หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
การประชุมเอดส์โลก กับปัญหาสิทธิบัตร

คอลัมน์ เดินคนละฟาก   โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 22 กรกฎาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3602 (2802)

งานประชุมเอดส์โลกที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อย แต่ก็ได้ทิ้งประเด็นเรื่อง "สิทธิบัตร" ให้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และองค์กรภาคประชาชนทำสงครามกันต่อไป

ถึงแม้ว่าปฏิญญาโดฮาว่าด้วยเรื่องข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการสาธาณสุข ที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ผลักดัน และต่อสู้จนได้ชัยชนะมา จนสามารถผลิตยาที่มีสิทธิบัตรทุกชนิด ที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของชาติ โดยระบุว่า

"ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลกไม่ได้มีเจตนา และไม่ควรขัดขวางประเทศสมาชิก ในการใช้มาตรการให้บริการด้านสาธารณสุข ที่ประชุมยืนยันว่า ประเทศสมาชิกมีสิทธิ และควรจะตีความ และบังคับใช้ข้อตกลงนี้ ในการปกป้องสุขภาพอนามัยของสังคม โดยเฉพาะการให้ทุกๆ คนได้ใช้ยาในราคาถูก" (Doha Declarations 2001)

ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีนโยบายรัฐสวัสดิการ เช่น แคนาดา และออสเตรเลีย ก็ได้ใช้ประโยชน์จากปฏิญญาโดฮา และข้อยกเว้นของกติกาองค์การการค้าโลก แต่ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์และ พ.ร.บ. ทรัพย์สินทางปัญญา ของไทยซึ่งขัดกับหลักการของปฏิญญาโดฮา 2001

ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องรีบดำเนินการแก้ไข เพื่อจะได้ไม่ขายหน้าชาวโลกว่า เป็นรัฐบาลของบริษัทข้ามชาติ ที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ร้อยละ 97 ของโลก

ข้ออ้างข้อหนึ่งที่บริษัทผลิตยามักจะนำมาอ้าง คือ การลงทุนค้นคว้าวิจัย และทดลองยาแต่ละตัวสูงมาก จึงต้องขายยาในราคาแพง หรือจำต้องมีการมีกฎหมายสิทธิบัตร คุ้มครองเป็นเวลายาวนาน (สหรัฐเรียกร้องให้ขยายเวลาจาก 20 ปี เป็น 25 ปี)

แต่ข้อเท็จจริง คือ ในตลาดการค้าเสรี แต่ละบริษัทจำเป็นต้องลงทุนด้านการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาสินค้าตัวใหม่ๆ หรือพัฒนาสินค้าเดิมให้ดีขึ้นเหนือคู่แข่งเพื่อชิงความเป็นเจ้าตลาด และโก่งราคาในช่วงแรกเพื่อเอากำไรคืนจากค่าค้นคว้าวิจัย

วงการที่ใช้เงินวิจัยมากไม่แพ้อุตสาหกรรมยา มีหลายวงการ เช่น วงการอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ วงการรถยนต์ วงการเครื่องเสียง วงการเครื่องสำอาง ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนไม่มีสิทธิบัตรคุ้มครองอย่างครอบจักรวาล ทั้งด้านตัวสินค้า และกระบวนการผลิตอย่างวงการยา

ข้ออ้างของบริษัทยาจึงฟังไม่ขึ้นอย่างสิ้นเชิง ในเวทีการสัมมนาเอดส์โลกนี้ มีนักวิชาการ นักร้อง นักแสดง นักกฎหมาย นักการเมือง และองค์กรพัฒนาเอกชนจากทั่วโลก ต่างออกมาร่วมกันเรียกร้อง

นายซาเวียร์ ดาร์โกส์ รัฐมนตรีกระทรวงความร่วมมือและการพัฒนาของฝรั่งเศส เรียกร้องให้สหรัฐ เคารพจิตวิญญาณของข้อตกลงพหุภาคีเมื่อปี 2001 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้าเสรีรอบโดฮา ภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เพื่อร่วมกันทำให้ยาต้านเอดส์มีราคาถูกลง และเพิ่มช่องทางเข้าถึงสำหรับประเทศยากจน

ทั้งนี้ นับจากการเจรจาที่โดฮา วอชิงตันหันไปผลักดันแนวทางข้อตกลงการค้าทวิภาคี บีบให้ประเทศคู่เจรจาต้องหันหลังให้ข้อตกลงของดับเบิลยูทีโอ ซึ่งดาร์โกส์วิจารณ์ว่า เปรียบได้กับการขู่กรรโชก

ขณะที่มิราย กิกาซ์ เอกอัครราชทูตด้านโรคเอดส์ของฝรั่งเศส ยืนยันว่าปารีสไม่ได้โจมตีวอชิงตัน เพราะบาดหมางกันมาจากกรณีอิรัก แต่เป็นเพราะนโยบายการค้าของสหรัฐมุ่งปกป้องบริษัทเวชภัณฑ์อเมริกัน โดยอ้างว่าบริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการปกป้องสิทธิบัตรเพื่อเป็นแรงจูงใจทางการเงินในการพัฒนายาใหม่ๆ

จากรายงานขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดน เรื่องการเข้าถึงยาจำเป็น ระบุว่า สหรัฐอเมริกา พยายามผูกขาดทรัพย์สินทางปัญญาของตน ทั้งในข้อตกลงการค้าทวิภาคี และข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค โดยออกข้อกำหนดต่างๆ มาบังคับทุกประเทศให้ยอมรับ เช่น การบีบรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ออกกฎหมายให้องค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมยาในประเทศ (กรณีของไทย คือ องค์การเภสัชกรรม) เปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่ในการบังคับใช้สิทธิบัตรยา และการปราบปราม เหมือนเช่นกรมทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐพยายามเรียกร้องให้มีการยืดอายุสิทธิบัตร เนื่องจากยาหลายตัวของบริษัทยาข้ามชาติใกล้หมดอายุแล้ว คือการพยายามขอให้มีการชดเชยช่วงเวลา ที่สหรัฐเห็นว่าสูญเสียไปกับขั้นตอนการยื่นจดทะเบียน และการตรวจสอบสรรพคุณยาในรูปของการขยายอายุสิทธิบัตร

องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนเตือนว่า "ถ้าหากประเทศต่างๆ ขยายอายุสิทธิบัตรตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ จะทำให้แต่ละประเทศผลิตยาสามัญออกมาแข่งขันกับยาของบริษัทแบรนด์เนมล่าช้าออกไปอีก"

สหรัฐยังพยายามกำหนดมาตรการที่ต้องการให้มีการจดสิทธิบัตรส่วนผสมของตัวยาทุกครั้งเมื่อมีการนำไปใช้ใหม่ และเพิ่มข้อกำหนดเพื่อจำกัดความสามารถของประเทศต่างๆ ในการใช้สิทธิเพิกถอนสิทธิบัตรเป็นการชั่วคราวในช่วงเกิดวิกฤตโรคร้ายแรง

ข้อยกเว้นนี้เป็นไปตามคำปฏิญญาโดฮา ที่ช่วยให้ประเทศอื่นสามารถเข้าถึงยาราคาถูกได้ ในรายงานของแพทย์ไร้พรมแดนยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้บรรจุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกากลาง (คาฟต้า) เอฟทีเอสหรัฐ-สิงคโปร์ และเอฟทีเอสหรัฐ-ชิลี แล้ว และจะนำมาเป็นเกณฑ์ในการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศอื่นๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้สร้างอุปสรรคใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ข้อมูลการทดสอบเวชภัณฑ์ ซึ่งช่วยชะลอการจดทะเบียนยาสามัญภายใต้เงื่อนไขที่เรียกว่า การคุ้มครองข้อมูลพิเศษ (data exclusivity)

แพทย์ไร้พรมแดนระบุว่า แม้ว่ายาบางตัวอาจไม่ได้รับการคุ้มครองจากสิทธิบัตร เงื่อนไขของการคุ้มครองข้อมูลพิเศษนี้ จะช่วยสร้างอำนาจผูกขาดให้ผู้ผลิตยาได้เช่นเดียวกับ การจดสิทธิบัตร เพราะภายใต้เงื่อนไขนี้ หน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมยา ไม่สามารถใช้ข้อมูลการทดลองยาของบริษัทที่จดสิทธิบัตรยาประเภทนี้เป็นรายแรก มาใช้เป็นฐานการรับรองยาสามัญที่ผลิตเลียนแบบ

ไม่เพียงแค่นี้ เรื่องการบังคับใช้ พ.ร.บ.สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ซึ่งในต่างประเทศ ให้อำนาจศาลเป็นผู้ดูแลการละเมิดแต่เพียงผู้เดียว โดยใช้ศัพท์ว่า Judicial authority

ดังนั้นคดีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศเหล่านี้ จึงเป็นคดีแพ่งที่เจ้าของสิทธิ์ต้องเสียค่าใช้จ่าย และหาหลักฐานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเอง แต่ พ.ร.บ.ข้างต้นของไทยกลับกำหนดให้เป็นคดีอาญา

การขืนใจให้ประเทศไทยเขียนกฎหมายให้เป็นคดีอาญา จึงเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่บางคนบางกลุ่ม ใช้กฎหมายนี้ไปบังคับขู่เข็ญเรียกเงินจากผู้ค้าปลีกรายย่อยที่ยากจน (ซึ่งไม่ได้ไปปล้นจี้ใครกิน) หรือไล่จับกันเหมือนไม่ใช่คนไทยด้วยกัน

การที่กระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ใช้เงินภาษีอากรของประชาชน มาทุ่มโฆษณาอยู่ทุกวี่ทุกวัน ให้คนไทยยอมจำนนต่อการผูกขาด และค้ากำไรเกินควร (ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ) จึงถือว่าเป็นการปล้นสะดมเงินของประชาชน ที่เสียโอกาสในการนำไปใช้ในเรื่องที่จำเป็นกว่า

ครับเรื่องสิทธิบัตรนั้นโยงกันไปหมดจากเรื่องยาถึงเรื่องการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายมาเป็นเครื่องมือ และกล่าวให้ถึงที่สุดผู้ที่เดือดร้อนจากกฎหมายนี้ ก็ไม่พ้นคนยากคนจนเจ้าเก่าที่เป็นขาประจำ (รับความเดือดร้อน) นั่นแหละครับ

การแก้ไขกฎหมายนี้ให้เป็นคดีแพ่งอย่างในต่างประเทศ และการไม่จำนนต่อการเรียกร้องให้ขยายการรับรองสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์เพิ่มจึงเป็นวาระด่วนที่สุด ที่ต้องช่วยกันผลักดันให้มีการแก้ไข เพื่อช่วยไม่ให้คนจนถูกรังแกอย่างที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นประจำ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2