|
||||||||||
|
สมาชิกวุฒิสภา นโยบายข้าวฉบับเปิดโอกาสรั่วไหล
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2547 ในสถานการณ์ที่ราคาข้าวในปี 2547/2548 คาดการณ์กันว่า ราคาคงจะดี เพราะสถานการณ์การผลิตของโลกที่ลดต่ำลง มีผลให้ราคาข้าวของตลาดโลก และราคาในประเทศไทยจะดีตาม วันก่อน นายวัฒนา เมืองสุข รมว.กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาประกาศนโยบายข้าวหลายประการ โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการดันราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาความเห็นรอบด้าน จึงขอมองต่างมุมจากรัฐมนตรี โดยมีเหตุผลในแต่ละประเด็นว่า ผมเอาปัญหาเดิมๆ ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์มา 20-30 ปี มาถามอีกแล้ว เหมือนกับว่า ทุกวันนี้ยังมีคนเชื่อว่าโลกแบนอยู่อีกหรือ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณที่หยิบยกมาถาม ไม่ใช่แผ่นเสียงตกร่องของนักวิชาการที่ต้องออกมาพูด แต่มันเป็นความไม่เข้าใจ หรือไม่นักการเมืองก็จงใจหลอกลวงเพื่อหาเสียงกับชาวนา เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เรื่องราคาข้าวนี้ ราคาข้าวเปลือกไม่ได้กำหนดราคาข้าวสาร แล้วไปกำหนดราคาส่งออกในตลาดโลก แต่โครงสร้างระบบราคาข้าวมันกลับกันคือ ราคาข้าวสารส่งออกเป็นตัวกำหนดว่าราคาข้าวสารตามโรงสี แล้วราคาข้าวสารตามโรงสีค่อยมากำหนดราคาข้าวเปลือกที่เขาจะไปซื้อจากยุ้งฉางชาวนา ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะไทยปลูกข้าวเหลือกินต้องส่งออกข้าว 1 ใน 3 ของปริมาณที่ผลิตได้ ซึ่งชาวนาไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน ผลิตข้าวเปลือกได้ปีละ 27 ล้านตัน หรือคิดเป็นข้าวสาร 18 ล้านตัน บริโภคเองภายในประเทศเสีย 2 ใน 3 ถ้าเมื่อไหร่ราคาข้าวสารในตลาดโลกสูงขึ้น พ่อค้าส่งออกในประเทศก็จะไปแย่งกันหาซื้อข้าวสารจากโรงสีในประเทศ เพื่อนำมาส่งออก ทำให้ราคาข้าวในประเทศสูงขึ้นตามตลาดโลก เพราะถ้าราคาในประเทศไม่ปรับตัวสูงขึ้น คนก็จะแห่ส่งออกไปขายในตลาดโลกหมด จนกระทั่งไม่มีข้าวกิน เพราะส่งออกได้กำไรดี แต่ถ้าปีไหนราคาข้าวสารในตลาดโลกตกต่ำ ราคาข้าวในประเทศก็จะตกลงไปด้วย เพราะถ้าราคาในประเทศไม่ตกลง พ่อค้าก็จะไม่สามารถส่งออกข้าวไปขายในตลาดโลกได้ ข้าวสาร 1 ใน 3 ของปริมาณผลิตทั้งหมด ไม่สามารถส่งออกได้ดังเดิม ก็ทะลักล้นอยู่ในประเทศ ทำให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำลง ย้ำ! ราคาข้าวสารส่งออกเป็นตัวกำหนดราคาข้าวเปลือกที่โรงสีจะไปซื้อจากชาวนา ไม่ใช่ว่าราคาข้าวเปลือกตามยุ้งฉาง จะกำหนดราคาข้าวสารในประเทศ หรือราคาสงออกไปยังตลาดโลก มาถึงการรับจำนำข้าว เป็นการรับจำนำข้าวในปริมาณที่น้อย เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการผลิตข้าวของทั้งประเทศ และเมื่อรับจำนำแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ข้าวที่รับจำนำหายไปจากตลาด แต่มีการนำกลับเข้ามาขายหมุนเวียนในตลาดในปีเดียวกัน หรือหมุนเอาข้าวเก่าที่เก็บในสต็อกออกสู่ตลาดในปีเดียวกัน ซึ่งก็ไม่ต่างจากการที่รัฐมนตรีทำตัวเป็นพ่อค้ารายใหญ่อีกคนที่รับซื้อข้าวแล้วนำออกมาหมุนเวียนขาย ปริมาณข้าวสุทธิในตลาดก็ไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถทำให้ระดับราคาข้าวทั่วไปสูงขึ้นทั้งระบบ เพราะถ้าสูงไปก็จะส่งออกไปขายตลาดโลกไม่ได้ การรับจำนำข้าวอาจจะสร้างผลประโยชน์แก่ชาวนาบางรายและโรงสีบางโรง ที่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำ ซึ่งไม่ต่างจากการแจกเงินให้ชาวนาและโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำ และในอีกทางหนึ่งก็เป็นการเปิดเส้นทางการรั่วไหลในระหว่างกระบวนการรับจำนำ ไม่ว่าจะเป็นการเวียนเทียนข้าว การสต็อกลม อย่างที่เกิดมาตลอด ระดับราคารับจำนำไม่ได้มีผลใดๆ ต่อราคาข้าวในตลาดโลก การประกาศเพิ่มราคารับจำนำล่วงหน้า ก็ไม่ได้มีผลต่อราคาข้าวในตลาดโลก เพราะไม่ได้หมายความว่า พ่อค้าส่งออกทุกรายทั้งในและต่างประเทศจะเต้นตาม หรือเชื่อลมปากของรัฐมนตรีที่ชอบออกมาชี้นำว่า ข้าวราคากำลังจะขึ้น แต่พ่อค้าส่งออกจะเชื่อสถานการณ์และราคาตลาดโลก เขาจะไปทำสัญญาขายตามราคาตลาดเอาไว้ก่อน แล้วค่อยมาหาซื้อข้าวในประเทศ ถ้าราคาในตลาดโลกสูง เขาก็จะมาแย่งกันซื้อในประเทศ ทำให้ราคาภายในสูงตามไปด้วย พูดง่ายๆ ว่าราคาข้าวในประเทศถูกกำหนดจากราคาส่งออก วันไหนราคาตลาดโลกขึ้น ราคาในประเทศจึงจะขึ้น วันไหนราคาข้าวในตลาดโลกต่ำลง ราคาในประเทศก็ต้องต่ำลง ไม่งั้นก็ส่งออกไม่ได้ ดังนั้น ที่บอกว่าจะประกาศล่วงหน้า เพิ่มราคารับจำนำเพื่อดันราคาข้าวให้สูงขึ้น จึงเป็น "ราคาลม" ที่ "ลวง" พอๆ กับ "สต็อกลม" เพราะตลาดโลกไม่ได้กำหนดราคาโดยการฟังรัฐมนตรีของไทย แต่ราคาตลาดโลกจะเคลื่อนไหว ขึ้น-ลง ไปตามกลไกราคา สถานการณ์การผลิตและการบริโภค ปริมาณข้าวที่ซื้อขายกันในตลาดโลก คือซื้อขายระหว่างประเทศต่างๆ นั้นน่ะ คิดเป็นปริมาณแค่ 5-6 % ของผลผลิตข้าวที่ชาวนาทั้งโลกผลิตได้ นับว่าเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายกันในสัดส่วนที่ต่ำมาก ถือเป็นตลาดที่เบาบางมากทีเดียว ถึงแม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดโลก แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ผลิตผูกขาดรายเดียว ยิ่งข้าวที่รับจำนำก็เป็นปริมาณน้อยนิดของปริมาณทั้งหมด มิหนำซ้ำ จำนำแล้วยังเอาออกมาหมุนเวียนขายในระบบอีก นโยบายเล่นขายของแบบนี้ ไม่สามารถไปมีอทธิพลเหนือราคาตลาดโลกได้อย่างแน่นอน นี่เห็นจะเป็นการเตรียมทางหนีทีไล่ของรัฐมนตรีมากกว่า เผื่อว่าวันไหนข้าวราคาตกก็จะได้โทษพ่อค้าส่งออกว่า เป็นตัวการทำให้ข้าวราคาตก! ความจริง ถ้าเป็นสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าราคาข้าวในตลาดโลกกำลังจะขึ้น ใครที่มีข้าวอยู่ก็ย่อมไม่อยากขาย เพราะต้องการเก็บไว้ขายในราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตรงกันข้าม ถ้าเป็นในสถานการณ์ "ขาลง" ราคามีแนวโน้มกำลังต่ำลงเรื่อยๆ ใครที่มีข้าวอยู่ก็จะต้องรีบตัดราคาขายเพื่อ "หนีตาย" กันทุกคน ธรรมชาติของผู้ส่งออก จะไปหาออเดอร์ในตลาดโลกไว้ก่อน แล้วค่อยมาหาซื้อข้าวภายในประเทศ เพราะผู้ส่งออกรู้ว่า ในประเทศมีข้าวอยู่มาก ผิดกันกับโรงสี เพราะฝ่ายโรงสีจะต้องซื้อข้าวเปลือกมาสต็อกไว้ก่อน เพื่อให้โรงสีดำเนินงานแปรรูป(สีข้าว)ได้อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ที่ราคาข้าวในตลาดโลก "ขาขึ้น" ผู้ส่งออกจะหน้าแห้งเหี่ยว เพราะเมื่อราคาตลาดโลกสูงขึ้น ราคาในประเทศก็สูงตามไปด้วย ทำให้ผู้ส่งออกต้องหาซื้อข้าวในประเทศเพื่อจัดส่งไปขายในเวลาต่อมาในราคาแพง ตรงกันข้ามกับฝ่ายโรงสี จะหน้าชื่นตาบาน เพราะเป็นผู้มีข้าวเก็บไว้ในสต็อกอยู่แล้ว