หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
รังสีอำมหิต "จีเอ็มโอ" แค่ส่งสัญญาณทดลองปลูก กระเทือนส่งออกผลไม้ทันตา

รายงาน  มติชนรายวัน  วันที่  6 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9676

น่าสนใจว่า หากนโยบายการทดลองปลูกพืชตัดแต่งพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา มิใช่การส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของไทยให้มีความทัดเทียมกับต่างประเทศ

แต่เป็นการให้นโยบายในลักษณะตีกรอบการศึกษาวิจัยเรื่องการทดลองจีเอ็มโอ อย่างมีแบบแผน ในลักษณะการนำเสนอทางเลือก 3 แบบ คือ 1.ให้ทดลองได้ 2.ให้ทดลองในห้องปฏิบัติการ และ 3.ไม่อนุญาตให้ทุกกรณี โดยให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดประกอบด้วยบุคลากรจากที่ประชุมอธิการบดี 24 สถาบัน และให้ส่งตัวแทนทางวิชาการเข้ามาจำนวนหนึ่ง โดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) จัดนักวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญในเรื่องจีเอ็มโอจากหลากหลายสาขา ระดมสมองร่วมกันว่าใน 3 แบบที่เสนอนั้นแบบไหนดีที่สุด ภายหลังถูกกระแสต่อต้านอย่างหนัก จนทำให้ต้อง "ยอมจำนน" ถอนวาระการพิจารณาการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่ ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา

แล้วเหตุใดภาพรวมการส่งออกสินค้าผลไม้กระป๋อง ประเภทฟรุ้ตสลัด และฟรุ้ตค็อกเทล ที่มีส่วนประกอบของมะละกอไทย มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท จึงถูกชะลอการนำเข้าจากบริษัทผู้นำเข้าในต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป(อียู) ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เนื่องจากความกังวลว่ามะละกอของไทยจะมีการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอหรือไม่

น่าสนใจว่า ถึงเวลานี้ท่านนายกฯจะยอมรับความจริงข้อหนึ่งหรือยังว่า เรื่องจีเอ็มโอถือเป็นมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อตลาดผู้นำเข้าสินค้าเกษตรของไทย และที่สำคัญมันจะเร็วเกินไปหรือไม่ สำหรับนโยบายการจะเปิดให้มีการทดลองในครั้งนี้ เพราะการ "คิดใหม่ ทำใหม่" ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องถูกต้องเสมอไป

หากใครที่ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งเรื่องจีเอ็มโอ จะพบว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประเด็น ทั้งในด้านความชัดเจนของข้อมูล และกลุ่มคนที่เข้ามามีบทบาทต่อปัญหานี้ แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ความกังวลในมาตรฐานความปลอดภัยในขั้นตอนการทดลอง

เหตุใดรัฐบาลถึงได้มั่นใจว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา ทั้งที่ภาพรวมการศึกษาวิจัยเรื่องจีเอ็มโอในประเทศไทย ที่อยู่ในความดูแลของกรมวิชาการเกษตรก็ประสบปัญหาด้านความน่าเชื่อถือในเรื่องมาตรฐานการทดลองมาโดยตลอด

เริ่มจากเมื่อปี 2542 พันธุ์ฝ้ายจีเอ็มโอ(บีที) ของบริษัท มอนซานโต้ ที่อยู่ระหว่างการปลูกทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพมีการหลุดรอดออกไปสู่แปลงเพาะปลูกของเกษตรกร ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอหลายกลุ่มอย่างรุนแรง ทำให้นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯในขณะนั้น สั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ พบว่ามีการหลุดรอดออกมาจริง แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการลงโทษผู้ที่ปล่อยให้มีการหลุดรอด หรือหามาตรการป้องกันไม่ให้หลุดรอด และเรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด

