หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002

โครงสร้างเศรษฐกิจปรีดี พนมยงค์

ในช่วงคริสตศตวรรษที่ ๑๙ บรรดาชาติมหาอำนาจตะวันตก ได้แผ่แสนยานุภาพ มาสู่เอเซียใต้ และคาบสมุทรอินโดจีนอีกครั้ง หลังจากที่เคยเข้ามาครั้งแรก เมื่อราว ๔ ศตวรรษ ก่อนหน้านั้น การแผ่แสนยานุภาพ ของชาติมหาอำนาจตะวันตกในยุคนี้ ต่างจากยุคแรก ตรงที่ไม่เพียงเข้ามาเพื่อล่าอาณานิคม และเผยแพร่ศาสนาเท่านั้น หากยังเข้ามาพร้อมกับลัทธิการค้าเสรี ความก้าวหน้าทางวิทยาการแผนใหม่ และระบบการปกครองแบบปาเลียเมนต์ด้วย 

ราชอาณาจักรสยาม หรืออีกนัยหนึ่งประเทศไทย ได้รับผลกระทบ จากการล่าอาณานิคม ในช่วงศตวรรษนี้ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหลาย นับตั้งแต่ ต้องถูกบังคับให้เข้าสู่ ตลาดการค้าเสรีของโลก ด้วยการลงนามในสนธิสัญญาบาวริ่ง พ.ศ.๒๓๙๘ และตามมาด้วย การสถาปนา ระบบสิทธิสภาพ นอกอาณาเขต และการสูญเสีย ดินแดนบางส่วน เพื่อรักษาเอกราช และอิสรภาพ ของชาติไว้

ผลกระทบดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดพลวัตขนานใหญ่ในสังคมไทย เพื่อปรับตัว ให้เท่าทัน และสามารถอยู่รอดได้ ในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของโลก ในระดับชนชั้นที่มีการศึกษาของฝ่ายคณะราษฎรก็ได้มี การเรียกร้อง ให้มีปาเลียเมนต์ ได้แก่ การเรียกร้องของ เทียนวรรณ และ ก.ส.ร. กุหลาบ ตลอดจนการเรียกร้อง ของพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการอีกจำนวนหนึ่งที่ได้ลงพระนาม และลงนาม ในเอกสารกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปเป็นแบบลิมิเต็ดโมนากี เมื่อ ร.ศ. ๑๐๓ (ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๒๘) และซึ่งต่อมามีผลทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูป การปกครองครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ.๒๔๓๕ โดยล้มเลิกการบริหารราชการ แบบจตุสดมภ์โบราณ มาเป็น ระบบกระทรวงทบวงกรม แบบตะวันตก และเพื่อให้ ได้คนที่มีความรู้ มาช่วยราชการ ในระบบใหม่ ที่ทรงปฏิรูปนี้ ก็ได้ทรงส่งเสริม ให้ลูกเจ้านาย ขุนนาง และให้ทุนลูกหลานราษฎรที่เรียนดี ไปศึกษาต่อ ในอังกฤษ และภาคพื้นยุโรป

แต่พลวัตภายในสังคมไทย มิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ กล่าวคือ เมื่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก มากยิ่งขึ้น กลไกการบริหาร การปกครองแบบเก่าไม่สามารถตอบสนอง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมยุคใหม่ได้ ดังบันทึกของพระยาสุริยานุวัติ เสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้แสดงสถานภาพของชาวนา ส่วนใหญ่ของประเทศในยุคนั้น ดังนี้

