ปัญหา "เอดส์" บนมิติเศรษฐกิจ ต้นทุนแอบแฝงในสังคมไทย

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  มติชนรายวัน  วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9627

โรคเอดส์กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยในปี 2546 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ ประมาณ 53,000 คน ดังนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการระบาดของโรคเอดส์ จึงเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวผู้ป่วยเอง

ผลกระทบจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับโรคร้ายชนิดอื่นๆ ที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ภาวการณ์ดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ป่วยอย่างมาก ในเบื้องต้นผู้ป่วยมักจะถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานซึ่งเป็นปัญหาที่ทราบกันโดยทั่วไป นับตั้งแต่ถูกแยกตัวกักกันให้อยู่ห่างจากผู้ร่วมงานอื่นๆ ลดทอนความรับผิดชอบในงาน จนถึงให้ออกจากงาน และด้วยการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นและรวดเร็ว หากขาดการดูแลรักษาสุขภาพที่ดีพอ จึงหมายถึงความจำเป็นที่ต้องหาเงินอย่างเร่งด่วนภายในระยะเวลาสั้นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว

จากสองปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปดังกล่าว เป็นเหตุให้ความเป็นอยู่และครอบครัวของผู้ป่วยเอดส์เปลี่ยนไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยที่ฐานะความเป็นอยู่ยากจนลงแม้ในครอบครัวของผู้ป่วยที่มีฐานะมั่นคงอยู่แล้ว การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นไปทั้งในรูปของการลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในครอบครัว และหารายได้เพิ่มด้วยการขายทรัพย์สิน การกู้ยืม หรือให้บุตรหลานออกจากโรงเรียน เพื่อเป็นแรงงานทดแทนหารายได้จุนเจือครอบครัว ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคม และความสูญเสียทางเศรษฐกิจตามมา อันเนื่องมาจากบุตรหลานของผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาไปก่อนเวลาอันควร

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ ในการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์เรื่อยมานับแต่ปี 2540 แต่งบประมาณดังกล่าวได้ถูกลดทอนลง อันเนื่องมาจากผลของวิกฤตเศรษฐกิจและได้ถูกตัดทอนลงเรื่อยมาจนและล่าสุดในปี 2546 งบประมาณด้านการป้องกันโรคเอดส์คงเหลือเพียงประมาณ 8% ของงบประมาณด้านการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ทั้งหมด

ในช่วงปี 2540-2546 แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ ซึ่งอิงแนวความคิดเดียวกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 งบประมาณของการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์โดยรวมได้แบ่งงบประมาณออกเป็นสองส่วนคือ งบประมาณส่วนของการบำบัดรักษาซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ที่ในแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษา เวชภัณฑ์ต่างๆ ทั้งยาต้านไวรัสและยารักษาโรคแทรกซ้อน การทดลองทางคลินิก รวมถึงการให้บริการตรวจทดสอบและให้คำปรึกษา ส่วนงบประมาณด้านการป้องกันมีสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในเชิงป้องกันโดยอาศัยเครือข่าย สาธารณสุขที่มีอยู่แต่เดิมเป็นสื่อ เช่น การประชาสัมพันธ์และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์ การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย จัดสรรให้องค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ที่เข้าร่วมในการดำเนินการ และการดำเนินงานระดับชุมชน เป็นต้น

จากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 ส่งผลให้รัฐบาลต้องปรับลดงบประมาณของแผ่นดินลง และผลจากค่าเงินบาทที่ลดต่ำลงและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของเวชภัณฑ์ที่ต้องนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น หลายกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับลดกิจกรรมด้านโรคเอดส์ลงเพื่อความอยู่รอด จนถึงปัจจุบัน งบประมาณในส่วนของการป้องกันนี้ ได้ถูกปรับลดลงเรื่อยมาจากประมาณ 10% ในปี 2540 จนเหลือเพียงประมาณ 8% ในปี 2546 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับลดงบประมาณสนับสนุนการแจกถุงยางอนามัยฟรี อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนมาใช้นโยบายประชาสัมพันธ์รูปแบบอื่นทดแทน

โรคเอดส์เป็นโรคที่มีต้นทุนแอบแฝงเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 25-40 ปี และเป็นกำลังการผลิตของประเทศจึงก่อให้เกิดต้นทุนทางอ้อม อันเนื่องมาจากรายได้ที่สูญเสียไปจากการสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกายหรือเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร จากรายงานของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขข้างต้นพบว่า กลุ่มประชากรผู้ติดเชื้อเอดส์ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้มีอาชีพใช้แรงงานและอาชีพภาคเกษตรกรรม

จากรายงานของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programs : UNDP) พบว่าในปี 2543 การสูญเสียรายได้เนื่องจากโรคเอดส์ในระยะเวลาที่ต่างๆ นับแต่การติดเชื้อ เจ็บป่วย และเสียชีวิต ของผู้ป่วยโรคเอดส์ ได้ถูกประมาณการไว้โดยรวมทั้งปีที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท คาดว่าในปัจจุบันประมาณการการสูญเสียรายได้ดังกล่าว จะลดลง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ได้ลดลงเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าก็ยังคงไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ในปี 2547 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวนกว่า 800 ล้านบาท ในการจัดซื้อยาต้านไวรัสเอดส์ (ARV) สำหรับผู้ป่วยเอดส์ ที่มีเม็ดเลือดขาว CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อ ลบ.ม.ม. และในปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการค้นคว้าพัฒนาจนสามารถทำการผลิตยา GPO-VIR สำหรับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ HIV ได้ในประเทศ และรัฐบาลยังได้เตรียมการเจรจาขอซื้อสิทธิบัตรภาคบังคับ(Compulsory License) จากบริษัทผู้ผลิตยาในต่างประเทศอีกด้วย

แม้ว่าองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข สามารถผลิตยา GPO-VIR ได้โดยมีราคาค่าใช้จ่ายเพียงคนละ 1,200 บาทต่อเดือน ดังนั้น จึงหมายถึงค่าใช้จ่ายคนละ 14,400 ต่อปี ที่ต้องเสียไปกับการรักษาพยาบาล และคิดเป็นจำนวนประมาณไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาทต่อปี หากคิดแค่จำนวนผู้ป่วย 5 หมื่นราย ที่ได้ลงทะเบียนไว้กับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(30 บาทรักษาทุกโรค) และถ้าหากการติดเชื้ออยู่ในขั้นรุนแรง ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเวชภัณฑ์จะสูงกว่านี้

ในปัจจุบันสิทธิประโยชน์ของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคยังไม่ครอบคลุมถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ จะครอบคลุมก็แต่เพียงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล สำหรับโรคแทรกซ้อนเรื้อรังที่เป็นผลพวงมาจากภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงจากการติดเชื้อเอดส์เท่านั้น แต่ทั้งนี้รัฐบาลได้อุดหนุนงบประมาณในการให้บริการยาต้านไวรัสเอดส์ตามโครงการเข้าถึงยาต้านไวรัส โดยมีเป้าหมายที่จะให้บริการยาต้านไวรัสเอดส์แก่ผู้ป่วยจำนวน 5 หมื่นราย ภายในสิ้นปี 2547 นี้

ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคม อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ นับเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญ ซึ่งไม่เพียงแต่การรักษาผู้ป่วยที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องรวมถึงการป้องกัน และการลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ด้วย นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับความสำเร็จที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมมือร่วมใจกันจนสามารถทำให้ประชาคมโลกรับทราบถึงความสำเร็จของไทยในการแก้ปัญหาเรื่องโรคเอดส์ เพื่อเป็นการคงความสำเร็จให้ยั่งยืนต่อไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า การเพิ่มการดำเนินการในเชิงป้องกัน จะเป็นหนึ่งในปัจจัย ที่สามารถคงความสำเร็จนี้อยู่ตลอดไป จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาการรณรงค์ให้ใช้ และให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยที่กระทำกันอย่างจริงจังสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลงได้อย่างได้ผล ในส่วนของผู้ติดยาเสพติดแบบใช้เข็มฉีดยานั้น การนำแนวทางมาปรับใช้กับผู้ติดยาเสพติด เช่นเดียวกับการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัย ในกลุ่มหญิงผู้ให้บริการทางเพศและชายผู้ใช้บริการทางเพศได้ จะทำให้การควบคุมจำนวนของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดสามารถกระทำได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น สำหรับประชาชนทั่วไปการให้โอกาสในการยอมรับผู้ติดเชื้อเอดส์ ให้อยู่ร่วมกันได้กับคนปกติในสังคมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติเป็นสิ่งที่ควรกระทำให้มากกว่าที่เป็นอยู่เป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการยอมรับผู้เลิกยาเสพติดให้กลับเข้าสู่สังคมอย่างอบอุ่น ซึ่งจะสามารถเป็นเกราะป้องกันการหวนกลับไปพึ่งพายาเสพติดได้

