|
||||||||||
|
จ.ม.ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องการวิเคราะห์ พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2548
คอลัมน์ จดหมายถึงบ.ก. ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 02 กันยายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3615 (2815) เรื่องการวิเคราะห์ พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2548 เรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ตามที่ปรากฏข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ราย วัน รายสัปดาห์ หลายฉบับ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2547 จนถึงปัจจุบัน ใจความโดยสรุปว่า รัฐบาลกำหนดจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงภาษีบำรุง ท้องที่เสียใหม่ คือจะยกเลิกกฎหมายเพิ่มเติม ที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุง ท้องที่ พ.ศ.2508 แล้วทำกฎหมายทั้งสอง ฉบับนี้ไปรวมเป็นกฎหมายฉบับเดียว เรียกว่า "พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง พ.ศ. ..." โดยให้เหตุผลว่า กฎหมายเดิมล้าสมัยและไม่เป็นธรรม ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม กล่าวคือ พ.ร.บ. เดิมทั้งสองสมัยนั้นมีวิธีการแยกแยะการเก็บภาษีอย่างเป็นระบบชัดเจนอย่างยิ่ง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินประเภทต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินต่างๆ กัน เช่น ที่ดินผืนใดมีการปลูกสร้างอาคารและเก็บผลประโยชน์เป็นค่าเช่ารายเดือนทุกเดือน จะต้องเสียภาษีเป็นรายปีในอัตรา 12.5% ของรายได้ของค่าเช่าต่อปีนั้นๆ และจะต้องเสียภาษีรายได้ให้กับกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรในอัตราก้าวหน้าสูงสุดที่ 37% ของรายได้ หลังหักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว จำนวนเนื้อที่ดินในส่วนที่ใช้ปลูกสร้างอาคารและเสียภาษีโรงเรือนแล้วจะได้รับการยกเว้นไม่นำไปคำนวณเนื้อที่เพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นรายปี ที่เรียกว่า ภาษีบำรุงท้องที่ โดยคิดจากที่นั้นๆ มีทำเลอย่างไร อยู่ใกล้ไกลถนน หรือซอยมากน้อยเพียงใด เป็นต้น วิธีการคิดเช่นนี้มิได้ล้าสมัยแต่อย่างใดเลย กทม.หรือเทศบาลต่างๆ ก็ได้รับผลประโยชน์จากเงินภาษีนี้ไม่น้อยกว่าความเป็นจริง เช่น กทม.ได้รับเงินภาษีปีละไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท นำมาใช้จ่ายเป็นค่าเงินเดือน ค่าวัสดุ ค่าก่อสร้างต่างๆ ตลอดมา และนับวันจะมากยิ่งขึ้น จึงมองไม่เห็นว่าไม่เป็นธรรมและล้าสมัยแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ซ้ำซ้อนตามที่ พ.ร.บ.ใหม่กำหนดให้เสียภาษีทั้ง ตัวอาคารและที่ดินทุกชนิด ท่านคิดดูเองว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้เป็นเกษตรกรทำไร่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะได้รับรายได้ เป็นรายปีมากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีข้อยกเว้น จะถูกประเมินตามภาษีบำรุงท้องที่ใหม่นี้เท่ากันหมด โดยวิธีคิดจากอัตราประเมินราคาที่ดิน ของกรมธนารักษ์ (เดิมประเมินราคาที่ดินโดยกรมที่ดิน) พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้างนี้ รัฐกำหนดว่าจะประกาศใช้ให้ทันในเดือนมกราคม 2548 คือจากนี้ไปอีก 5 เดือน คิดอัตราภาษีเป็นรายปีจากฐานราคาที่ดินที่ประเมิน 0.1-0.4% ของราคาประเมินและราคาอาคารต่างๆ เช่น บ้านพักอาศัยชั้นเดียว สองชั้น สามชั้น ตึกไม้ อาคารพาณิชย์สองชั้น สามชั้น อาจจะมีค่าเสื่อมราคาตามสมควรบ้าง การประเมินราคาที่ดินก็ดี ราคาอาคารต่างๆ ก็ดี เขากำหนด ไว้เพื่อคิดภาษีในการซื้อขาย โอนกรรมสิทธิ์ เป็นต้น แต่รัฐกลับจะหาวิธีนำมาใช้เป็นฐานภาษีบำรุงท้องที่ด้วย นับว่าจะเป็นภาระอัน หนักยิ่ง ไม่ว่าท่านจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม แต่ที่ดินและโรงเรือนเหล่านี้มีมูลค่าจะต้องนำมาคิดเป็นภาษีสำหรับบำรุงท้องที่ ทั้งนี้เป็นธรรมแล้วจริงๆ หรือ ? ขอแสดงความนับถือ คนบางพลัด เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพ เป็นมุมมองอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ ส่วนจะผ่านถึงหูถึงตา ฯพณฯ หรือไม่นั้นมิอาจคาดเดา ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6
|