หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
สัญญาณที่ผิดจาก ธปท.

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2    วันที่ 26 กรกฎาคม 2547   ปีที่ 28 ฉบับที่ 3604 (2804)

ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากเดิมร้อยละ 1.00 เป็นร้อยละ 1.25 เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายนไปแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องคาดการณ์กันในวงการการเงินทุกแห่งไปว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยของเราจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 14 วัน ซึ่งเราถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเราหรือไม่ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคิดจากธนาคารพาณิชย์ เมื่อธนาคารพาณิชย์มากู้ยืมจากธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.25 เท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาพอดี

วันที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ออกมาพูดว่า บ้านเรายังไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานจนกว่าจะถึงสิ้นปี แต่ก็บอกกล่าวกับสื่อมวลชนว่า วันพุธที่ 21 กรกฎาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการการเงิน และจะมีเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับทิศทางของนโยบายการเงินเข้าพิจารณา

พอใกล้ๆ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ผู้ว่าการก็บอกใบ้ไว้หน่อยว่า อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในเป้าหมาย ถ้าจะมีเงินเฟ้อบ้างก็น่าจะไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

คำพูดของท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดการเงินตีความว่า เป็นการให้สัญญาณของผู้ว่าการของประเทศของเรา จะยังคงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ การไหลเข้าออกของเงินทุน ยังเป็นปกติ อัตราเงินเฟ้อก็ไม่มีอะไรมากที่จะมากดดันให้ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แต่ที่แปลก แม้ว่าทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ควรออกมาพูดล้ำหน้าผู้ว่าการ และตัวผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะออกมาให้สัญญาณว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะปัญหาต่างๆ ยังไม่มี ผู้บริหารสถาบันการเงินส่วนใหญ่ก็เชื่อไปตามนั้น เหตุผลที่ตลาดเชื่อสัญญาณที่ผู้ว่าการ และเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาพูด ก็คงจะเป็นอย่างที่ผู้จัดการใหญ่ ของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ๆ หลายแห่ง ออกมาแสดงความเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะสภาพคล่องในระบบยังมีอยู่สูง แต่หน่วยวิจัยของสถาบันการเงินหลายแห่งก็หยอดเอาไว้ว่า แต่เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้าก็ไตรมาสแรกของปีหน้า ธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

ผลปรากฏว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไม่เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานดังกล่าว

แต่ให้เหตุผลที่แปลก อ่านแล้วไม่เข้าใจว่ามีความหมายอย่างไร เพราะเหตุผลไม่ตรงกับความเห็นของตลาดที่คาดไว้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ใช้เหตุผลเรื่องสภาพคล่องในตลาดเลย เหตุผลที่ให้คือเศรษฐกิจยังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพราะการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลงทุนภาคเอกชน อีกอย่างหนึ่งคือการส่งออกซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย

จากการที่เศรษฐกิจขยายตัว น้ำมันขึ้นราคา ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ตลาดแรงงานจะตึงตัวขึ้น ดังนั้นปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันให้มีเงินเฟ้อในระยะต่อไป แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังเป็นห่วงต่อการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้สินของภาคครัวเรือนอยู่

ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ทั้งที่เป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ปัญหาไข้หวัดนกอาจจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคและผู้ลงทุน อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของเรา มีความจำเป็นน้อยลง และพร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากสัญญาณต่างๆ มีความชัดเจนขึ้น แต่ตอนนี้จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อนสักระยะหนึ่ง แต่ต่อไปไม่แน่

ที่ว่าอ่านแล้วเป็นเหตุผลที่แปลก ดูธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ค่อยมีความกล้าหาญที่จะบอกว่าตนมีความเห็นอย่างไรจึงได้ตัดสินใจอย่างนั้น พูดคลุมเครือ

อัตราดอกเบี้ยในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่รุ่งเรืองยังมีสภาพคล่องอยู่ในระบบมากมายอย่างนี้ อัตราเงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องใหญ่และสำคัญ ที่กล่าวว่าเป้าหมายหลักของนโยบายการเงินคือการรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา หรืออัตราเงินเฟ้อนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ตรงเป้าหมาย แม้อัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไปบ้างก็ยังไม่ใช่เรื่องที่มีปัญหา

นโยบายการเงินในขณะนี้ควรจะเป็นเรื่องของการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนต่างหากที่ทำให้เศรษฐกิจของเราฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกหรือการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งความมั่นใจของผู้บริโภค ไม่ใช่เรื่องนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเลย เพราะเรามีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมา ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ดอกเบี้ยสมัยนั้นต่ำกว่านี้เสียอีก แต่อุปสรรคของการฟื้นตัวครั้งนั้นคือเสภียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน

ด้วยเหตุนี้ เหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยกขึ้นมาอธิบายการคงอัตราดอกเบี้ยไว้คงเดิม จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ตรงประเด็นเลย ฟังแล้วจึงไม่รู้เรื่อง ฟังๆ แล้วเป็นเหตุผลที่ขัดกับข้อเท็จจริง เพราะเท่ากับให้สัญญาณว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว

ถ้าอธิบายว่าประเทศยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ต้นทุนของเงินบาทเท่ากับหรือสูงกว่าต้นทุนของเงินดอลลาร์ เพราะเรายังไม่ต้องการให้เงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศ และเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถรักษาอัตราแลกเปลี่ยนไว้ให้มีเสถียรภาพได้ เพราะยังมีทุนสำรองมากพอที่จะรองรับการลงทุนของภาครัฐบาล และภาคเอกชนซึ่งคาดว่าจะยังคงมีมากขึ้นได้ อย่างนี้ก็พอจะเข้าใจได้และตรงประเด็น แต่ความจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น และเสียดายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับไปอธิบายเหตุผลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง

