หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002

100 ปี ชาตกาลนายปรีดี คนดีที่สังคมไทยไม่ต้องการ

วันนี้เมื่อ 17 ปีที่แล้ว สังคมไทยได้สูญเสียคนดีชื่อ ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษที่แท้จริงของสังคมไทย กองบรรณาธิการจุดประกายเสนอรายงานต่อเนื่องว่าด้วยชีวิต ผลงาน และความเคลื่อนไหวทางสังคมต่อนายปรีดี เริ่มต้นด้วยบันทึกของ คณะทำงานเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลปรีดี พนมยงค์ เพื่อให้สังคมไทยทบทวน และทำความรู้จักนายปรีดี พนมยงค์ อีกครั้ง ก่อนพบรายงานต่อเนื่องในฉบับต่อไป

วันที่ 2 พฤษภาคม 2526 ประเทศไทยจะต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่า ชาติได้สูญเสียบุคคลสำคัญผู้หนึ่งไป อย่างไม่มีวันกลับ ความสูญเสียอันใหญ่หลวงนี้คือ การถึงแก่อสัญกรรมของ นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีรัฐบุรุษอาวุโสที่บ้านพักชานกรุงปารีส แม้ว่าจะปราศจากพวงหรีดเคารพศพจากรัฐบาลไทย แต่ผองชนที่รับรู้ถึงคุณงามความดีนับอเนกอนันต์ของนายปรีดี ต่างพร้อมใจกันแสดงความอาลัยรักทั่วทุกมุมโลก 

นี่คือเรื่องดี...คนดี 

ย้อนหลังไป 100 ปี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2443 นางลูกจันทร์ ภรรยานายเสียงได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งที่เรือนแพริมคลองหน้าวัดพนมยงค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งบุตรชายคนนี้เองที่ในอนาคตกาลจะเติบใหญ่จากลูกชาวนามาเป็นรัฐบุรุษอาวุโสชื่อ "ปรีดี พนมยงค์" 

นายปรีดีเริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกเมื่อมีอายุได้ 5 ขวบที่โรงเรียนบ้านครูแสง และได้รับการศึกษาจากโรงเรียนวัดต่างๆ หลายแห่ง ด้วยความขยันหมั่นเพียรกอปรกับมีสติปัญญาดีจึงสำเร็จชั้นมัธยมตั้งแต่อายุเพียง 15 ปีเศษ ยังไม่ถึงเกณฑ์จะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนกฎหมาย จึงออกมาช่วยครอบครัวทำนาอยู่ 2-3 ปี จากนั้น เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม โดยใช้เวลาเรียนเพียงสองปีครึ่งก็สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตสยามชั้น 1 

ในปี 2463 ได้รับคะแนนสูงสุดในการสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง ไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จนสำเร็จปริญญาเอกกฎหมายฝ่ายนิติศาสตร์เกียรตินิยมดีมาก พร้อมทั้งได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงทางเศรษฐศาสตร์การเมืองอีกด้วย นับเป็นชาวสยามคนแรกที่ได้รับปริญญานี้ 

ระหว่างศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศสนั้น กลุ่มนักเรียนไทยในยุโรปได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมนักเรียนไทยภาคพื้นยุโรป (เว้นประเทศอังกฤษ) ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า "สามัคยานุเคราะห์สมาคม" ซึ่งนายปรีดีดำรงตำแหน่งนายกสมาคมในปี 2468 

สมาคมนี้เองที่เป็นสถานที่สำคัญในการชุมนุมความคิดของคนรุ่นใหม่ อันนำไปสู่การเปลี่ยน แปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2469 ได้มีการประชุมกลุ่มผู้ก่อการ 2475 ขึ้นเป็นครั้งแรกที่บ้านเลขที่ 9 RUE DU SOMMERARD ในกรุงปารีส 

หลังสำเร็จการศึกษา ท่านปรีดีจึงเดินทางกลับสยาม ในปี 2470 ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาขั้น 6 กระทรวงยุติธรรม ต่อมาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ กรมร่างกฎหมาย เมื่อปี 2470 ในปีรุ่งขึ้นได้รับพระราชทานยศ และบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์เอกหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และในช่วงที่รับราชการในกระทรวงยุติธรรม นี้เอง ที่นายปรีดีได้รวบรวมกฎหมายไทยตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในสภาพกระจัดกระจายให้รวมเป็นเล่มเดียว ใช้ชื่อว่า "ประชุมกฎหมายไทย" 

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากงานที่กรมร่างกฎหมายแล้ว ท่านยังเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมอีกด้วย 

