เหรียญ 2 บาท หายไปไหน ?

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 19 กรกฎาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3602 (2802)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ถ้าท่านผู้อ่านจำกันได้ ผมเคยเขียนเรื่อง "เหรียญบาทหายไปไหน ?" ไปเมื่อฉบับต้นเดือนมีนาคม 2547 นี้เอง หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสลองไปศึกษาการใช้เหรียญในเชิงลึก มีข้อสรุปอะไรสนุกๆ เหมือนกันครับ ก็เลยคิดว่าจะเอามาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้

จากการสำรวจของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังพบว่า มีการขาดแคลนเหรียญจริงๆ ในทุกขนาดของเหรียญ โดยเหรียญที่มีมูลค่ายิ่งเล็กเท่าไหร่ยิ่งมีการขาดแคลนมากเท่านั้น โดยในปัจจุบันมีการซื้อเหรียญ 10 บาท 5 บาท 1 บาท กันในอัตราประมาณร้อยละ 4 บาท และเหรียญ 0.50 บาท และ 0.25 บาท ในอัตราประมาณร้อยละ 5-6 ซึ่งหากเหรียญไม่มีการขาดแคลนจริงเราคงไม่ได้เห็นการซื้อ-ขายเหรียญกันในราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงนะครับ

จริงๆ แล้วเหรียญไม่ได้หายไปไหนหรอกครับแต่เหตุที่เหรียญขาดแคลนเพราะความไม่สมดุลกันของปริมาณความต้องการ (อุปสงค์) กับปริมาณการผลิต (อุปทาน) ของเหรียญ ซึ่งโดยปกติแล้วเหรียญซึ่งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของธุรกรรมขนาดย่อยจะมีการเหวี่ยงตัวของความต้องการตามเศรษฐกิจรุนแรงกว่าธนบัตร ซึ่งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของธุรกรรมขนาดใหญ่ (ท่านผู้อ่านอาจเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของตนเองที่มีการแตกแบงก์ 1,000 บาทด้วยความถี่น้อยกว่าการใช้เหรียญบาท)

จากตัวเลขในอดีตจะเห็นว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของเงินตราแปรผันไปในทางเดียวกันกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจแต่ธนบัตร (เงินตราขนาดใหญ่) มีการเหวี่ยงตัว (ความยืดหยุ่น) ตามเศรษฐกิจที่น้อยกว่าเหรียญ (เงินตราขนาดเล็ก) โดยความต้องการเหรียญลดลงอย่างมากในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (ปี 2541) และเพิ่มขึ้นอย่างแรงในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (ปี 2543) แต่ตอนนี้เศรษฐกิจยังขยายตัวได้อย่างดี ทำไมเหรียญไม่มีการขยายตัวอีกล่ะครับ ทฤษฎีข้างต้นผิด ?

จริงๆ จะรีบด่วนสรุปอย่างนั้นคงไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่นะครับ เพราะการดูความพอเพียงของสินค้าในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น เราต้องดูทั้งฝั่งอุปสงค์(ปริมาณความต้องการ) และอุปทาน (ปริมาณการผลิต) ไปพร้อมๆ กัน หากตัดเหรียญ 0.50 บาท และเหรียญ 0.25 บาทออก (เนื่องจากผลสำรวจพบว่าปัญหาการขาดแคลนเหรียญประเภทนี้เกิดจากการที่คนได้รับเหรียญแล้วมักไม่พยายามนำเหรียญออกมาใช้ถึงร้อยละ 90) และพิจารณากรณีของเหรียญ 1 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเหรียญที่ขาดแคลนที่สุด พบว่าการที่พ่อค้า แม่ค้าซื้อเหรียญ 1 บาท มูลค่า 100 บาทในราคาสูงถึงประมาณ 104 บาท เกิดจากความไม่สมดุลกันระหว่างความต้องการเหรียญ กับปริมาณการผลิต

การที่มีพ่อค้าคนกลางฉวยโอกาสตอนเหรียญขาดแคลนในการทำกำไรเข้ากระเป๋ากันงามๆ ร้อยละ 4 ต่อวัน อย่างนี้ทุกวันคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่นะครับ ผมลองนั่งนึกๆ ดูถ้าผมมีเงินไปแลกเหรียญ 1 บาทมาขายต่อสัก 4,000 บาทต่อวัน มาขายต่อพ่อค้าแม่ค้าผมคงทำเป็นอาชีพได้เลย เพราะผมจะได้รายได้ต่อวันประมาณค่าแรงขั้นต่ำพอดี แล้วดูเหมือนว่า ถ้ามีสายป่านสักหน่อยคงขายออกไม่น่าจะยากเสียด้วยสิครับ เพราะจากผลสำรวจพบว่า ร้านค้าปลีกต้องใช้เหรียญทุกเหรียญเฉลี่ยหมุนเวียนวันละประมาณ 929 บาท ในขณะที่ตลาดสดต้องใช้เหรียญทุกเหรียญเฉลี่ยหมุนเวียนวันละประมาณ 572 บาท และร้านค้าส่งต้องใช้เหรียญทุกเหรียญเฉลี่ยน้อยสุด แต่ก็ยังมีความต้องการใช้เหรียญหมุนเวียนวันละประมาณ 428 บาท

