|
||||||||||||||||||||||||||||||
|
กองทุนพยุงราคาน้ำมัน... กับผู้ส่งออกไทย
นอกรอบ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 กันยายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3617 (2817) ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ถ้าใครลองได้อ่านหนังสือพิมพ์เป็นประจำคงจะได้เห็นทั้งข่าว ทั้งคอลลัมน์วิจารณ์เรื่องราคาน้ำมัน ในทุกฉบับ ทุกวัน อย่างต่อเนื่อง มาโดยตลอด ตัวผมเองเป็นทั้งนักวิชาการ และคอลลัมนิสต์ ในคนๆ เดียวกัน เลยอดที่จะออกมาร่วมแจม ออกความเห็นกับเค้าไม่ได้ซะด้วยสิครับ ก่อนจะมาวิเคราะห์กันว่าการพยุงราคาน้ำมันประเทศชาติโดยรวมได้ประโยชน์อย่างไร คุ้มไม่คุ้ม ผลประโยชน์นั้นตกอยู่กับกลุ่มใด ใครเป็นสปอนเซอร์ (ผู้อุปถัมภ์) ที่แท้จริงของกลุ่มผู้กลุ่มผู้ได้ผลประโยชน์นั้น เราคงต้องมาทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐาน 2-3 ประเด็น ที่ผมอ่านตามสื่อต่างๆ แล้ว รู้สึกว่าบางคนเข้าใจถูก บางคนเข้าใจผิด ให้มีความเข้าใจตรงกันก่อนดีกว่านะครับ 1. ทำไมต้องกังวลเรื่องราคาน้ำมันกันมากนัก น้ำมันสำคัญอย่างไรกับเศรษฐกิจและสังคม? คำถามนี้ตอบได้ ง่ายๆ สั้นๆ คือ น้ำมันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในเกือบทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนส่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องของเกือบทุกอุตสาหกรรม และไม่ว่าน้ำมันเบนซิน หรือดีเซล ส่วนใหญ่ของปริมาณการใช้ จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีการผลิตเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้น ประเทศที่ไม่มีน้ำมันมากอย่างไทยก็ต้องตกอยู่ในวิบากกรรมตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องจริงที่น่าเศร้าอีกเรื่องหนึ่งคือ ในระยะสั้น ความต้องการในการบริโภคน้ำมันไม่ค่อยจะขึ้นอยู่กับราคาเสียด้วย กล่าวคือ ในระยะสั้นๆ น้ำมันแพงขึ้น คนที่ขับรถเบนซินก็จะไม่มีใครเปลี่ยนมาใช้รถดีเซล โรงงานที่ใช้น้ำมัน ก็จะไม่เปลี่ยนมาใช้ถ่านหิน การที่ไทยต้องพึ่งพิงน้ำมันจากตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้เอง การพุ่งทะยานของราคาน้ำมันจะส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และส่งผลเสียต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม (จากปัญหาราคาสินค้าสูง) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ...ปัญหาดุลการค้า เงินเฟ้อ และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ในที่สุดนั้น คือผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือ? !! 2. