|
||||||||||
|
มือถือสื่ออำนาจ
โดย อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9673 โทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone) เป็นสื่อเคลื่อนที่ทันสมัยแห่งยุคดิจิตอล ซึ่งไม่เพียงเอื้ออำนวยให้เกิดการสื่อสารถึงกันรวดเร็วทันใจเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลทางอ้อมต่อสังคมการเมือง และเศรษฐกิจอย่างเหลือเชื่อ ดังที่ชาวกรุงเทพมหานครได้สัมผัสประสบการณ์ จากการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งล่าสุด ก่อนลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการส่งต่อข้อความทางโทรศัพท์มือถือกันเป็นจำนวนมาก บ้างก็เป็นการร่วมสนุกเพื่อทายผลเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นเกมร่วมสนุกอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่มีพลังมากยิ่งกว่านั้น คือ "บริการส่งข้อความสั้น" (Short Message Service หรือ SMS) ซึ่งสามารถส่งต่อให้กับเพื่อนสนิทมิตรสหาย และญาติพี่น้อง โดยมีลักษณะเป็นคำชักชวนให้ลงคะแนนเพื่อเลือกผู้สมัครบางรายเป็นพิเศษ แถมยังขอให้ส่งข้อความเดียวกันนั้น ต่อไปยังมือถือของผู้อื่นอีกด้วย ปรากฏการณ์ส่งต่อข้อมูลทางโทรศัพท์เช่นนี้ ถือเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของ "ม็อบมือถือ" ซึ่งเคยสร้างชื่อมาแล้วจากเหุตการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 เมื่อชาวกรุงเทพมหานครจำนวนนับแสนคนต่างพากันออกมารวมตัวยังถนนราชดำเนิน เพื่อแสดงพลังต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะ รสช.โดยการชักชวนผ่านสื่อสมัยใหม่ คือ โทรศัพท์มือถือ วิทยุติดตามตัวและเครื่องโทรสาร ในปัจจุบัน ผู้ใช้มือถือมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสถิติตัวเลขของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ระบุเอาไว้ว่าประชากรกรุงเทพมหานครผู้มีอายุ 6 ปีขึ้นไป ขณะนี้มีมือถือใช้กันเกือบ 4 ล้านคนหรือคิดเป็นส่วนประมาณ 50% ของประชากรชาว กทม. ทั้งหมด จากอดีตที่ผ่านมา การใช้งานของโทรศัพท์มือถืออาจเป็นการต่อสาย เพื่อพูดคุยเพียงอย่างเดียวแต่เมื่อความเจริญทางเทคโนโลยีมีมากขึ้น อีกทั้งวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ทำให้การพิมพ์ข้อความ (Text Messaging) เริ่มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในระยะหลัง ตัวอย่างชัดเจนของการใช้ข้อความสั้นอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การส่ง "SMS" ในช่วงเทศกาล และวาระสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ ฯลฯ ซึ่งปรากฏอย่างเด่นชัด ว่าโครงข่ายสัญญาณของผู้ให้บริการบางเจ้า ต้องประสบกับปัญหาการรองรับปริมาณที่มากมหาศาลของข้อความผ่านมือถือจนบางครั้งถึงกับโครงข่าย"ล่ม" ไปชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีสีสันแปลกใหม่จากรายการบันเทิงทางสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับผู้ชมทางบ้าน ได้ส่งข้อความเพื่อลงคะแนนเสียงตามหัวข้อที่ฝ่ายรายการกำหนดไว้ว่า "เห็นด้วย" หรือไม่รวมทั้งยังสามารถส่งความเห็นเข้ามาในรายการได้อย่างฉับพลันทันทีอีกด้วย ถือเป็นการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับสื่อมวลชนวิทยุโทรทัศน์รูปแบบใหม่ ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ รายการทางยูบีซีเคเบิลทีวี "Academy Fantasia" ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงโดยนำเอาวิธีการลงคะแนนผ่านมือถือเพื่อหาผู้ชนะ ซึ่งในระหว่างการแข่งขันสัปดาห์ที่ 5 ผลการโหวตทำให้ระบบล่มชั่วคราว จนทางรายการต้องขยายฐานเพิ่มเติมเพื่อรองรับคะแนนถึง 3.5 แสนต่อชั่วโมง ส่วนการประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ชาวฟิลิปปินส์ใช้การส่งข้อความนับล้าน เพื่อนัดหมายกันมารวมตัวที่โบสถ์เอ็ดซา บริเวณกรุงมะนิลาเมื่อปี 2544 ด้วยจุดมุ่งหมายต้องการแสดงพลังประชาชนขับไล่อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ผู้มีส่วนพัวพันกรณีรับสินบนการพนัน และคอร์รัปชั่น ผลสุดท้ายปรากฏว่า เอสตราดายอมลาออกจากตำแหน่ง เพราะมิอาจต้านทานพลังประชาชนเรือนแสนได้ จนกลายเป็นที่มาให้นางกลอเรีย อาร์โรโย ได้สืบทอดเก้าอี้ผู้นำฟิลิปปินส์แทนตั้งแต่นั้น เหตุการณ์ในลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นเช่นกันที่เกาหลีใต้ และสเปน ซึ่งต่างเป็นประเทศที่มีปริมาณการใช้ "SMS" สูงมากด้วยกันทั้งคู่ ในกรณีของสเปนนั้น เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อการเลือกตั้งประมาณต้นปีนี้เอง ภายหลังจากการระเบิดขบวนรถไฟกลางกรุงแมดริด ซึ่งท่าทีของคณะรัฐบาลในขณะนั้นต่อเหตุการณ์ได้สร้างความไม่พอใจให้ชาวสเปนอย่างมาก จนนำไปสู่การลงคะแนนเสียงสั่งสอนผู้นำของตนในที่สุด โทรศัพท์มือถือเป็นสื่อที่มีความรวดเร็ว และสร้างความรู้สึกเป็นกันเองสูงเนื่องจากเป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัวระหว่างคนรู้จักใกล้ชิด จนบางครั้งสามารถใช้เป็นสื่อเรียกระดมมวลชน(Mass Rally) ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงเวลาสำคัญหรือมีวิกฤตจวนเจียนคับขัน หากนับจากจุดเริ่มต้นปี 2533 เมื่อเปิดให้มีบริการโทรศัพท์มือถือขึ้นในเมืองไทยเป็นครั้งแรกนับได้ว่าความนิยมในปัจจุบันเป็นไปอย่างแพร่หลายมากมายทั่วทั้งประเทศ ด้วยปริมาณการใช้โดยรวมใกล้ถึง 30 ล้านเลขหมายเข้าไปทุกที แสดงว่าในเวลาไม่นานนับจากนี้ ชาวไทยส่วนใหญ่คงมีโอกาสได้เป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถืออย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดี สื่อชนิดนี้ย่อมมีผลเสียที่เป็นโทษมากพอๆ กับคุณประโยชน์ตามที่กล่าวมาข้างต้น โดยผลกระทบอย่างเด่นชัดประการหนึ่งคือ "มารยาททางสังคม" และ "ความเป็นส่วนตัว" ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนหรือสูญเสียไป เนื่องจากการใช้มือถือตามที่สาธารณะหรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอันตรายประการสำคัญคือ การใช้มือถือเพื่อโจรกรรม หรือก่อการร้ายไฮเทค โดยเฉพาะการนำไปเป็นอุปกรณ์รีโมตระเบิดเวลา ดังที่พบเห็นได้จากการก่อวินาศกรรมในต่างประเทศ รวมทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยด้วย แต่แม้กระนั้นประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือคือสิ่งที่เป็นความหวังของสังคม เนื่องจากขีดความสามารถเป็นการกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสถานการณ์บีบคั้นมากทางการเมือง ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง ย่อมดึงเอาอำนาจที่แท้จริงของประชาชนมาแสดงได้อย่างเหนือความคาดหมาย หน้า 6
|