ล่าสุดกับการทดลองมะละกอจีเอ็มโอ พันธุ์แขกดำท่าพระ ในภาคสนาม ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวน จ.ขอนแก่น ที่แม้จะมีการยืนยันจากผู้บริหารระดับสูงของกรมวิชาการเกษตรว่า ขั้นตอนการทดลองมีความเข้มงวดมาก โดยเฉพาะในมาตรฐานการป้องกันการหลุดรอดของพืชจีเอ็มโอออกไปภายนอกแปลงทดลองถึง 5 มาตรการ คือ 1.ห้องปฏิบัติการและโรงเรือนตามมาตรฐาน มีกุญแจล็อกประตูและจัดเวรยาม มีกระบวนการทำลายเศษซากพืชอย่างเป็นระบบ 2.แปลงทดลองห่างจากแปลงพืชมะละกออื่นๆ แปลงทดลองมีรั้วลวดหนามล้อมรอบแปลงอย่างแน่นหนา มีกุญแจล็อกประตูและจัดเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง มีป้ายห้ามเข้า 3.คลุมดอกในช่วงผสมเกสร และปลิดดอกที่ไม่ต้องการทิ้ง ปลูกมะละกอที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรมและพืชอื่น เช่น กล้วย เป็นแนวกำบังเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของละอองเกสร 4.กำจัดศัตรูพืชเป็นประจำ ไม่มีวัชพืชขึ้นรา และ 5.เผาทำลายเศษซากในบริเวณรั้วของแปลงทดลอง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากประสบการณ์ "ฝ้ายบีที" ที่เคยมีการหลุดรอดออกไปนอกแปลงทดลองมาแล้ว

แต่บทเรียนที่ได้รับไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เมื่อข้อมูลการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอถูกเปิดเผยขึ้นมาอีกครั้ง จากกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าเข้าไปตรวจสอบเมล็ดพันธุ์มะละกอพันธุ์แขกดำท่าพระ ที่สถานีวิจัยแห่งนี้เพาะปลูกไว้จำหน่ายให้เกษตรในเขต จ.อุบลราชธานี และขอนแก่น พบว่ามีการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอในเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยรายชื่อเกษตรกร จำนวน 200 ราย ที่ได้รับแจกเมล็ดพันธุ์มะละกอทั้งหมด เพื่อให้สังคมได้ร่วมตรวจสอบ

ในขณะที่กระแสสังคมกำลังหวาดกลัว และเริ่มจะไม่เชื่อถือต่อการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ สิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล อธิบดีที่ได้รับมอบนโยบาย หรือข้าราชการผู้ปฏิบัติตามนโยบาย ที่ดูเหมือนจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ แต่ไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีการปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอจริงหรือไม่ ทั้งที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรง

กลับให้ความสนใจกับประเด็นการฟ้องร้องดำเนินคดีกับกลุ่มกรีนพีซ ในข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการมากกว่า พร้อมทั้งโจมตีการทำงานของกลุ่มเอ็นจีโอว่ามีการสร้างหลักฐานการตรวจสอบอันเป็นเท็จ และมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง

อึมครึมไม่แตกต่างอะไรจากช่วงที่ไทยประสบวิกฤตการณ์ไข้หวัดนกระบาด เมื่อต้นปี 2546 ที่ในเบื้องต้นกว่าจะรู้ตัวว่าเชื้อหวัดนกได้แพร่กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งผลทำให้ต้องมีการทำลายไก่และสัตว์ปีกเป็นจำนวน 60 ล้านตัว และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ก็สายเกินไปเสียแล้ว

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเพียงแค่มีกระแสข่าวว่ามีการปนเปื้อนมะละกอจีเอ็มโอ หลุดรอดออกไปนอกแปลงทดลองของหน่วยงานราชการ ประกอบกับการส่งสัญญาณของ พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องเห็นชอบให้มีการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา จะส่งผลทำให้สินค้าไทยที่มีส่วนประกอบมะละกอไทยต้องถูกชะลอการส่งออก พร้อมการร้องขอใบรับรองผลการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานราชการไทย ก่อนที่จะมียอมรับสินค้าจากไทย

นี่เป็นอีกหนึ่งในอีกหลายกรณีที่คำพูดหรือการส่งสัญญาณของผู้นำประเทศมีผลกระทบให้ประเทศคู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ไทย

ทั้งที่เป็นเพียงการส่งสัญญาณ ยังไม่ทันลงมือปฏิบัติเสียด้วยซ้ำ!!

หน้า 20