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือใคร? เอาเงินภาษีประชาชนมาพยุงราคาน้ำมันหรือไม่? กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกองทุนนอกงบประมาณ ซึ่งกองทุนลักษณะนี้รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อเป็นแขนขา ในการดำเนินงาน โดยให้อำนาจทางกฎหมายในการหารายได้ของตัวเอง (เช่นเดียวกับกองทุนประกันสังคม หรือกองทุนสิ่งแวดล้อม ) ซึ่งสำหรับสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ที่ดูแลกองทุนน้ำมันฯ นั้น มีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพทางราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ โดยรัฐให้อำนาจกองทุนในการเรียกเก็บเงินสมทบในยามน้ำมันถูก และนำเงินนั้นมาชดเชยในยามน้ำมันแพง โดยเงินที่ใช้ในกองทุนน้ำมันฯ มิได้ยุ่งเกี่ยวกับภาษีประชาชนตามที่หลายท่านเข้าใจกันผิดแต่อย่างใด สมชื่อ กองทุนนอกงบประมาณ ซึ่งปกติแล้วกองทุนฯ จะต้องนำเงินโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย อย่างน้อยภายในสองวันนับแต่วันได้รับเงิน 3. ตอนนี้กองทุนฯ ใช้เงินในการพยุงราคาน้ำมันแต่ละประเภทอย่างไร? ใช้ไปแล้วเท่าไหร่? ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2547 (ม.ค.-พ.ค. 47) ประเทศไทยใช้น้ำมันเบนซินออกเทน 95, 91 และดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ย 272.5, 392.5 และ 1,607.5 ล้านลิตรต่อเดือน ตามลำดับ ขยายตัวจากเฉลี่ยในปี 2546 ที่ระดับ 254.0, 377.0 และ 1,447.0 ล้านลิตรต่อเดือน หรือคิดเป็นการขยายตัวของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95, 91 และดีเซลหมุนเร็ว ร้อยละ 7.3, 4.1 และ 11.1 ตามลำดับ นับตั้งแต่รัฐบาล เข้าไปพยุงราคาน้ำมันวันที่ 10 ม.ค. 47 จนถึงล่าสุด (สิ้นเดือน ส.ค. 47) กองทุนใช้เงินไปแล้วทั้งสิ้น 28,408.21 ล้านบาท และคาดว่ากองทุนจะติดลบถึงระดับประมาณ 47,000 ล้านบาทในปลายปีนี้ โดยเงินที่ใช้ในการพยุงราคาน้ำมันนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระดับต่ำสุด 11.41 ล้านบาทต่อวัน (10 ก.พ. 47) จนถึงระดับสูงสุดที่ 289.65 ล้านบาท ในปลายเดือน ส.ค. 47 (20-21 ส.ค. 47) โดยเป็นการพยุงราคาน้ำมันดีเซลถึง 267.34 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 92.3 ของเงินที่ใช้ในการพยุงราคาน้ำมันทั้งหมด (กองทุนฯ ใช้เงินพยุงราคาน้ำมันเบนซินในช่วงที่ผ่านมา สูงสุดที่ระดับประมาณ 40 ล้านบาทต่อวัน ก่อนที่จะปรับราคาขึ้นจน ณ สิ้นเดือน ส.ค. 47 กองทุนฯ จ่ายเงินเพื่อพยุงราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 และ 91 วันละ 3.42 และ 6.02 ล้านบาท ตามลำดับ) เมื่อเข้าใจถึงเหตุผลการพยุงราคาน้ำมัน และฐานะทางกฏหมายและทางการเงินของผู้พยุงฯ แล้ว ลองมาดูกันครับว่า การพยุงราคาน้ำมันให้ ผลดี-ผลเสีย ในระยะสั้นและระยะยาว กับเศรษฐกิจโดยรวม และกลุ่มบุคคลใด อย่างไร อย่างที่กล่าวข้างต้นนะครับว่า ปัญหาดุลการค้า เงินเฟ้อ และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ คือ 3 ปัญหาหลักที่เป็นผลพวงจากราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันอยู่ระดับสูงเป็นเวลาพอสมควร