"ชาวนาที่ยากจน ขัดสนด้วยทุน ต้องออกแรงทำงานแต่ลำพัง ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ย่อมจะเห็นปรากฎ อยู่ทั่วไปแล้ว ในเวลา ที่ทำงานอยู่ เสบียงอาหาร และผ้านุ่งห่มไม่พอ ก็ต้องซื้อเชื่อเขา โดยต้องเสีย ราคาแพง หรือถ้าต้องกู้เงินเขาไปซื้อ ก็ต้องเสียดอกเบี้ย อย่างแพงเหมือนกัน เมื่อเกี่ยวข้าวได้ผลแล้ว ไม่มีกำลัง และพาหนะ พอจะขนไปจากลานนวดข้าว หรือไม่มียุ้งฉาง สำหรับเก็บข้าวไว้ขาย เมื่อเวลาข้าวในตลาดจะขึ้นราคา ก็ต้องจำเป็นขายข้าวเสีย แต่เมื่ออยู่ในลานนั้นเอง จะได้ราคา ต่ำสักเท่าใด ก็ต้องจำใจขาย มิฉะนั้นจะไม่ได้เงินใช้หนี้เขา ทันกำหนดสัญญาต้องเสียเปรียบ เพราะมีทุนน้อย เช่นนี้ ที่สุด เมื่อขายข้าวได้สิ้นเชิงแล้ว บางทีก็จะไม่ได้เงินใช้หนี้เขาพอคุ้มค่าสิ่งของซึ่งจำเป็นต้องบริโภคในการเลี้ยงชีพแท้ๆ เมื่อปีหน้าจะทำนาต่อไป ก็ต้องเป็นหนี้เขาอีก หนี้ใหม่ทันถมหนี้เก่ามาก หนักขึ้นทุกปีไป แรงที่ได้ออกไป โดยความเหน็ดเหนื่อย และความซึ่งต้องทรมานกาย อุตส่าห์ตากแดด ตากฝน ทนลำบากมา เป็นหนักหนานั้น ก็ไม่ทำให้เกิดผล เป็นทรัพย์ของตัวขึ้นได้ เท่ากับออกแรงทำประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่นฝ่ายเดียวเป็นแท้ ดูเป็นที่สมเพชนัก" ผู้อภิวัฒน์ ประชาธิปไตย

การที่สภาพเศรษฐกิจของสยามล้าหลังเช่นนี้ ก็เพราะอยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมอุปภัมภ์แบบเจ้าขุนมูลนาย ราษฎรไทยส่วนใหญ่ ยังอยู่ในภาคเกษตร แบบดั้งเดิม ด้อยโอกาส ในการเรียนรู้ และรับรู้ความเปลี่ยนแปลง ของโลกภายนอก ยังมีนโยบาย จัดระบบการศึกษา ในลักษณะส่งเสริมให้ราษฎรรู้จัก คิด อ่าน สร้างสรรค

ด้วยเหตุนี้ แม้ยุคสมัย จะล่วงเข้าสู่ ต้นคริสตศวรรษที่ ๒๐ แล้วก็ตาม ราษฎรไทย ก็ยังไม่มีสิทธิมีเสียงหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง หรือแม้แต่ชะตากรรมของราษฎรเอง สภาวะความล้าหลังทางสังคม ดังกล่าวนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดการกบฎของกลุ่มปัญญาชน ข้าราชการชั้นผู้น้อย (หรือกบฎ ร.ศ. ๑๓๐) ใน พ.ศ.๒๔๕๔ อันเป็นปีแรก แห่งรัชกาลที่ ๖ ทั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้ มีการจำกัดอำนาจ ของพระมหากษัตริย์ ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย แม้กบฎ ร.ศ. ๑๓๐ จะ ประสบความล้มเหลว ในการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ก็ได้เป็นกรณีแบบอย่าง ที่สร้างแรงบันดาลใจ ในการอภิวัฒน์ ให้แก่ราษฎรไทย ผู้นิยมประชาธิปไตย ทั้งหลาย

นายปรีดี พนมยงค์ ถือกำเนิด และเติบโตมาในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๓ อันเป็นช่วงปลายสมัย รัชกาลที่ ๕ ในครอบครัวชาวนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงชีวิต ๑๕-๑๖ ปี ในวัยเด็ก ช่วยให้นายปรีดี ได้สัมผัสกับ สภาพปัญหาของชาวนา ซึ่งก็คือ ปัญหาใหญ่ของประเทศในยุคนั้น ท่านได้สะท้อน ปัญหาที่เห็น ในวัยเยาว์ว่า "เนื่องจากชาวนา ต้องประสบภัยธรรมชาติ เช่น โรคพืช, ฝนแล้ง, น้ำท่วมมากเกินไป ป่วยไข้ ทำงานไม่ได้ ต้องถูกขโมยลักควาย แต่เจ้าของที่ดินก็ไม่ปราณี คือเรียกเก็บค่าเช่าที่ดินตามที่ตกลงกันไว้ให้ได้ จึงทำให้ลูกนาอัตคัตขัดสน เจ้าของนาก็ทำการยึดทรัพย์ ตลอดจนข้าวกิน ข้าวปลูกที่ชาวนา พอมีอยู่บ้างนั้น" และ "ความอัตคัตขัดสน ของชาวนา มีอีกมากมายหลายประการ ที่แสดงว่า ชาวนาไม่ได้รับ ความช่วยเหลือ จากทางราชการ แต่ชาวนา ก็มีภาระ ที่ต้องเสียเงินรัชชูปการ ถ้าไม่มีเงินเสีย ก็ต้องถูกเกณฑ์ไปทำงาน ประมาณปีละ ๑๕-๓๐ วัน และต้องเสียอากรค่านา"

