|
||||||||||
|
ธุรกิจประกันรวมตัว ต้านรัฐเปิด "เอฟทีเอ"
มติชนรายวัน วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9671 แม้ในภาพรวมการนำเรื่องธุรกิจประกันภัยเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของเงื่อนไขการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับต่างประเทศ ทั้งในส่วนของออสเตรเลีย ซึ่งได้มีการลงนามไปเรียบร้อยแล้ว หรือกับสหรัฐอเมริกา ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดของข้อตกลงต่างๆ แม้จะไม่ส่งผลกระทบในทันทีต่อผู้ประกอบการทำธุรกิจประกันภัยในประเทศ เนื่องจากมีเงื่อนไขการเจรจาให้มีการเปิดตลาดธุรกิจประกันภัย ในปีที่ 3 หลังที่มีการลงนามในสัญญา และที่สำคัญรัฐบาลมีมาตรการรองรับผลกระทบชัดเจนว่า จะเปิดเสรีธุรกิจประกันภัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ แตกต่างจากธุรกิจอื่น โดยเฉพาะประเภทสินค้าผลักและผลไม้ ที่จะต้องมีการเปิดตลาดทันที แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการจัดทำธุรกิจด้านประกันภัย กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งนับวันที่ข้อตกลงการเปิดเอฟทีเอด้านการทำประกันภัยมีความชัดเจนมากขึ้นเท่าไร ความวิตกกังวลของผู้ประกอบการก็ทวีตามตัวขึ้นเท่านั้น เป็นความกังวลที่เกิดขึ้น จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่นับวันจะตกไปอยู่ในมือของบริษัททำประกันภัยข้ามชาติ ที่นับจะวันจะยิ่งหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากในเวทีการเสวนาเรื่อง "ธุรกิจประกันภัยครึ่งหลังปี และผลกระทบจาก FTA" ที่กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้จัด ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา การเสวนาครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการนำเสนอข้อมูลธุรกิจประกันภัยในช่วงสิ้นปี 2547 ที่มีแนวโน้มการขยายตัวที่สูงขึ้น เห็นได้จาก 6 เดือนแรก มีเบี้ยประกันรับรวม 107,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แยกเป็นการทำประกันชีวิต 68,952 ล้านบาท และการทำประกันวินาศภัย 38,807 ล้านบาท และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมีเบี้ยประกันรับร่วมที่สูงถึงเกือบ 240,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้นครึ่งปีแรกเท่าตัว ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังประสบวิกฤตราคาน้ำมัน ที่อาจส่งผลทำให้คนไทยลดปริมาณการใช้รถยนต์ลง จนทำให้การทำประกันภัย ทั้งในส่วนของวินาศภัย และการทำประกันชีวิต ลดปริมาณลง แต่ดูเหมือนข้อมูลดังกล่าวจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เมื่อนำไปเปรียบเทียบประเด็นผลกระทบเอฟทีเอ ต่อธุรกิจประกันภัย ที่นายสุรชัย ศิริวัลลภ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลนำเรื่องการทำประกันภัยเข้าเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการเจรจาเอฟทีเอกับต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเกรงว่าการเจรจาดังกล่าวจะทำให้ไทยต้องสูญเสียแหล่งทุนขนาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นภายใต้ธุรกิจประกันภัย "เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดการทำธุรกิจประกันภัยในภูมิภาคเอเชีย เป็นตลาดเนื้อหอม ซึ่งพิจารณาจากภาครวมการเจริญเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดของไทยที่มีการคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2547 จะมียอดเบี้ยประกันภัยรับรวม ทั้งในส่วนของการทำประกันชีวิต และวินาศภัย รวมเป็นจำนวน 240,536 ล้านบาท ในขณะนี้ที่ตลาดธุรกิจนี้ในสหรัฐ เป็นตลาดไม่ดี เนื่องจากปัจจัยหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของการแข่งขัน การลงทุน และมหันตภัยที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ" นายสุรชัยระบุว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันตลาดธุรกิจประกันภัยของไทยมีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามายึดครองตลาดเป็นจำนวนมาก โดยในส่วนของการประกันภัยชีวิต ขณะนี้ก็มีบริษัทต่างชาติเข้ามาครองส่วนแบ่งในตลาดถึง 50% และในส่วนของการทำประกันวินาศภัย ก็มีการครอบครองตลาดอยู่ถึง 20% และมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งการที่ไทยไปทำเอฟทีเอกับต่างประเทศ ถ้ามองในมุมของการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่น่าจะมีทางเป็นไปได้ เพราะการจะให้คนไทยเข้าไปเปิดบริษัทประกันภัยในสหรัฐ ไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะต้องยอมรับกันว่าปัจจัยด้านเงินทุนของผู้ประกอบการไทยมีไม่ถึงขนาดนั้น "เพราะฉะนั้นการเปิดเอฟทีเอจึงมีแต่ข้อเสียเท่านั้น