ในการพยุงราคาน้ำมันเบนซินแม้จะใช้เงินในการพยุงไม่มากเท่าการพยุงราคาน้ำมันดีเซล แต่ส่วนตัวแล้วผมคงเห็นเหมือนนักวิชาการหลายท่านว่า ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการที่กองทุนฯ เข้าไปบิดเบือนราคาทำให้ผู้ใช้รถที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้มากไม่ต้องรับภาระและยังคงใช้น้ำมัน ซึ่งต้องทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันในระดับสูงเท่าเดิม ส่งผลเสียต่อดุลการค้า ... และเนื่องจากน้ำมันเบนซินแทบจะไม่ได้ใช้ในการผลิต การพยุงราคาฯ ก็คงไม่ได้ช่วยปัญหาเงินเฟ้อ .. อาจจะมีก็แต่ผลเชิงรายได้ที่คนรวยต้องจ่ายตังค์เพิ่มจากราคาน้ำมัน ซึ่งก็คงไม่มากเพราะถึงขนาดมีปัญญาซื้อรถแล้ว โดนค่าน้ำมันเพิ่มอีกบ้าง ก็คงต้องยอมหน่อย ถ้าทนกันไม่ได้ ก็ควรหันไปใช้รถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งก็คงดีนะครับ จะได้ช่วยประเทศชาติประหยัดไปด้วยอีกทางนึง ถึงแม้จะไม่ค่อยเต็มใจกันก็ตาม เพราะฉะนั้น ผมว่า ไม่พยุงราคาน้ำมันเบนซินหน่ะ ดีแล้วครับ แต่ก็อย่างว่านะครับ คงไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตน้ำมันจะยืดเยื้อ และปานปลายขนาดนี้ ผมก็ยังดีใจครับ ที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไม่ดันทุรังพยุงราคาเบนซินต่อไปเรื่อยๆ เพราะจะได้ไม่คุ้มเสียอย่างหนักสำหรับราคาน้ำมันดีเซล คงฟันธงได้ไม่ง่ายเหมือนกรณีน้ำมันเบนซินนะครับ เพราะน้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต การขึ้นราคาของน้ำมันดีเซลแม้จะทำให้การนำเข้าน้ำมันลดลง ช่วยปัญหาการขาดดุลการค้าได้บ้าง แต่ราคาน้ำมันดีเซลที่แพงขึ้นจะทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียในหลายด้าน กล่าวคือ.. ราคาสินค้าอาจสูงขึ้น (เงินเฟ้อสูง) จากการผลักภาระต้นทุนของผู้ผลิต ซึ่งเมื่อราคาขึ้นแล้ว ลงไม่ค่อยจะได้ซะด้วย... เงินเฟ้อที่สูงขึ้น นอกจากจะส่งผลเสียโดยตรงต่อผู้บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลกลดลง ซึ่งแม้ราคาน้ำมันดีเซลที่แพงขึ้นจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันฯ ได้บ้าง แต่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดโลกแพงขึ้น .. ไม่มีคนซื้อ.. ในระยะสั้นดุลการค้า และ GDP ในภาพรวมอาจแย่ลงได้ในที่สุด พบว่าหากปรับราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วแพงขึ้น 4 บาท (ยกเลิกการตรึงราคา) ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีพของประชาชนในระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ร้อยละ 0.52 ในอุตสาหกรรมเหล็กเส้นถึงร้อยละ7.8 ในอุตสาหกรรมขนส่ง ผลกระทบต่อค่าขนส่งและราคาสินค้า