การรับรู้สภาพปัญหาของสังคมไทยนับแต่วัยเยาว์ของนายปรีดี มิได้เกิน ความจริง เมื่อเปรียบเทียบกับ รายงานของ ดร.คาร์ล ซี ซิมเมอร์แมน แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาลสยาม ให้เข้ามาสำรวจ เศรษฐกิจในสยาม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓ ดังปรากฎ ในรายงาน ตอนหนึ่งว่า"พ่อค้าคนกลาง คิดกำไรจากการกู้หนี้ยืมสิน ชาวชนบทหลายทาง กระทำให้วิธีการซื้อสินค้า และวิธีขายสินค้า ผิดหลักทางเศรษฐกิจ เนื่องด้วย พ่อค้าคนกลาง มีอำนาจทางเศรษฐกิจ เหนือกสิกร ผู้รับซื้อข้าว เป็นผู้แบ่งข้าวเปลือก ในท้องที่ ออกเป็นชั้นต่างๆ และตั้งราคา ตามชอบใจ ข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ กระทำให้กสิกรรม ก้าวหน้าได้อย่างแสนเข็ญ"

และเมื่อมีโอกาสเข้ามาศึกษาต่อ ในโรงเรียนกฎหมาย แห่งกระทรวงยุติธรรม ที่กรุงเทพฯ นายปรีดี ก็ได้รับรู้ ถึงสิ่งที่เรียกว่า "สิทธิสภาพ นอกอาณาเขต" ซึ่งอาจารย์ผู้สอน กล่าวถึงบุคคลต่างชาติ ผู้มีสิทธิพิเศษ นอกอำนาจ ศาลสถิตย์ยุติธรรม ของสยาม ความรู้นี้เอง ทำให้นักเรียนกฎหมายปรีดี เริ่มตระหนักถึง การสูญเสียเอกราช ทางการศาลของประเทศ

ในเวลาต่อมา นายปรีดี ได้ให้สัมภาษณ์ ประสบการณ์ทางสังคม ที่ท่านได้รับรู้ ในวัยเยาวร์ว่า "ผมได้กล่าวแล้ว ถึงสภาพสังคมไทย ที่ผมประสบพบเห็น แก่ตนเองว่า ราษฎรได้มีความอัตคัต ขัดสนในทางเศรษฐกิจ เพราะไม่มี สิทธิเสรีภาพ กับความเสมอภาค ในทางการเมือง อีกทั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพล และอำนาจของหลายประเทศทุนนิยม ผมได้มีความคิด ก่อนที่ได้มาศึกษาในฝรั่งเศสแล้ว ว่าจะต้องค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม ว่ามีวิธีใดที่จะทำให้ ความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น"

เช่นเดียวกับนักเรียน ผู้มีผลการเรียนดีเด่นอื่นๆ นายปรีดี ได้รับทุน จากกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปศึกษาต่อวิชากฎหมาย ณ ประเทศฝรั่งเศส (ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๓-๒๔๗๐) แต่ท่านไม่เคยละทิ้ง อุดมการณ์ และการรับรู้ เกี่ยวกับ สภาพปัญหาเศรษฐกิจสังคมของบ้านเกิดเมืองนอน ตรงกันข้ามประสบการณ์เหล่านั้น กลับเป็นเรงกระตุ้นให้ท่านมีมานะ ศึกษาเรียนรู้วิชากฎหมาย รวมทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง ของตะวันตกเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ในการปรับปรุงสภาพสังคมไทย จากการที่ ได้เรียนรู้ วิชาการของประเทศภาคพื้นยุโรป และอังกฤษ นี้เอง ทำให้นายปรีดี เห็นความสำคัญของ การเปลี่ยนแปลง การปกครองประเทศ เข้าสู่การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) ทั้งนี้ เพื่อเป็นรากฐาน ในการสร้างชีวิตใหม่ และวัฒนธรรมใหม่ ให้แก่สังคมไทย ซึ่งจะต้องพัฒนาเข้าสู่ สังคมประชาธรรม (Civil Society) ตามวิถีของ สังคมนานาอารยะประเทศ ด้วยเหตุว่า ระบอบ ประชาธิปไตยเป็นรากฐานที่ขาดเสียมิได้ สำหรับอารยธรรมของมนุษยชาติ ในสังคมยุคใหม่