โดยที่ไม่ได้อะไร นอกจากการเปิดโอกาสให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเท่านั้นเอง" นายสุรชัยได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า รัฐบาลยังไม่ควรที่จะเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีในตอนนี้ แต่ควรจะใช้วิธีการตกลงให้ชัดเจนก่อนว่า เมื่อไทยอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองเช่นนี้ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐจะรอให้ไทยมีความพร้อมทางด้านการทำธุรกิจประกันภัยเทียบเท่า อาทิ มานั่งนับกันว่าขนาดขณะนี้สหรัฐมาลงทุนทำบริษัทประกันภัยในไทยเท่าไร ไทยมีการเข้าไปจัดตั้งบริษัทในสหรัฐเท่าไร "ถ้าตัวเลขไม่เท่ากัน สหรัฐมีความจริงหรือไม่ที่จะเข้ามาช่วยทำให้ตัวเลขเท่ากัน ทั้งในด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ซึ่งถ้าทำได้เมื่อไรก็ค่อยมาว่ากัน" นายสุรชัยระบุ ขณะที่นายอภิรักษ์ ไทพัฒนากุล นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ระบุว่า ธุรกิจประกันชีวิตในขณะนี้จะหาบริษัทที่เป็นของคนไทยแท้ โดยไม่มีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาร่วมทุนเหลืออยู่น้อยมาก จากเดิมที่มีธุรกิจประกันชีวิตของคนไทยแท้อยู่ 25 บริษัท ปัจจุบันคงเหลือไม่ถึง 6-7 บริษัทแล้ว "ไม่ต้องไปคิดแล้วว่าไทยจะได้เปรียบ หรือเสียเปรียบอะไรกับเรื่องการเปิดเสรีให้ชาวต่างชาติ เข้ามาลงทุนทำธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย เพราะขณะนี้มีเข้ามาจำนวนมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงหรอกว่า การทำเอฟทีเอจะเป็นการเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพราะขณะนี้มันเสรีกันมาตั้งนานแล้ว เพราะขนาดบริษัทของคนไทยก็ยังมีการจ้างผู้บริหารที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามาเลย เรื่องที่จะไปพูดว่าไทยมีสิทธิที่จะเข้าไปลงทุนในสหรัฐนั้นคงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะเราคงไม่มีทุนขนาดนั้น" ขณะที่ฝ่ายกรมการประกันภัย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลธุรกิจประกัน ยังยืนยันผลดีของนโยบายการเปิดเอฟทีเอของรัฐอย่างเต็มที่ นางสาวพจนีย์ ธนวรานิช อธิบดีกรมการประกันภัย ยืนยันว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจะเอฟทีเอแน่นอน เพราะต้องใช้เวลาเกือบ 3 ปี กว่าจะมีการเริ่มต้นเปิดเสรีธุรกิจประกันภัย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ไทยสามารถพัฒนาความพร้อมในเรื่องศักยภาพของตนเองให้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการบริหารหลังการขายให้ดี และที่สำคัญในกลุ่มของผู้ประกอบการรายย่อย ในอนาคตอาจจะต้องมีการรวมตัวกันในรูปแบบการควบกิจการ ซึ่งรัฐพร้อมจะให้ความสนับสนุนเรื่องของการช่วยเหลือด้านภาษี ซึ่งขณะนี้ก็กำลังมีการทำเรื่องเสนอไปยังกรมสรรพากรให้พิจารณาแล้ว "ในส่วนของภาครัฐก็มีการต่อรองเพื่อไม่ให้ไทยเสียผลประโยชน์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในส่วนข้อเสนอของต่างประเทศที่ต้องการให้ไทยแก้ไขกฎหมายการให้ชาวต่างชาติมีสิทธิถือหุ้นได้มากกว่า 25% เป็น 49% ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นหากทำได้ก็ได้มีการวางมาตรการป้องกันไว้ว่า ภายใน 10 ปีต่อจากนี้ไปจะต้องมีการหารือเรื่องนี้กันอีกครั้ง ซึ่งหากพบว่าไทยต้องเสียประโยชน์ ก็อาจจะมีการขอยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แล้วนำมาตกลงกันอีกครั้ง" แม้ว่าภาครัฐจะเตรียมการรองรับการเปิดเสรีไว้ และแนะนำให้ธุรกิจประกันมีการควบรวมเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รองรับการแข่งขันภายหลังจากการเปิดเสรี แต่นายสุจินต์ หวั่งหลี นายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวยืนยันว่า สถานการณ์ปัจจุบันธุรกิจประกันภัยก็มีการควบรวมกิจการกันอยู่แล้ว เพราะธุรกิจปัจจุบันแข่งขันกันสูงมาก ปัญหาหนึ่งเกิดมาจากการที่กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทประกันในไทยจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้แข่งขันมากขึ้น "ปัจจุบันธุรกิจประกันพยายามแข่งขัน โดยการออกแคมเปญใหม่ๆ เกี่ยวกับการทำประกัน อาทิ การทำประกันเอื้ออาทร ให้นักเรียน ให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าราชการ ที่เห็นได้ชัดเจนจากการรับประกันข้าราชการระดับ ซี 3 ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งในเบื้องต้นขณะนี้เข้าใจว่าการแข่งขันยังพอทำได้อยู่ แต่ในอนาคตหลังจากที่มีการเปิดเอฟทีเอแล้ว ต้องมานั่งดูกันต่อไปว่าจะทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่" หน้า 20
|