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นายปรีดีเป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ทำการอภิวัฒน์เปลี่ยน แปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ร่างแถลงการณ์ และร่างรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 27 มิถุนายน 2475 เป็นหนึ่งในเจ็ดคนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 10 ธันวาคม 2475 และเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้แทนราษฎรชั่วคราว 70 คนอีกด้วย

การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญชุดแรก ประกอบด้วยคณะกรรมการราษฎร ซึ่งมีนายปรีดี รวมอยู่ด้วย และท่านได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการราษฎรให้เป็นผู้ร่างหลักการเศรษฐกิจประจำชาติ หรือ "เค้าโครงเศรษฐกิจ" โดยมีหลักการสำคัญในการที่รัฐบาลเป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจเองเป็นส่วนใหญ่ และให้ราษฎรทุกคนเป็นลูกจ้างของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร แต่ปรากฏว่าผลจากการเสนอ "เค้าโครงเศรษฐกิจ" กลับทำให้ท่านปรีดีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีแนวคิดที่ลอกเลียนแบบพรรคบอลเซวิคของโซเวียต และส่งผลให้ท่านปรีดีจึงถูกบังคับให้ออกเดินทางไปฝรั่งเศส ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2476 

หลังจากนั้น ได้เกิดรัฐประหารนำโดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา นายปรีดีจึงได้เดินทางกลับสยาม จากนั้นมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขั้นพิสูจน์แนวความคิด และการกระทำ ซึ่งคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า "หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ไม่มีมลทินเป็นคอมมิวนิสต์ดังที่ถูกกล่าวหา" จากนั้นนายปรีดีได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2477 และดำรงตำแหน่งติดต่อกันถึง 2 สมัย จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองโลกกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงนี้เองที่ท่านพยายามเจรจากับมหาอำนาจตะวันตก เพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไทยเสียเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจนสำเร็จ และในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยมี พ.ล.หลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนท่านปรีดีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

นอกเหนือจากการทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองในตำแหน่งต่างๆ ทางการเมืองแล้ว คุณูปการ อันใหญ่หลวงอีกประการหนึ่งที่ท่านปรีดีมอบให้แก่แผ่นดินไทยคือ การเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง เพราะภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการที่จะปูพื้นฐานความคิดทางการเมือง เพื่อให้สิทธิ และโอกาสทางการศึกษาแห่งประชาชนส่วนใหญ่ นายปรีดีจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง พ.ศ.2476 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การเรื่อยมา 

กระทั่งถึงปี 2495 ตำแหน่งนี้จึงถูกยกเลิกโดยรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม และตั้งตำแหน่งอธิการบดีขึ้นแทน โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นเป็นอธิการบดีคนแรก 

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมืองในระยะแรก เปิดสอนวิชาเกี่ยวกับวิชาธรรมศาสตร์ และการเมืองที่สำคัญ คือ กฎหมาย รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการทูต แบ่งการสอนในมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 ระดับ คือ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งการศึกษาในระดับเตรียมปริญญาหรือที่เรียกว่า "เตรียม ม.ธ.ก." นอกจากนี้ยังจัดการศึกษาในระดับประกาศนีย-บัตรอีกด้วยคือ หลักสูตรการศึกษาวิชาบัญชี 

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง เมื่อแรกก่อตั้ง เป็นมหาวิทยาลัยเปิดเช่นเดียวมหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในปัจจุบัน ในปีแรกที่มีการเปิดสอนปรากฏว่ามีผู้สมัครเข้าเป็นนักศึกษาถึง 7,094 คน ทั่วประเทศ เนื่องจากมหาวิทยาลัยให้สิทธิข้าราชการเข้าเรียนได้ในฐานะเป็นตลาดวิชา อีกทั้งอัตราค่าเล่าเรียนก็ต่ำมากเช่นกัน คือ เพียง 20 บาทต่อปี เท่านั้น 

ต่อมาในช่วงปี 2483 เกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สถานการณ์ภายในประเทศสับสนมาก เพราะรัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนเดินขบวนเรียกร้องดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงจากฝรั่งเศส แต่ท่านปรีดีกลับไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แต่แนะว่าควรใช้สันติวิธีด้วยการเจรจาทางการทูตแทนการทำสงคราม นับว่าท่านเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก 

ปลายปี 2484 ญี่ปุ่นถล่มฐานทัพที่อ่าวเพิร์ลของอเมริกา และเรียกร้องสิทธิในการเดินทัพผ่านไทยไปพม่า และสิงคโปร์ รัฐบาลไทยประกาศเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น และได้ประกาศสงครามกับอเมริกา และอังกฤษ ในต้นปี 2485 นโยบายเข้าร่วมสงครามกล่าวขัดแย้งกับแนวทางของนายปรีดี 