อัตราดอกเบี้ยกับอัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เหมือนกับด้านหัวและด้านก้อยของเหรียญเดียวกัน การจัดการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทของเราผันผวนที่จะแข็งย่อมง่ายและเสี่ยงน้อยกว่า การรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนที่จะผันผวน อ่อนตัวลงมาก

ถ้าเงินบาทผันผวนจะแข็งเราก็เอาเงินบาทมาซื้อดอลลาร์เก็บไว้เป็นทุน สำรอง ทำได้ง่ายกว่าทุนสำรองก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้าค่าเงินบาทจะผันผวนไปในทางลง ถ้าจะรักษาเสถียรภาพเอาไว้ก็ต้องเอาเงินดอลลาร์ออกขาย ทุนสำรองก็จะลดลง และเป็นอันตรายต่อทุนสำรอง

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ต้องการลงทุนเพิ่มขึ้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็ลดลงไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็จะต้องกลายเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เมื่อกลายเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็มีความจำเป็นต้องนำเงินตราต่างประเทศเข้า ถ้าเงินไม่เข้ามาเงินก็จะเสื่อมค่าลง ถ้าค่าเงินมีแนวโน้มเสื่อมค่าลง หรือมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาพยุงค่าเงินบาทไว้ คนก็จะกังวลนำเงินออกไปดีกว่า เพราะดอกเบี้ยเท่ากัน หรือการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามามีต้นทุนสูงกว่า

แต่ถ้าเงินบาทมีต้นทุนสูงกว่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีผลตอบแทนสูงกว่า เอกชนก็จะนำเงินดอลลาร์เข้า เมื่อเงินดอลลาร์ไหลเข้าเงินบาทก็จะแข็ง แต่มีการจัดการไม่ให้แข็ง ข่าวในตลาดก็จะแพร่ไปว่าทางการได้รักษาเสถียรภาพค่าเงินไม่ให้แข็ง โดยการออกมาซื้อดอลลาร์ไว้ในทุนสำรอง ผู้คนก็มั่นใจที่จะเอาเงินดอลลาร์เข้ามาแตกเป็นเงินบาท เพราะมีแนวโน้มจะแข็ง การจัดการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนก็จะง่าย และปลอดภัยกว่าการรักษาค่าเงินที่มันจะตกแล้วพยุงไว้ไม่ให้ตก เพราะการทำอย่างนั้นอันตรายต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ

อีกประเด็นที่สำคัญ การไม่ยอมขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ เป็นการทำให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินของประเทศเพิ่มขึ้น เพราะถ้าเกิดสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 กลายเป็นดอกเบี้ยร้อยละ 1.50 เท่ากับสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ยเงินบาทก็คงอยู่ไม่ได้ แล้วถ้าต้องขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายของธุรกิจมากกว่าค่อยๆ ขึ้น

ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ให้สัญญาณว่าถ้าอัตราเงินเฟ้อเร่งเพิ่มขึ้นชัดเจน หรือมีสัญญาณว่าฐานะการเงินจะมีปัญหาก่อตัวขึ้นก็จะค่อยประกาศขึ้นดอกเบี้ย

การประกาศอย่างนี้เป็นการสร้างความไม่แน่นอนขึ้นในตลาด เพราะถ้าอัตราเงินเฟ้อเกิดจากการขึ้นของราคาน้ำมัน หรือเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าเกษตรที่ส่งออก ดอกเบี้ยก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ถูกต้องที่จะใช้ แต่ถ้าเงินเฟ้อเกิดจากการจับจ่ายใช้สอยมากเกินไป หรือการลงทุนมากเกินไปอย่างนี้ก็ไปอีกอย่าง เพราะเงินเฟ้อมีหลายข้อ

ที่ว่าถ้ามีสัญญาณว่าจะก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินก็คงจะหมายถึงเงินไม่ไหลเข้ากลายเป็นไหลออก หรือเป็นการให้สัญญาณที่ผิดจนมีข่าวว่าทางการต้องออกมาพยุงค่าเงินบาท ถึงตอนนั้นก็เสียหายแล้ว การแก้ไขจะเสียหายมากกว่าการดำเนินนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ต้นทุนต่อการเงินของชาติจะต่ำกว่ามาก

อาจจะมีคนแย้งว่าหลังจากอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยแล้วไม่เห็นมีใครขึ้นตามยกเว้นฮ่องกงแห่งเดียว ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าทั้งยุโรป จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศอื่น อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานเขายังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินดอลลาร์สหรัฐมากอยู่ทั้งนั้น แม้ว่าอเมริกาจะขึ้นดอกเบี้ยไป 0.25 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ไม่เหมือนเราที่บัดนี้มาอยู่ในระดับที่เท่ากัน

นโยบายการเงินที่ถูกต้องควรทำก่อนปัญหาจะมา ปัญหาจะได้ไม่มา ไม่ควรทำเพื่อแก้ปัญหาที่มาแล้ว ที่เราพังกันมาก็เพราะปัญหามาแล้วก็ยังไม่ทำ เพราะมักจะเป็นเรื่องที่ประชาชนและรัฐบาลไม่ชอบ

แถลงการณ์ออกมาจึงเป็นการสร้างความเสี่ยงให้ธุรกิจโดยไม่จำเป็น เพราะบอกว่าพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ย ถ้ามีเหตุปัจจัยทางด้านเงินเฟ้อและมีปัจจัยที่จะทำความเสียหายแกˆฐานะการเงิน จะพาประเทศไปเสี่ยงว่าอเมริกาจะขึ้นดอกเบี้ยอีกทำไมทำให้ถูกต้องตามหลักการและหลักวิชาจะไม่ดีกว่าหรือ

เขียนเหตุผลเลอะเทอะแบบนี้เสียชื่อธนาคารแห่งประเทศไทยหมด

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2