เคยซื้อราคาต่ำ แต่ต่อมาขายได้ราคาแพง แต่ในสถานการณ์ "ขาลง" ผู้ส่งออกจะยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะสามารถหาซื้อข้าวราคาถูกในประเทศส่งออกไปขายได้ง่าย ในขณะที่ฝ่ายโรงสีกลับเป็นผู้ที่ต้อง "กินแกลบ" หน้าตาเศร้าหมอง เพราะข้าวที่เก็บไว้ในสต็อกราคากำลังลดลงนั่นเอง ถ้ารัฐมนตรีจะไปบีบให้ผู้ส่งออกเก็บสต็อกข้าวเอง ก็จะเป็นการฝืนธรรมชาติของระบบ เพราะหากผู้ส่งออกต้องเก็บสต็อกข้าวมากเกินปกติ ก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะต้นทุนที่เกิดจากดอกเบี้ยของมูลค่าข้าวที่ถูกบังคับให้เก็บสต็อก ซึ่งเมื่อผู้ส่งออกมีต้นทุนสูงขึ้น ผู้รับกรรมก็ย่อมเป็นชาวนาไทย เพราะผู้ส่งออกจะต้องหักต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในราคาข้าว ทำให้ชาวนาไทยขายข้าวได้ราคาต่ำลง เมื่อคราวก่อนก็มีไอเดียบรรเจิด บอกว่าจะนำเข้าข้าวคุณภาพไม่ดีจากประเทศรอบข้างมาส่งออก มาคราวนี้จะผสมข้าวในประเทศให้เป็นข้าวราคาเดียวกันแล้ว หรือรัฐมนตรีควรจะรู้ว่า ข้าวนาปีกับข้าวนาปรังไม่เหมือนกัน ทั้งในแง่คุณภาพ และต้นทุนการผลิตข้าวนาปี เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองไวแสง เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวตาแห้ง การตั้งท้องของข้าวจะขึ้นอยู่กับช่วงแสงในแต่ละวันของปี เพราะในแต่ละวันของรอบปีจะมีพระอาทิตย์ขึ้นและตกไม่พร้อมกัน บางวันมีช่วงแสงยาว เช่น หน้าร้อน แต่หน้าหนาวก็จะมีช่วงแสงน้อยพระอาทิตย์ขึ้นช้าตกไว โดย 1 ปีในแต่ละถิ่นจะมี 1 วันในช่วงประมาณเดือนตุลาคม ที่จะมีระยะเวลาที่มีช่วงแสงพอเหมาะ ทำให้ข้าวตั้งท้อง เริ่มออกรวง ข้าวนาปีในแต่ละถิ่นของประเทศไทยจึงเก็บเกี่ยวได้ปีละครั้งเดียว และข้าวนาปีนี่เองที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ข้าวไทยว่า เป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ข้อเสียมีแค่ว่า ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้ยังให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อตันสูง ส่วนข้าวนาปรัง เป็นข้าว กข. ลูกผสม มีมากมายหลายชื่อ ไม่ต้องอาศัยช่วงแสงเป็นปัจจัยในการผสมพันธุ์ตั้งท้องออกรวง แต่ต้องอาศัยน้ำชลประทาน เอาน้ำเข้านา-ออกนา เป็นเวล่ำเวลา ต้องใส่ปุ๋ยบำรุงตามสูตร ใช้เวลา 4 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ในขณะที่ชาวนาก็ยังไม่ต้องมีต้นทุนค่าน้ำตามจริง ทำให้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อตันต่ำ แต่ข้อเสียคือ ข้าวนาปรัง ลูกผสมพวกนี้เป็นข้าวที่มีคุณภาพรองลงมาจากข้าวนาปีพื้นเมือง มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับน้อยกว่าทั้งในประเทศไทยและในตลาดโลก ดังนี้แล้ว การที่รัฐมนตรีจะฝืนธรรมชาติ ไปบีบบังคับให้สินค้าที่มีต้นทุนการผลิตต่างกัน มีคุณภาพต่างกัน ให้มาอยู่ในราคามาตรฐานเดียวกัน จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ ฉงนสงสัยว่ามีเจตนาอย่างไรกันแน่ สิ่งที่รัฐมนตรีน่าจะทำตอนนี้ ไม่ใช่ว่าประกาศนโยบายยกระดับราคาแล้วทำให้ราคาตลาดโลกสูง แต่จริงๆ แล้วก็คือ เห็นราคาตลาดโลกสูง แล้วจึงประกาศนโยบายยกระดับราคา! พูดง่ายๆ ฉวยโอกาสเอาเงินภาษีอากรของชาวบ้านมาใช้เพื่อหาเสียง ถ้ารัฐมนตรีไม่เข้าใจจริงๆ ก็น่าสงสาร แต่ถ้ารู้แล้วยังมาหลอกชาวบ้าน ก็ไม่นับถือ
|