต่างต้องการทราบว่าสินค้าที่ตนจะตัดสินใจซื้อนั้นมี GMO หรือไม่ สินค้าซึ่งระบุว่าปลอดการตัดแต่งดัดแปลงพันธุกรรม หรือ Non-GMO ขายดีกว่า GMO อย่างเห็นได้ชัดแม้แต่คนอเมริกันเจ้าของเทคโนโลยีนี้ ร้อยละ 52 ปฏิเสธที่จะบริโภค GMO และร้อยละ 93 ต้องการให้ระบุชัดเจนบนฉลาก จากการสำรวจของ ABC News เมื่อ พ.ศ.2544 ในปีเดียวกัน ที่สหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีต เจอร์นัล สุ่มสำรวจอาหารที่ระบุว่าปลอด GMO (Non-GMO) พบว่ามีการปนเปื้อน GMO ทุกตัวอย่างอาหารซึ่งผลิตจากถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ก็มีการแก้ตัวน้ำขุ่นๆ จากบริษัทผู้ผลิตว่า ถั่วเหลือง GMO อาจปนเปื้อนเข้ามาได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่จากแปลงปลูก การเก็บเกี่ยว การเก็บเข้ายุ้งฉาง การขนส่ง การบดเป็นแป้ง ฯลฯ ถึงขนาดที่มีเจ้าหน้าที่ FDA หรือ อย.สหรัฐให้ความเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่ระบุว่าอาหารนั้นปลอด GMO เพราะมีโอกาสปนเปื้อนได้ตลอดเวลา ควรระบุแต่เพียงว่าผลิตจากเมล็ดพันธุ์ซึ่งไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม น่าจะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคอเมริกันได้ระดับหนึ่ง บทความในหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีต เจอร์นัล ยังระบุถึงผู้ผลิตอาหารมังสวิรัติรายหนึ่งจ่ายเงินเพิ่มขึ้นปีละ 20 ล้านบาท แก่เกษตรผู้ปลูกถั่วเหลืองปลอด GMO และรับประกันว่าจะไม่ยอมให้มีการปนเปื้อน GMO ในถั่วเหลืองนั้น ผู้ผลิตอาหารรายนี้ยอมลงทุนเพิ่มขนาดนั้นเพื่อความมั่นใจผู้บริโภค ในขณะที่ประเทศไทยทั้งประเทศอาจประกาศตัวเป็นครัวอาหารธรรมชาติของโลกได้ เพราะเกษตรอินทรีย์ อาหารจากความหลากหลายพันธุกรรมธรรมชาติของไทยเป็นจุดแข็ง จุดเด่น ดีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องลงทุน ที่ต้องลงแรง ลงทุนคิดหน่อยคือต้องไม่ชักศึกเข้าบ้าน หรือนำพืชตัดต่อพันธุกรรมมาปลูกปะปนกับพืชพื้นเมือง แต่ข้ออ้างลอยๆ มาเข้าหูว่าผู้บริโภคไทยบริโภคถั่วเหลือง GMO โดยไม่รู้มาตั้งนานแล้วก็ไม่เห็นมีใครบ่นว่าไม่มีใครป่วยใครตาย แล้วทำไมจะบริโภคโดยไม่รู้ต่อไปไม่ได้ จนกระทั่ง พ.ศ.2544 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขออกระเบียบให้ผู้ผลิตอาหารซึ่งใช้พืช GMO เป็นส่วนผสมตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไปต้องระบุบนฉลาก แต่ก็ยังมีช่องโหว่คือ ให้ระบุเฉพาะส่วนประกอบหลัก 3 ลำดับแรกเท่านั้น เช่น ถ้าอาหารนั้นมีน้ำมันถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบลำดับที่ 4 ก็ไม่ต้องระบุว่ามี GMO หรือไม่ แม้ว่าถั่วเหลืองนั้นจะเป็นถั่วเหลือง GMO 100 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภคไทยไม่มีสิทธิรู้ สิทธิที่จะรับรู้เรื่อง GMO เป็นสิ่งที่สหภาพยุโรป หรืออียู คำนึงถึงเป็นพิเศษ อาหารที่มีส่วนประกอบ GMO ตั้งแต่ร้อยละ 1 ต้องระบุบนฉลาก แม้ว่าท่าทีของสหภาพยุโรปตั้งแต่ พ.