ด้วยแรงบันดาลใจดังกล่าว ประกอบกับกระแสความเป็นจริง ของสังคมโลก เป็นเหตุผลักดันให้ท่าน กลายเป็นบุคคลสำคัญ ในคณะราษฎร ที่ได้สถาปนา ระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทำให้ระบอบประชาธิปไตย มีความเจริญงอกงามขึ้น ในประเทศไทย ดังที่ปรากฎอยู่ ในปัจจุบัน

นายปรีดี มิได้มุ่งหมาย เปลี่ยนแปลงการปกครอง เพียงเพื่อให้ได้มา ซึ่งระบบ ประชาธิปไตย ทางการเมืองเท่านั้น หากแสดงเจตนารมณ์ และแสดงบทบาท อย่างแจ่มชัด ที่จะก้าวไป สู่ประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา เหนือสิ่งอื่นใด เขาปราถนาที่จะ ให้ระบอบ ประชาธิปไตย เป็นบรรทัดฐาน ในการพัฒนาประชาชาติเล็กๆ อย่างสยาม ให้ยืนหยัดอยู่ อย่างมีเอกราช และศักดิ์ศรี ในทุกด้าน ท่ามกลางนานาอารยประเทศ ในประชาคมโลกยุคใหม่ เจตนารมณ์ ประชาธิปไตยของเขา ปรากฎอย่างชัดเจน ในหลัก ๖ ประการของ "ประกาศคณะราษฎร" ที่เขาเป็นผู้ร่างขึ้น เพื่อใช้เป็นคำแถลงการณ์ ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ หลัก ๖ ประการ มีดังนี้

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทาง เศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดน้อยลงให้มาก

๓. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ ในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎร มีสิทธิเสมอภาคกัน

๕. จะต้องให้ราษฎร ได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ

๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่ แก่ราษฎร

นอกจากเจตนารมณ์ทั้ง ๖ ประการนี้แล้ว แนวความคิดที่กล่าวได้ว่า เป็นจุดเด่นของนายปรีดี และเป็นจุดที่ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็คือ "เค้าโครง เศรษฐกิจแห่งชาติ" อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า นายปรีดี ให้ความสำคัญกับการจัดระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากคำกล่าวของเขาเอง ที่ว่า "การเปลี่ยนแปลง การปกครองคราวนี้ ไม่ใช้ Coup d' Etat เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" เจตนารมณ์ดังกล่าวนี้ นายปรีดี ได้ตราไว้ ในหมวดที่ ๑ แห่งเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ที่เขาร่างขึ้นว่า "ข้าพเจ้าจึงยังคงยืนยันความข้อนี้อยู่เสมอ และเห็นว่า ถ้ารัฐบาลได้จัดการโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ให้เหมาะสมแล้ว การหางาน ให้ราษฎรทุกคนทำ ใช่เป็นการสุดวิสัยไม่ การบำรุงความสุขสมบูรณ์ ของราษฎรนี้ เป็นจุดประสงค์อันใหญ่ ของข้าพเจ้า ในการทำการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนา ที่จะเปลี่ยน พระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว มาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครอง แบบประชาธิปไตย แต่เปลือกนอกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งแต่สาระสำคัญคือ "บำรุงความสุขสมบูรณ์ ของราษฎร" และถือว่า รัฐธรรมนูญ เปรียบประดุจ กุญแจที่จะไขประตู เปิดช่องให้ราษฎร ได้มีส่วนมีเสียง ในการปกครอง ให้จัดถูกต้อง ตามความต้องการของตน และเมื่อประตูที่กีดกั้นอยู่ ได้เปิดออกแล้ว รัฐบาลก็จะต้องนำราษฎร ผ่านประตูนั้น เข้าไปสู่ชัยภูมิ แห่งความสมบูรณ์"

