|
||||||||||
|
วิเคราะห์ความคุ้มค่าลงทุนไอทีของรัฐ
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ข่าวอื้อฉาวเรื่องการประมูลจัดซื้อ และติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ โครงการจัดทำระบบคอมพิวเตอร์เพื่อบริการข้อมูลข่าวสารด้านการเงิน การคลังและข้อมูลโรงพยาบาล 819 แห่งทั่วประเทศ โดยมีงบประมาณ 900 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข เป็นเรื่องที่ต้องการความกระจ่างและให้มีการดำเนินคดีความตามกฎหมายต่อผู้ทุจริต ขณะเดียวกัน ข่าวนี้ชวนให้คิดต่อว่า การลงทุนในโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีนั้น หน่วยงานภาครัฐได้ให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนหรือไม่อย่างไร ตามหลักเศรษฐศาสตร์นั้น การลงทุนในโครงการต่างๆ ควรมีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุน เพื่อให้ภาครัฐมีการใช้เงินภาษีอากรของประชาชนที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและ/หรือประเทศชาติมากที่สุด และการวิเคราะห์นี้จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการลงทุนในโครงการที่ล้มเหลว อันเนื่องมาจากปัญหาบางประการ หรือโครงการที่มีวาระซ่อนเร้น เพื่อประโยชน์ของบริษัทเอกชนบางราย แต่มีประโยชน์ต่อประชาชนน้อย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเรื่อง "โครงการศึกษาผลตอบแทนการลงทุนด้านไอทีของภาครัฐ" (2547) รายงานว่า โครงการด้านไอทีของรัฐส่วนใหญ่ไม่ได้มีการศึกษาหรือประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนก่อนที่จะเริ่มโครงการ (มีเพียงบางรัฐวิสาหกิจที่ได้มีการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้านไอทีประกอบการตัดสินใจ) และเมื่อดำเนินการตามโครงการแล้ว การติดตามประเมินผลมักไม่สนใจประเด็นความคุ้มค่าของโครงการ จึงทำให้หน่วยงานราชการที่เป็นเจ้าของโครงการไอทีมักไม่สนใจรวบรวมข้อมูลด้านต้นทุนและข้อมูลอื่นๆ ที่จะใช้สำหรับการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย กลับให้ความสำคัญค่อนข้างมากต่อการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการไอทีของภาครัฐทั้งก่อนการลงทุน และภายหลังการดำเนินงานตามโครงการ ในสหรัฐอเมริกา มีหน่วยงานรัฐสองแห่ง (คือ Social Security Administration และ General Service Administration) ได้ออกแบบวิธีการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนโครงการไอที ชื่อว่า "Value Measuring Methodology" (VMM) เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำไปวิเคราะห์หาทางเลือกของการลงทุนโครงการไอที ที่มีคุณค่ามากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในโครงการไอที การวิเคราะห์นี้จะคำนึงในสามหัวข้อใหญ่ ได้แก่ ประโยชน์ ต้นทุน และความเสี่ยงของโครงการ ในด้านประโยชน์ของโครงการจะคำนึงถึงทั้งประโยชน์ที่ตกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ และประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเองในหลายๆ ด้าน ซึ่งรวมทั้งประโยชน์ที่เป็นตัวเงินและการดำเนินงานของรัฐ ตลอดจนประโยชน์ในเชิงการเมือง ในด้านต้นทุนจะคำนึงทั้งต้นทุนการลงทุนและต้นทุนดำเนินการ ซึ่งรวมทั้งการบำรุงรักษา ส่วนในด้านความเสี่ยงจะคำนึงถึงทั้งความเสี่ยงของโครงการและองค์กร ตลอดจนความเสี่ยงในด้านเทคนิค ในออสเตรเลีย สำนักงานเศรษฐกิจสารสนเทศแห่งชาติ (National office for Information Economy) ได้ติดตามประเมินผลโครงการออนไลน์ของภาครัฐจำนวน 174 โครงการ ในปี 2545-2546 และมีการเก็บข้อมูลคำนวณหาอัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุนของโครงการออนไลน์จำนวน 38 โครงการ ในด้านประโยชน์ของโครงการออนไลน์นั้น ออสเตรเลีย ได้แบ่งเป็น ประโยชน์ที่ตกแก่หน่วยงาน (Agency benefits) ประโยชน์ที่ตกแก่ผู้บริโภค (Consumer benefits) และประโยชน์ที่ตกแก่สังคมโดยรวม (Social benefits) เป็นที่น่าสังเกตว่า หน่วยงานของรัฐบาลออสเตรเลียที่ร่วมในการประเมินได้มีการรวบรวมข้อมูลด้านต้นทุนอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน มีการสำรวจความเห็นของผู้ใช้บริการนับพันคน ตลอดจนการสัมมนากลุ่มย่อยผู้ใช้บริการ การประเมินนี้เป็นการร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาที่รัฐบาลออสเตรเลียมอบหมายให้ การศึกษาวิเคราะห์ดังกล่าว จึงมีข้อมูลที่ค่อนข้างดีสำหรับการคำนวณอัตราผลตอบแทนต่อต้นทุนของสังคม สำหรับประเทศไทย รัฐบาลควรกำหนดให้มีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ ไอทีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในโครงการไอทีของรัฐที่มีการใช้เงินงบประมาณมากพอสมควร และกำหนดระเบียบวิธีการประเมินความคุ้มค่าของโครงการไอทีภาครัฐที่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกัน กำหนดให้มีการติดตามประเมินผลในประเด็นความคุ้มค่าของโครงการเป็นระยะๆ รวมทั้งให้มีการกำหนดระบบการจัดเก็บข้อมูลทั้งด้านต้นทุน และประโยชน์ ที่เอื้ออำนวยต่อการประเมินผลดังกล่าว การวางระบบ และระเบียบปฏิบัติสำหรับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการไอทีดังกล่าว และการติดตามประเมินผลความคุ้มค่าของโครงการเป็นระยะๆ ภายหลังที่ดำเนินการ พร้อมทั้งให้มีการปฏิบัติตามระบบ และระเบียบดังกล่าวอย่างจริงจัง ย่อมเป็นหลักประกันที่ดีว่ารัฐบาล ได้มีการใช้เงินภาษีอากรของประชาชนในการลงทุนโครงการไอทีเพื่อก่อประโยชน์แก่ประชาชน และ/หรือประเทศชาติอย่างสูงสุด ซึ่งจะเป็นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากมีความโปร่งใสมากขึ้น
|