ศ.2546 เป็นต้นมาจะผ่อนปรนนำเข้า GMO จากสหรัฐมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้นโดยยึดหลักการ "การระบุบนฉลาก(Labelling)" และ "การสืบสาวต้นตอวัตถุดิบ(Traceability)" อย่างเคร่งครัด จนเป็นที่ประจักษ์ว่าสหภาพยุโรปให้ความสำคัญต่อผู้บริโภค ขณะที่สหรัฐให้ความสำคัญต่อการค้าและธุรกิจ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าอยากได้ตัวเลขเศรษฐกิจสวยๆ ผลประกอบการดีให้ตามสหรัฐ ถ้าอยากให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ก็ให้ตามสหภาพยุโรป นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของสหภาพยุโรปได้สัมมนาระดมสมองที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อ พ.ศ.2542 เสนอแนวทางค้นคว้าวิจัย GMO ในด้านอาหารและสุขภาพ ต่อสหภาพยุโรป ไว้ดังนี้ * ให้เร่งพัฒนากระบวนการตรวจสอบ GMO ในอาหารและส่วนประกอบต่างๆ ด้วยกระบวนการซึ่งรวดเร็วและน่าเชื่อถือ เพื่อสืบสาวติดตามต้นตออาหารและส่วนประกอบ นับเป็นความจำเป็นเร่งด่วนต่อการสนับสนุนนโยบายการระบุบนฉลาก * ให้พัฒนากระบวนการประเมินอันตรายที่อาจจะเกิดต่อมนุษย์และสัตว์ที่บริโภค GMO และผลิตภัณฑ์จากพืช GMO เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการวิจัยด้านอาหารสัตว์ต่อไป * ประเมินความเหมาะสมของการจัดประเภทของอาหารและส่วนประกอบ ซึ่งจะเข้าข่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ต้องระบุฉลาก * พัฒนาเกณฑ์เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายต่อท่าทีของสหภาพยุโรป ต่อผลิตภัณฑ์ GMO ในอนาคต * พัฒนาตัวชี้วัดชีวภาพ(Biomaker) เพื่อติดตามผลด้านสุขภาพ ในมนุษย์และสัตว์ที่บริโภค GMO *วิจัยด้านระบาดวิทยาเปรียบเทียบการบริโภค GMO และการเจ็บป่วยของคนในสหภาพยุโรปและสหรัฐ การกำหนดนโยบายสนับสนุนพืชตัดต่อพันธุกรรม GMO นับเป็นความท้าทายของรัฐบาลชุดนี้ ทั้งในด้านการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีให้ทันกระแส ขณะที่ผ่องถ่ายเทคโนโลยีและความรู้ต่อคนไทยให้รู้เท่าทัน กระทรวงสาธารณสุขซึ่งชูนโยบายคุ้มครองผู้บริโภค โดยนำบทเรียนจากความพยายามให้เนื้อหมูชำแหละปราศจากสารเร่งเนื้อแดง สุ่มส่งตรวจที่ศูนย์ปฏิบัติการตามภาคต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการตรวจตัวอย่างละ 2,000 บาท ยังพบการปนเปื้อนร้อยละ 30 แต่ถ้าจะตรวจหา GMO ค่าใช้จ่ายสุ่มตรวจแพงกว่า ต้องส่งตรวจที่ต่างประเทศ ซึ่งนักพัฒนาเอกชนที่ออกโรงมาติงขณะนี้เป็นหนังหน้าไฟ ตั้งใจดีแต่ถูกเพ่งโทษ บอกตามตรงว่า การส่งเสริมให้ผู้บริโภคไทยรู้เท่าทันจึงไม่ใช่เรื่องหมูๆ ของกระทรวงสาธารณสุขรวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมสร้างให้สังคมไทยมีอาหารปลอดภัยไว้บริโภค แต่คำว่า "ปลอดภัย" เท่าที่หลายท่านออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อนั้น มีหลายนัย น่าจะอิงหลักธรรมว่าด้วย "ตถตา" ปล่อยให้เป็นไปเฉกเช่นที่ธรรมชาติได้ดำรงอยู่มานับหมื่นนับแสนปี ดีกว่าจะไปแทรกแซงระบบนิเวศอันซับซ้อน หน้า 6
|