ดังนั้นหลังจากประกาศสงครามเพียง 9 วัน ท่านถูกกระแสการเมืองบีบให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ด้วยการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งก็นับว่าเป็นผลดีสำหรับชาติบ้านเมืองเพราะในช่วงนี้เองที่ นายปรีดีได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นภายในประเทศ และได้ร่วมมือกับขบวนการเสรีไทยที่ก่อตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นในสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ โดยนายปรีดีได้ใช้รหัสว่า "รู๊ธ" (Ruth) ในการติดต่อกับขบวนการเสรีไทย 

ปรีดี พนมยงค์...ประดับไว้ในใจชน 

ความสำคัญของขบวนการเสรีไทยอยู่ที่การทำให้ไทยรอดพ้นจากความเป็นทาส เพราะไทยไม่ได้ถูกปรับให้เป็นประเทศผู้แพ้สงคราม ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณของนายปรีดี และสมาชิกขบวนการเสรีไทยนับอเนกอนันต์ หากแต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เหตุการณ์และวีรกรรมของขบวนการเสรีไทย กลับไม่ได้รับการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ และตำราเรียนเพื่อเผยแพร่ให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ และศรัทธาในคุณงามความดีของท่านปรีดี 

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488 นายปรีดีได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส รวมทั้งได้รับพระราชทานตรานพรัตน์ราชวราภรณ์ ซึ่งเป็นตราสูงสุดที่บุคคลธรรมดาได้รับเพียงไม่กี่คน ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกย่อง และตอบแทนคุณความดีของท่าน 

ต่อมาในวันที่ 24 มีนาคม 2489 นายปรีดีได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในฐานะผู้นำประเทศท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเงินเฟ้อ เมื่อมีการประกาศให้รัฐธรรมนูญ 2489 คณะรัฐบาลชุดนี้ได้หมดวาระลง เนื่องจากมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายปรีดีก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 8 มิถุนายน 2489 

หลังจัดตั้งรัฐบาลแต่ยังไม่ทันจะมีการประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เกิดกรณีสวรรคตขึ้นเสียก่อน โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดลฯ ถูกลอบปลงพระชนม์ นายปรีดีจึงได้กราบบังคมทูลลาออก และได้รับแต่งตั้งให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในวันที่ 13 มิถุนายน ปีเดียวกัน แต่ดำรงตำแหน่งอยู่เพียง 2 เดือนก็ลาออกอีกครั้งหนึ่ง 

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดการรัฐประหารโดยกลุ่มทหารบกนำโดย พ.อ.ผิน ชุณหะวัณ และ พ.ท.หลวงกาจสงคราม นายปรีดีจึงต้องลี้ภัยไปพำนักยังสิงคโปร์โดยได้รับความช่วยเหลือจากทั้งสถานทูตสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2491 แต่คณะรัฐมนตรีก็ได้ถูกคณะรัฐประหารบีบบังคับให้ลาออก เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2491 

ดังนั้น เมื่อถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2492 ท่านปรีดีจึงลักลอบเข้าประเทศท่ามกลางสถานการณ์ที่กลุ่มทหารเรือ และผู้รักประชาธิปไตยหรือเรียกว่ากลุ่ม "กบฏวังหลวง" ต้องการจะยึดอำนาจคืนจากคณะรัฐประหาร 2490 แต่ความพยายามครั้งนี้ล้มเหลว ท่านปรีดีจึงต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไปสิงคโปร์เพื่อไปสู่สหรัฐอเมริกา แต่ด้วยเหตุที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ท่านและครอบครัวจึงต้องเดินทางไปประเทศจีนแทน ต่อมาในปี 2513 จึงเดินทางต่อไปยังกรุงปารีส และพำนักอยู่ที่นั่นจนถึงวาระสุดท้าย 

เส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยการสร้างคุณประโยชน์ของนายปรีดี ใช่จะปูลาดด้วยกลีบดอกไม้ เพราะตลอดเวลามรสุมทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อท่าน และครอบครัวอย่างรุนแรง เช่นเมื่อตอนที่ท่านถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศด้วยกรณี "เค้าโครงเศรษฐกิจ" ในปี 2476 ต้องพลัดพรากจากครอบครัวเป็นครั้งแรก ในขณะที่ปาล พนมยงค์ บุตรชายยังเล็กมาก ทำให้ท่านผู้หญิงพูนศุขต้องดูแลครอบครัวเพียงลำพัง 

