หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เอฟทีเอ ช่องทางเสริมประโยชน์ จากการเจรจา "พหุภาคี"

สำนักงานเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น / กระทรวงการต่างประเทศ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  2  กันยายน พ.ศ. 2547

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนไทยต่างถกเถียงถึงถกผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ ทั้งเรื่องโคนม อันเป็นผลมาจากเอฟทีเอไทย - ออสเตรเลีย ผักผลไม้ อันเป็นผลจาก เอฟทีเอไทย - จีน และคงจะต้องถกเรื่องนี้ต่อไปอีก เพราะรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ

"เอฟทีเอ" หรือ free trade area แปลว่า "เขตการค้าเสรี" เป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รูปแบบหนึ่ง ที่เน้นการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นมาตรการภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อเปิดเสรีให้การค้าขายระหว่างประเทศสมาชิกที่เป็นคู่สัญญาสะดวกและเสรีมากขึ้น ตัวอย่างของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรการด้านสุขอนามัยของสินค้าเกษตร และมาตรฐานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

การทำเอฟทีเอนี้ จะทำสองประเทศหรือมากกว่าเป็นระดับภูมิภาคก็ได้ ซึ่งที่รู้จักกันดีก็มี เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟตา แต่ไม่ว่าจะขนาดเท่าไร หลักการของเอฟทีเอก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

"เอฟทีเอ" เป็นแนวคิดทางการค้าที่มีมานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้วในการทำการค้าระหว่างประเทศ โดยในระหว่างที่เริ่มเจรจาการเปิดเสรีทางการค้ากันภายใต้ความตกลงแกตต์ (GATT) ที่จัดทำขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2490 นั้น ประเทศต่างๆ ก็เล็งเห็นว่า การเจรจาพหุภาคีเพื่อเปิดเสรีที่มีประเทศมากหน้าหลายตาและหลากความต้องการเข้าร่วมนั้น จะทำได้ช้าและมีปัญหาที่ต้องคุยกันนานมากกว่าการเจรจากันในกลุ่มเล็กๆ

ขณะเดียวกัน การเจรจาเปิดเสรีในกลุ่มเล็กๆ นี้ก็จะเป็นตัวช่วยเร่งให้มีการเปิดเสรีในระดับโลกได้ในลักษณะต่อยอด ดังนั้น เมื่อการเจรจาพหุภาคีติดขัดหรือเชื่องช้าไม่ทันใจ ประเทศต่างๆ ก็เห็นประโยชน์ที่จะทำเอฟทีเอกันก่อนเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน

แนวคิดดั้งเดิมของเอฟทีเอนั้น จะเกี่ยวข้องเฉพาะการค้าสินค้า แต่ปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้เศรษฐกิจและตลาดของประเทศต่างๆ เชื่อมโยงกันมากขึ้น และการเคลื่อนย้ายของสินค้า บริการ เงินทุน และบุคคล รวมทั้งข้อมูลข่าวสารข้ามพรมแดนประเทศก็ขยายตัวและรวดเร็วขึ้นด้วย จึงทำให้มีการหยิบยกแง่มุมอื่นๆ ของการค้าขึ้นหารือและกำหนดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศมากขึ้นในกรอบองค์การการค้าโลก และขอบเขตของเอฟทีเอก็ขยายตามไปด้วย

ดังนั้น เอฟทีเอ จึงครอบคลุมไปถึงเรื่องการค้าบริการ การลงทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อโดยภาครัฐ และความร่วมมือในสาขาต่างๆ

ด้านกฎหมาย เอฟทีเอ เป็นแนวคิดที่เป็นที่ยอมรับกัน และกฎเกณฑ์ของการค้าพหุภาคีภายใต้แกตต์และกฎของ WTO หรือองค์การการค้าโลกที่ตั้งขึ้นแทนที่เมื่อปี พ.ศ.2538 ก็เปิดช่องให้ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิก WTO จัดทำเอฟทีเอ ระหว่างกันได้ด้วย โดยถือเป็นข้อยกเว้นต่อหลักการของระบบการค้าพหุภาคี ที่เน้นการให้ประโยชน์แก่สมาชิกทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อยกเว้นเกี่ยวกับเอฟทีเอที่ว่านี้ ปรากฏอยู่ในข้อ 24 ของความตกลงแกตต์ ว่าด้วยการลดภาษีการค้า ปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการค้าสินค้า โดยข้อ 24 ระบุไว้ว่า ความตกลงแกตต์ไม่ขัดขวางการที่ประเทศสมาชิกจะจัดตั้งเอฟทีเอ แต่เอฟทีเอจะต้องนำไปสู่การยกเลิกภาษีในการดำเนินการค้าระหว่างสมาชิกเอฟทีเอเกือบทั้งหมด ข้อตกลงจัดตั้งเอฟทีเอก็จะต้องนำไปสู่การเปิดเสรีในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล และเมื่อจัดตั้งเอฟทีเอแล้ว อัตราภาษีหรือมาตรการต่างๆ ที่สมาชิกเอฟทีเอใช้กับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก จะต้องไม่สูงหรือมากไปกว่าที่เคยมีก่อนการจัดตั้งด้วย

ส่วนในด้านการค้าบริการ ความตกลงแกตส์ (GATS) ว่าด้วยการค้าบริการ ข้อ 5 ก็ได้ระบุไว้เช่นเดียวกันว่า ไม่ขัดขวางการที่ประเทศสมาชิกจะทำความตกลงเพื่อเปิดเสรีการค้าบริการระหว่างกันเอง แต่มีการตั้งข้อแม้ไว้ว่า ความตกลงนี้จะต้องไม่กลายเป็นการเพิ่มอุปสรรคต่อการค้าบริการในสาขาต่างๆ ให้มากกว่าก่อนการทำเอฟทีเอ ต้องครอบคลุมสาขาการค้าบริการเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นมูลค่าการค้ามากพอสมควร และวิธีการให้บริการในหมวดต่างๆ เป็นส่วนใหญ่

ตามกฎของ WTO แบ่งเป็น 4 หมวดคือ 1) ผู้ให้บริการและผู้รับบริการอยู่กันคนละประเทศ 2) ผู้รับบริการไปรับบริการในประเทศของผู้ให้บริการ 3) ผู้ให้บริการมาตั้งบริษัทในประเทศของผู้รับบริการ และ 4) ผู้ให้บริการไปให้บริการในประเทศของผู้รับ

แม้ว่าเอฟทีเอ จะมุ่งการเปิดเสรี แต่ก็ใช่ว่าประเทศคู่สัญญาจะต้องเปิดเสรีทุกเรื่องหรือในทันที กฎเกณฑ์ของ WTO ไม่ได้บังคับเอาไว้ และแม้แต่ WTO ยังไม่ได้หยิบทุกเรื่องขึ้นโต๊ะเจรจา ประเทศคู่สัญญาเอฟทีเอ จะเปิดบางส่วนและปิดบางส่วนได้ และตกลงที่จะเปิดเร็วเปิดช้าได้ รวมทั้งสามารถหยิบเรื่องที่ WTO ยังไม่ได้ตกลงหรือคุยกันขึ้นมาคุยได้ แต่ในหลักการเอฟทีเอก็ควรต้องมุ่งให้เปิดเสรีกันให้มากกว่าที่ตกลงกันไว้

ด้วยเหตุนี้ เอฟทีเอ จึงเป็นช่องทางที่จะนำมาซึ่งประโยชน์เพิ่มเติมจากการเจรจาในกรอบพหุภาคี