แม้ความคิดในเรื่องการจัดระบบเศรษฐกิจโดยรัฐ ของนายปรีดี จะมีจุดอ่อนให้วิพากษ์ อย่างไรก็ตาม แต่แท้ที่จริงแล้ว เค้าโครงเศรษฐกิจฯ ของเขานั้น เป็นเค้าโครงการปฏิวัติสังคมด้วย บุคคลผู้สำเร็จ ประกาศนียบัตรการศึกษาขั้นสูง ในทางเศรษฐกิจ (Diploma d' Etudes Superieures of Economic Politique) เช่นนายปรีดี ย่อมต้องตระหนักดีว่า ระบบเศรษฐกิจ ย่อมไม่มีความหมาย แต่ประการใด ถ้าหากไม่ถูกใช้ เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม ดังคำชี้แจงของเขา ในเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ตอนหนึ่งว่า "ผู้อ่าน โดยมีอุปาทานร้าย มักจะเหมาทันทีว่า การที่รัฐบาล ประกอบการเศรษฐกิจเสียเองนี้ จะทำให้มนุษย์ กลายเป็นสัตว์... ข้าพเจ้าได้ระวัง มิให้มนุษย์มีสภาพเป็นสัตว์ ข้าพเจ้าประสงค์ ให้มนุษย์ เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ปราศจากการประทุษร้ายต่อกัน อันเนื่องมาจาก เหตุเศรษฐกิจ"

นายปรีดีฯ เป็นนักการเมืองคนแรก ที่ริเริ่มแนวความคิด ที่จะให้ราษฎรทุกคน ได้รับการ ประกันสังคม (Social assurance) จากรัฐบาล โดยระบุไว้อย่างชัดเจน ในหมวดที่ ๓ แห่งเค้าโครงเศรษฐกิจฯ แต่น่าเสียดาย ที่ร่างของแนวความคิดดังกล่าว ถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ กว่าประเทศไทย จะยอมรับให้มีนโยบายประกันสังคมให้แก่ประชาชน ก็เป็นเวลา ๖ ปี หลังจากนั้น

แนวความคิด ในเค้าโครงเศรษฐกิจฯ มิใช่เป็นแบบคอมมิวนิสต์ ดังที่ถูกกล่าวหา แต่เป็น แบบที่นายปรีดี กล่าวว่า "โปลิซีของข้าพเจ้านั้น เดินแบบโซเชียลลิสม์ ผสมลิเบรัล" ดังจะเห็นได้ว่า ในเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าว มีการรับรองกรรมสิทธิ์ของเอกชนไว้ ในหมวด ๓ เช่นเดียวกับที่มี ในประเทศเสรีนิยมทางเศรษฐกิจทั้งหลาย

แม้เค้าโครงการเศรษฐกิจฯ ของนายปรีดี จะไม่ได้รับการเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรียุคนั้น และตนเองก็ถูกเนรเทศ ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ แต่เค้าโครงการเศรษฐกิจฯ ของเขา ก็เป็นแบบฉบับของการวางแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างเป็นระบบและความคิดหลายอย่างในเค้าโครงการเศรษฐกิจฯดังกล่าว ก็ได้มีการนำมาปฏิบัติอย่างได้ผลดี ทั้งในสมัยที่เขาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ และหลังจากนั้น อาทิเช่น การก่อตั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย การจัดระบบ การเก็บภาษีที่เป็นธรรม (ประมวลรัษฎากร) การปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับ ระบบการเมืองใหม่ และการประกันสังคม แก่ราษฎรทั่วหน้า ฯลฯ

ข้อมูล: สถาบันปรีดี พนมยงค์

โปรดอ่านเพิ่มเติม

เค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม
100 ปี ชาตกาลนายปรีดี คนดีที่สังคมไทยไม่ต้องการ
โครงสร้างเศรษฐกิจปรีดี พนมยงค์
พระบรมราชวินิจฉัย ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ
เค้าโครงเศรษฐกิจในวันนั้น กับสังคมไทยในวันนี้