ดังนั้น ถ้าหากสามารถลดจำนวนผู้ติดยาเสพติดลงได้แล้ว การลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงการที่ประเทศไทยจะสามารถคงความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ในการเป็นประเทศแบบอย่าง ในการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ที่ประชาคมโลกต่างต้องจับตามองตลอดไป

หน้า 20


นักวิชาการผ่าทางตัน FTA  ชี้ทางออกสิทธิบัตรยาเอดส์

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 16  วันที่ 19 กรกฎาคม 2547   ปีที่ 27 ฉบับที่ 3602 (2802)

นักวิชาการต่างชาติแนะทางออกเข้าถึงยารักษาเอดส์ราคาถูกหลังปี 2548 ระดมสมองเสนอวิธีเจรจาเรื่องสิทธิบัตรยาในข้อตกลงการค้าเสรีไทย- สหรัฐอเมริกาแบบไม่เสียเปรียบ

ศาสตราจารย์บรูค เบเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากวิทยาลัยกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ระบุว่า มีแนวโน้มว่าโลกจะประสบปัญหาในการเข้าถึงยารักษาโรคเอดส์ราคาถูกหลังปี 2548 เนื่องจากประเทศผู้ผลิตยาราคาถูกรายใหญ่ คือ อินเดีย จะไม่สามารถผลิตยาสามัญราคาย่อมเยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และส่งออกยาไปยังประเทศ ที่ไม่สามารถผลิตยาชนิดนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ศ.เบเกอร์ชี้ว่า ประเทศต่างๆ ต้องอาศัยความยืดหยุ่นของข้อตกลงทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์) ขององค์การการค้าโลก เพื่อเข้าถึงยาโรคเอดส์ โดยแนวทางแรกคือ นำเข้ายาที่มีสิทธิบัตรแต่ราคาถูกกว่าจากต่างประเทศหากกฎหมายของประเทศกำหนดให้ปฏิบัติได้ ส่วนแนวทางที่สองคือ นำเข้ายาสามัญที่จดสิทธิบัตรก่อนปี 2538 และยาสามัญที่จดสิทธิบัตรระหว่างปี 2538-2548 ที่ไม่มีปัญหาเรื่องสิทธิบัตรในประเทศนำเข้า และแนวทางที่สาม คือ เพิกถอนสิทธิบัตรชั่วคราวเพื่อนำเข้ายาสามัญที่จดสิทธิบัตรก่อนปี 2538 หรือที่ได้รับสิทธิบัตรระหว่างปี 2538-2548 บางชนิด หากกฎหมายของประเทศนั้นๆ ระบุว่าสามารถกระทำได้

พร้อมกันนี้ ศ.เบเกอร์เห็นว่าควรสร้างความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเจรจาเรื่องใบอนุญาตผลิต และจำหน่ายยา ระหว่างผู้ถือสิทธิบัตร และบริษัทผลิตยารายอื่น (voluntary license) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกต่อการแข่งขัน การเข้าถึงข้อมูลการจดทะเบียน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี

ในประเด็นย่อยเรื่อง "การเข้าถึงการรักษา การสาธารณสุข  และข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐ อเมริกา" ระหว่างการประชุมเอดส์โลก 2547 มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีข้อเสนอโดยสรุปดังนี้คือ ไทยต้องพยายามเจรจาต่อรองกับสหรัฐ ในเรื่องสิทธิบัตร รวมถึงขอสงวนสิทธิในการเพิกถอนสิทธิบัตรชั่วคราว (compulsory license) สำหรับยาบางชนิด เช่น Efavirenz และเซโคไมนอล

นอกจากนี้ ยังควรเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ ทั้งในระดับภูมิภาคเอเชีย หรือในกลุ่มประเทศที่มีปัญหาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีเช่นเดียวกัน เพื่อหาแนวทางการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ เรียนรู้กรณีศึกษาด้านสิทธิบัตรยาและการใช้ยารักษาโรคเอดส์จากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยมาเลเซียได้ขอเพิกถอนสิทธิบัตรยาชั่วคราวเพื่อนำเข้ายาซิปร้าจากอินเดีย ตลอดจนภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขด้านสิทธิบัตรยา และเสนอแนะให้ไทยแต่งตั้งตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นส่วนหนึ่งในทีมเจรจาเอฟทีเอด้วย

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 16

 

กลับหน้าแรก