ในกรณีรัฐประหาร 2490 ในขณะที่นายปรีดีต้องลี้ภัยไปสิงคโปร์ ครอบครัวของท่านซึ่งมีแต่ผู้หญิง และเด็กถูกคุกคามจากคณะรัฐประหาร จนท่านผู้หญิงพูนศุข และลูกๆ ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่สัตหีบเป็นการชั่วคราว ความยุ่งยากที่ตามมาก็คือ นายปรีดีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันในกรณีสวรรคตทำให้ถูกงดเงินบำนาญ ครอบครัวของท่านต้องขาดรายได้ ต้องนำบ้านพักไปให้เช่าเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ส่วนท่านผู้หญิงพูนศุขเองก็ต้องหารายได้เพิ่มด้วยการทำขนมขาย 

ในช่วงกบฏสันติภาพ ปี 2495 ท่านผู้หญิงพูนศุข และปาล พนมยงค์ บุตรชายถูกจับในกรณีกบฏสันติภาพ ซึ่งการจับกุมครั้งนี้มีผู้ถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นนักคิดนักเขียน และปัญญาชนทั้งสิ้น ท่านผู้หญิงถูกคุมขังอยู่ 84 วัน ทั้งๆ ที่ปราศจากความผิด ก่อนถูกปล่อยตัว ในขณะที่ปาล พนมยงค์ ถูกส่งฟ้องศาล และพิพากษาจำคุกในข้อหากบฏถึง 20 ปี แต่ภายหลังได้รับนิรโทษกรรมในปี 2500 หลังจากถูกจำคุกอยู่เป็นเวลา 4 ปีเศษ 

หลังจากได้รับอิสรภาพ ท่านผู้หญิงพูนศุขก็นำครอบครัวไปสมทบกับท่านปรีดีที่ประเทศจีน และฝรั่งเศส จากนั้นก็ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนอยู่ที่ชานกรุงปารีส ตราบจนนายปรีดีสิ้นใจอย่างสงบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 

แม้ว่านายปรีดี พนมยงค์ จะคืนลมหายใจสู่ธรรมชาติไปนานนับทศวรรษแล้วก็ตาม แต่ด้วยผลงาน และเกียรติคุณของท่านที่มีต่อชาติบ้านเมือง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ให้จัดงานฉลองขึ้นในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลนายปรีดี เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำประโยชน์มหาศาลแก่ประเทศชาติ 

นอกจากนี้ การเชิดชูเกียรติของรัฐบุรุษอาวุโสในครั้งนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ปี 2543 เป็นปีสันติภาพแห่งการร่วมมือ และสมานฉันท์ของมนุษยชาติ (The Year of Non-violence) อีกด้วย 

โครงการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การก่อสร้างอนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ ที่อยุธยา ซึ่งคณะกรรมการจัดงานได้มีกำหนดที่จะปรับปรุง และดัดแปลงเรือนไทยที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ในการแสดงชีวประวัติ และผลงานของนายปรีดี พนมยงค์ ให้เสร็จภายในวันที่ 24 มิถุนายน 2543 นี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีชาตกาลของท่าน 

การก่อสร้างอนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะไม่สามารถเป็นจริงได้หากปราศจากการร่วมใจของชาวไทยทุกคน ถึงแม้ว่าท่านปรีดีจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ในฐานะคนรุ่นหลังที่อาศัยใบบุญในคุณงามความดีของท่านจึงถือเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง ที่จะสานต่อในการสืบทอดเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ให้แผ่ร่วมกว้างไกลไปในอนาคต ด้วยการมีส่วนเผยแพร่เกียรติคุณให้ดำรงคงอยู่ไว้ตราบนานเท่านาน 

ทั้งนี้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ผ่านอนุสรณ์สถานแห่งนี้ว่า ในเมืองไทยยังไม่สิ้นคนดี และนี่คือเรื่องราวของความดี..คนดีนามปรีดี พนมยงค์ 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 1 พ.ค. 43

นำมาเผยแพร่โดย  http://www.geocities.com/econ_10330/preedee.htm (เข้าชมเมื่อ 27 กรกฎาคม 2547 โดยนำมาเผยแพร่ต่อที่ http://www.nidambe11.net )

โปรดอ่านเพิ่มเติม

เค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม
100 ปี ชาตกาลนายปรีดี คนดีที่สังคมไทยไม่ต้องการ
โครงสร้างเศรษฐกิจปรีดี พนมยงค์
พระบรมราชวินิจฉัย ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ
เค้าโครงเศรษฐกิจในวันนั้น กับสังคมไทยในวันนี้