|
||||||||||
|
การศึกษาเงินเฟ้อของไทย
คอลัมน์ คลื่นความคิด มติชนรายวัน วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9671 หมายเหตุ บทวิจัยโดย ปฤษันต์ จันทน์หอม ชัยพัฒน์ พูนพัฒน์พิบูลย์ และ พินรัฐ วงศ์สินศิริกุล เป็นส่วนหนึ่งของบทความในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2547 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะจัดขึ้นที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ ในวันที่ 6-7 กันยายน 2547 ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย เงินเฟ้อในไทยอยู่ในระดับต่ำมากภายหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจการเงิน และเมื่อเริ่มใช้นโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ภาวการณ์ดังกล่าว เอื้อให้การดำเนินนโยบายการเงินมีลักษณะที่ผ่อนปรน สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจได้มีการขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามราคาสินค้าขั้นปฐม และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเริ่มปรับตัวตาม ดังนั้น การมีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการปรับตัวของอัตราเงินเฟ้อ และแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่ออำนวยให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเสริมความเข้าใจในประเด็นสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับกระบวนการปรับตัวของอัตราเงินเฟ้อในไทยผ่านการวิเคราะห์เงินเฟ้อรายหมวดสินค้า โดยผลการศึกษาสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1) การวัดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ การศึกษานี้ได้นำเสนอดัชนีวัดแรงกดดันด้านราคา(Underlying Price Pressure) เพื่อใช้ประกอบกับการบ่งชี้ด้วยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยการคำนวณหาแนวโน้มร่วมของราคาสินค้าตามหมวดสินค้าในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค ด้วยเทคนิคทางเศรษฐมิติที่ให้น้ำหนักของสินค้าแต่ละหมวดเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละช่วงเวลา ตามความสอดคล้องของแนวโน้มราคาสินค้านั้นๆ กับแนวโน้มร่วมของราคาสินค้าตัวอื่น เช่น น้ำหนักที่ให้แก่หมวดน้ำมัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าการเปลี่ยนแปลงราคาของน้ำมันนั้นสอดคล้องหรือส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าอื่นๆ มากน้อยเท่าไรในช่วงเวลานั้น โดยแตกต่างจากวิธีการคำนวณอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ใช้น้ำหนักที่คงที่ตามสัดส่วนรายจ่ายครัวเรือน ทั้งนี้ ดัชนีนี้มีประโยชน์มากในการพิจารณาแรงกดดันต่อระดับราคาสินค้าโดยรวม เมื่อแนวโน้มราคาสินค้ารายหมวดมีความไม่สอดคล้องกัน จากการวิเคราะห์พบว่าในช่วงที่ผ่านมาดัชนีนี้โดยทั่วไปจะเคลื่อนไหวสอดคล้องและใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และขณะนี้มีระดับอยู่ระหว่างอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงสูงกว่าการบ่งชี้ของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 2) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกำหนดราคา 2.1 การศึกษาพฤติกรรมการกำหนดราคา(ความบ่อยครั้งและขนาดของการปรับราคาสินค้านี้ จากข้อมูลรายหมวดสินค้าในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค) พบว่าในภาวะอัตราเงินเฟ้อต่ำนี้ โดยทั่วไปแล้วการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้ารายหมวด(โดยเฉพาะราคาสินค้าที่อยู่ในความดูแลของรัฐ) จะมีไม่บ่อยครั้งเท่าในช่วงก่อนวิกฤต นอกจากนั้น ความบ่อยครั้งในการปรับราคาขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของสินค้าในหมวดนั้นๆ เช่น สินค้าในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมากจะมีการเปลี่ยนแปลงของราคาที่บ่อยกว่าหมวดอื่น เป็นต้น 2.2 ความเร็วของอัตราเงินเฟ้อในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก(inflation persistent analysis) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อมีการปรับตัวกลับสู่ระดับเดิมได้ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อมีปัจจัยภายนอกมากระทบ 2.3 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกำหนดราคาขายปลีก จากการศึกษาพบว่าในช่วงหลังวิกฤต ราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากในตะกร้าดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค(CPI) ปรับตัวสูงขึ้นช้ากว่าการปรับสูงขึ้นของราคาสินค้าประเภทเดียวกันในตะกร้าสินค้าดัชนีราคาสินค้าผู้ผลิต(PPI) ซึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยหลายๆ ประการ เช่น ผลิตภาพการผลิตที่สูงขึ้น และระดับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดขายปลีก เป็นต้น บทสรุปและนัยต่อนโยบาย โดยสรุป การศึกษานี้มีนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงินดังนี้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาของการศึกษาส่วนหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ โดยที่ความร้อนแรงของเศรษฐกิจส่วนใหญ่ถูกดูดซับด้วยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และไม่ปรากฏเด่นชัดในเงินเฟ้อ ดังนั้น นัยต่อนโยบายการเงินนี้ จึงยังต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นจากนี้ไป หากเงินเฟ้ออาจใช้เวลาในการปรับตัวต่างจากที่ค้นพบในการศึกษา หน้า 20
|