|
||||||||||
|
จีเอ็มโอกับระบบความรู้
เจริญ คัมภีรภาพ, คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2547 ประเด็นข้อถกเถียงสาธารณะในเรื่อง จีเอ็มโอ ที่แผ่ซ่านเข้าสู่ความคิดของสาธารณชนในสังคมไทยอีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2540 เมื่อได้มีการตรวจสอบพบว่า มีการนำฝ้ายที่ถูกตัดต่อยีน หรือฝ้ายบีที (Bt-Cotton) ถูกนำมาปลูกทดลอง และมีการแอบนำไปจำหน่ายจ่ายแจก ให้เกษตรกรปลูกในไร่นา โดยผิดกฎหมาย เวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน 7 ปีเต็ม ที่ระดับความรู้ในเรื่องนี้ยังคงย่ำหยุดอยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม หรือการกลัวตกรถไฟ โดยเฉพาะจาก ไบโอเทค ในฐานะที่เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ผลิตความคิด และพยายามผลักดันข้อเสนอต่างๆ ให้ไทยต้องเปิดเสรีรับจีเอ็มโอให้ได้ โดยอ้างว่าเพื่อตามให้ทันกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และไม่ให้ตกรถไฟ ซึ่งสอดรับกับความเคลื่อนไหวจากฝ่ายการเมือง โดยความคิดที่ว่านี้ถูกนำเสนอผ่านบุคคลในระดับรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่ยังคงจับต้นชนปลายในเรื่องนี้ไม่ถูก ปัจจุบันความคิดข้อเสนอที่ว่านี้กลับถูกนำเสนอผ่านผู้นำสูงสุดในรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี ที่จะต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งได้ตัดสินใจไปแล้วในระดับหนึ่ง จากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา จะรู้ทันหรือไม่ก็ตาม การประชุมในวันนั้น นายกฯ ถูกบังคับให้เลือกทางเลือกที่สอง จากข้อเสนอที่ให้เลือกทั้งหมด 3 แนวทาง ทางเลือกที่หนึ่ง คือส่งเสริมโดยเสรีเหมือนพืชทั่วไป ทางเลือกที่สอง ให้อยู่ร่วมกันกับพืชทั่วไป (Co-exist) และทางเลือกสุดท้ายคือไม่เอาจีเอ็มโอเลย การวางกับดักทางความคิดที่นำไปสู่การตัดสินใจเลือกแนวทางที่สองในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากแผนการของฝ่ายไบโอเทคก็ดี เกิดจากการบัญชาให้แนวทางจากฝ่ายการเมืองไว้ก่อนแล้วก็ดี หรือแม้จากการถูกผลักดันจากสหรัฐอเมริกา การยื่นหมูยื่นแมวแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่ในขณะนี้ก็ดี หากจะสืบสาวราวเรื่องถึงที่มาที่ไป และการให้เหตุผลในการตัดสินใจในครั้งนี้แล้ว การตัดสินใจและแนวทางที่หน่วยงานไบโอเทคคัดสรรมาให้เลือก สะท้อนถึงความบกพร่องในระบบความรู้ ในเรื่องนี้อย่างมาก ถือเป็นหลุมดำที่เป็นต้นตอสำคัญของการสร้างมโนทัศน์ และระบบวิธีคิดที่ย่ำอยู่กับที่ ค้นหาทางเลือกในการตัดสินใจต่อเรื่องนี้อย่างคับแคบ วนเวียนเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง จึงขาดความเหมาะสมที่จะเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจในการจัดทำนโยบายสาธารณะ และกำหนดจุดยืนที่ควรจะเป็นของประเทศไทย กล่าวคือ หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนโยบายจีเอ็มโอใหม่ ภายใต้กรอบคิดที่ถูกบังคับให้เลือก และผู้เลือก (พ.ต.ท.ทักษิณ) จงใจเลือกแนวทางเช่นนี้ เป็นการกวาดต้อนไทยให้ก้าวเข้าสู่กับดักของบรรษัทข้ามชาติ ที่เป็นองค์กรมีอำนาจเหนือรัฐ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะที่ตามมาอีกหลายเรื่อง การตัดสินใจที่ผิดพลาดนี้เท่ากับเป็นการสร้างหนทาง (Road map) ให้แก่บรรษัทข้ามชาติเพื่อเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากประเทศไทย และคนไทยอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ที่สุด โดยมีแผนการต่อไปคือ การบีบบังคับให้ขยายความคุ้มครองในสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต หรือใช้ระบบคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืช ภายใต้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property rights) ให้ขยายไปสู่สิ่งมีชีวิตที่ตัดแต่งพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ ซึ่งปรากฏข้อเสนอนี้แล้ว ในข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA ของสหรัฐ โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเขาอยู่ที่ การเข้ามายึดความเป็นเจ้าของในพืชพันธุ์ ธัญญาหาร และแหล่งพันธุกรรมของไทย กุมบังเหียนในโครงสร้างผลิตอาหารไว้ในมือ ด้วยวิธีการทางนโยบายและกฎหมายที่ลุ่มลึกและแยบยล อนิจจา บรรพบุรุษไทยแต่อดีตที่ได้ปกปักรักษาผืนแผ่นดิน ทรัพย์สมบัติของชาติมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิต กลับถูกฉกชิง ยื้อแย่งไปต่อหน้าคนไทยยุคปัจจุบัน โดยการรู้เห็นเป็นใจจากคนไทยจำนวนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย ไม่มีการใช้กองกำลังทหารแม้แต่นายเดียว ก็เพราะเราไม่ใส่ใจและสนใจในระบบความรู้และไม่รับฟังใครต่างหาก ประเทศไทยและคนไทยจะต้องติดอยู่ในกับดักชนิดที่ดิ้นไม่หลุด และจะค่อยๆ ตายอยู่ในกับดักนั้นเอง สอง สังคมไทยจะต้องตั้งคำถาม ถามตนเองและต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมคนไทยทั้งชาติ ถึงต้องมาหาทางออกให้กับสินค้าจีเอ็มโอของบรรษัทข้ามชาติ ที่พยายามจะหาทางลงให้แก่ตัวเองจากการถูกปฏิเสธจากที่อื่นๆ ถึงขนาดต้องจัดทำเป็นนโยบายแห่งชาติพิเศษเป็นการเฉพาะ ในขณะที่ไทยมีปัญหาพื้นฐานอื่นๆ อีกมากมายที่สมควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแก้ไข โดยเฉพาะแนวนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ทั้งด้านการผลิต ระบบมาตรฐานรับรอง การฟื้นฟูฐานทรัพยากรพันธุกรรม การตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ การลดการพึ่งพิงในปัญหาโครงสร้างการผลิต รัฐบาลจะออกมาตรการและนโยบายมาแก้เกี้ยวอย่างไรก็แล้วแต่ เช่นมาตรการการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย สิ่งแวดล้อม หรือการจัดทำกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ ออกมาควบคุมอย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรการที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และจะเป็นมาตรการที่จะถูกสังคมโลกดูถูกดูแคลนได้ เพราะไม่ตั้งอยู่บนฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อน ที่สำคัญมาตรการและนโยบาย กฎหมาย หรือมติครม.ต่างๆ ที่จะออกตามมารองรับ กับกรอบคิดทางเลือกที่ได้ตัดสินใจไปนั้น ที่แท้คือ...การพยายามตอบโจทย์ที่ผิดๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ผิดๆ เพื่อหาทางลงให้แก่สินค้าจีเอ็มโอของบรรษัทข้ามชาติ ที่หวังจะปิดหูปิดตาประชาชนคนไทยที่รู้ไม่ทันเขานั่นเอง การเข้าถึงระบบความรู้ กรณีจีเอ็มโอ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาตัดสินหยิบเลือกทิศทางของประเทศ แบบการจับไม้สั้นไม้ยาวอย่างที่ทำ เพียงเพราะอยากจะขึ้นรถไฟโดยบีบบังคับให้คนไทยส่วนอื่นๆ ขึ้นตามทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ารถไฟคันดังกล่าวจะพาคนไทยไปตกเหวหรือจะพาคนไทยไปเสี่ยงภัย และอุปสรรคขัดขวางอย่างไร หากแต่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการใส่ใจและสนใจต่อระบบความรู้ที่เกี่ยวข้อง ที่สัมพันธ์กับเรื่องนี้อย่างรอบด้าน ปัญหาจีเอ็มโอ เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับระบบอื่นๆ อีกมากมายหลายเรื่อง อาทิ ระบบอาหาร ระบบธรรมชาติ ระบบกฎหมาย ระบบการค้า ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ระบบสุขภาพ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของแต่ละเรื่อง และที่สัมพันธ์ต่อกัน การเข้าถึงระบบความรู้ที่ว่านี้ หากผู้เลือกทิศทางแนวนโยบายของประเทศ ไม่มีระบบในการมอง และเข้าถึงความรู้ที่ว่านี้ จีเอ็มโอและนโยบายที่รัฐบาลเลือกและยัดเยียดบีบบังคับให้คนไทยในขณะนี้ คือ...ฝันร้ายของคนไทยที่ต้องรอการขุดรากถอนโคนเสียโดยเร็ววัน.. อย่าให้ใครมาทำลายอู่ข้าวอู่น้ำของเรา
|