ที่มา: สศก. สนข. และ คน. ตรงนี้ผมยังไม่สรุปว่าการพยุงน้ำมันดีเซลดีหรือไม่ดี.. แต่ที่แน่ๆ ในระยะสั้นการพยุงราคาน้ำมัน ทำให้ผู้ส่งออก กำไร 2 ต่อคือ 1. ราคาสินค้าของตนถูกกว่าประเทศคู่แข่งที่ไม่มีการพยุงราคา ส่งออกได้มากขึ้น และ 2. ราคาสินค้าของตนในรูปเงินตราต่างประเทศถูกลงไปอีกจากค่าเงิ นบาทที่อ่อนลง เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันในระดับสูงเพราะรัฐบาลรับภาระราคาให้ .. เอ้า.. ผู้ส่งออก เฮ..! แต่.. ช้าก่อน... จะเฮกันได้นานเท่าไหร่กันครับ เมือดูลักษณะการดำเนินการของกองทุนน้ำมันฯ แล้ว จะพอคาดเดาได้ว่า หากรัฐบาลไม่เข้าไปล้างหนี้ให้กองทุนฯ แต่ให้กองทุนเรียกเก็บเงินสมทบเองตามปกติ ในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง ต้นทุนการผลิตของประเทศที่ไม่มีการพยุงราคาน้ำมันจะสามารถลดลงได้รวดเร็วกว่าไทย เพราะราคาน้ำมันในประเทศไทยยังไม่สามารถลดลงได้เนื่องจากกองทุนฯ ต้องเก็บเงินสมทบไปใช้หนี้ก่อน ถึงตอนนั้น ผลบุญที่ได้จากการพยุงราคาน้ำมันในระยะสั้นข้างต้นก็ต้องจ่ายคืนอยู่ดี นอกเสียจากว่า ถึงตอนนั้น รัฐบาลจะนำเงินภาษีประชาชนมาล้างหนี้กองทุนฯ ให้หมด กองทุนฯ จะได้ไม่ต้องเก็บเงินล้างหนี้เอง ราคาน้ำมันจะได้ลงเร็วๆ ซึ่งหากทำอย่างนี้ คงต้องมาถามกันต่อว่า เงินภาษีที่ชาวไร่ชาวนาเสีย ทำไมต้องเอามาลดต้นทุนให้กับพวกนายทุนด้วย ถ้าเอาเงินงบประมาณมาล้างหนี้กองทุนจริง ... ผู้ส่งออกคงได้เฮกันอีกที ! เป็นที่ชัดเจนและยอมรับกันว่าราคาน้ำมันเบนซิน ไม่มีเหตุที่จะพยุงฯ แต่ราคาน้ำมันดีเซลนี่สิครับ จะพยุงดีหรือไม่ ที่แน่ๆ ถ้าราคาน้ำมันขึ้นเพียงระยะสั้น การพยุงราคาไม่สร้างภาระที่ต้องตามใช้หนี้กันอีกยาวนาน ก็คงคุ้มอยู่ครับ ที่จะพยุงราคา เพราะจะเป็นการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจผ่านการรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อ แต่ถ้าการพยุงราคาต้องทำให้กองทุนฯ ต้องมีหนี้มหาศาล และรัฐบาลไม่ล้างหนี้ให้ ผมก็ไม่แน่ใจว่า ผลดีระยะสั้นจะคุ้มกับผลเสียระยะยาวหรือไม่ (ไม่แน่ใจจริงๆ เพราะไม่ทราบแนวโน้มราคาน้ำมันที่ชัดเจน ถ้าผมทราบ ผมคงขายบ้านไปเก็งกำไรราคาน้ำมันล่วงหน้าแล้ว) แต่เมื่อแอบไปแง้มดูงบดุลของกองทุนฯ ในช่วงปกติ เห็นว่าเงินกองทุนแต่ละปีจะ +/- อยู่ปีละ 1-2 พันล้านบาท ถ้ากองทุนต้องกู้เงิน 47,000 ล้านบาทภายในปลายปีจริง ก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 24 ปี ถึงจะใช้หนี้หมด ผลดีระยะสั้น จะคุ้มกับผลเสียระยะยาวหรือ? ถ้าไม่คุ้ม ก็คงต้องก้มหน้าก้มตายอมรับว่า ควรเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้หนี้ให้มันหมดๆ ไปเลยทีเดียว แค่ 4-5 หมื่นล้านบาท ให้ท่านอธิบดีกรมภาษี หรือท่านอธิบดีกรมธนารักษ์ออกแรงเก็บภาษี หรือบริหารสินทรัพย์กันนิดหน่อย ก็ช่วยกันใช้หนี้กองทุนฯ หมดคงไม่ยาก .. เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมผมว่าน่าจะดีขึ้นนะครับ ผู้เสียภาษีอาจเซ็งๆ กันหน่อย แต่.. .... ผู้ส่งออก คงได้ยิ้มกันแก้มปริ จนถึงการเลิกพยุงราคาน้ำมันดีเซลในปลายปี...!!!
|