ไม่ว่าพ่อค้าคนกลางจะร่ำรวยกันขนาดไหนก็ตาม อย่างที่บอกนะครับว่าความขาดแคลนนี้คงต้องดูทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานไปพร้อมกัน ความขาดแคลนนี้เกิดจากความต้องการมีมากกว่าปริมาณการผลิต ถ้าเราจะแก้ไขปัญหา คงต้องถ้าไม่ลดความต้องการ ก็ต้องเพิ่มปริมาณการผลิต อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน อันนี้หลังจากผมลองไปสืบเสาะเลาะลัดดูก็รู้สึกเห็นใจกรมธนารักษ์ว่าการเพิ่มปริมาณการผลิตคงเป็นไปได้ยากเนื่องจาก (1) กำลังการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรวมกันทุกเหรียญของกรมธนารักษ์มีเพียง 4 ล้านเหรียญบาทต่อวัน และ (2) ต่อให้มีการขยายกำลังการผลิตได้ แต่ศูนย์รับจ่ายแลกของกรมมีเพียง 2 ที่คือที่กระทรวงการคลัง กับที่สำนักบริหารเงินตราที่แถวบางลำพูเท่านั้น ที่ใหญ่ คือที่บางลำพู ซึ่งโดยเชิงโครงสร้างของตึกแล้วศูนย์ที่บางลำพูเป็นตึกเก่า มีความสามารถในการรับน้ำหนักจำกัด ซึ่งทุกวันนี้ก็ต้องเรียกว่ารับน้ำหนักเหรียญที่มารอรับแลกกันเต็มที่สุดๆ แล้วจริงๆ ครับ ถ้ากรมธนารักษ์ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต หรือเพิ่มการรับจ่ายแลกได้ในระยะสั้น คงต้องมาแก้ปัญหากันจากด้านอุปสงค์หรือความต้องการเหรียญแทนรึเปล่า ? ทำอย่างไรถึงจะให้คนที่มีความต้องการใช้เหรียญ 1 บาทน้อยลง ?

จากการศึกษาทั้งกรณีในประเทศและต่างประเทศ พบว่าเราควรมีหน่วยเงินตราขั้นกลาง (intermediary unit of transaction) เพื่อลดความต้องการเหรียญ 1 บาทลง กรณีในประเทศพบว่า เมื่อครั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกธนบัตรชนิด 50 บาท เพื่อลดความต้องการใช้ของธนบัตรชนิด 20 บาท (ซึ่งเป็นธนบัตรขนาดเล็กที่มีความต้องการมาก เหรียญ 20 บาทจึงมีการเปื่อยในอัตราสูง ต้นทุนในการผลิตสูง) พบว่า หากธนบัตรชนิด 50 บาทแทนการใช้ธนบัตรชนิด 20 บาทได้เพียงอย่างเดียว การออกธนบัตร 50 บาทจะช่วยลดความต้องการใช้ธนบัตร 20 บาทได้ถึงร้อยละ 37.32 ถ้าเราเอาสถิตินี้มาประยุกต์ใช้ ก็คงพอเดาๆ ได้ว่าหากรัฐบาลออกเหรียญ 2 บาทออกมาใช้ ก็คงลดความต้องการเหรียญ 1 บาทได้อย่างต่ำๆ ร้อยละ 30

เมื่อไปดูอนุกรมเหรียญของต่างประเทศแล้วพบว่า กรณีของประเทศของอังกฤษและประเทศอเมริกา มีหน่วยเงินตราขั้นกลาง กล่าวคือ กรณีประเทศอังกฤษ มีเหรียญ 2 เพนนี ขั้นกลางระหว่างเหรียญ 1 และ 5 เพนนี เพื่อลดความต้องการเหรียญ 5 เพนนี และกรณีประเทศอเมริกามีเหรียญ 25 เซนต์ ขั้นกลางระหว่างเหรียญ 10 และ 50 เซนต์ เพื่อลดความต้องการเหรียญ 10 เซนต์ แต่ในกรณีประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยที่ขาดหน่วยขั้นกลางดังกล่าวมีปัญหาความต้องการเหรียญขนาดเล็กในระดับสูงมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม เราคงสรุปไม่ได้นะครับว่าถ้ารัฐบาลออกเหรียญ 2 บาทมาคั่นกลางระหว่างเหรียญ 1 บาท กับเหรียญ 5 บาทแล้ว รัฐบาลสามารถลดกำลังการผลิตเหรียญ 1 บาทลงได้ร้อยละ 30 แต่หากการผลิตเหรียญ 2 บาท ออกมาในช่วงแรกจะไปลดอัตราการหมุนเวียน (velocity) ของเหรียญ 1 บาทก่อน ซึ่งอัตราการหมุนเวียนที่ลดลงนี้ จะสะท้อนให้เห็นโดยผ่านทางการลดลงของราคาที่พ่อค้าคนกลางนำเหรียญมาขายต่อ ถ้าหากราคาขายลดลงมาจากเฉลี่ยร้อยละ 104 บาทได้ ก็ต้องถือว่าการขาดแคลนและอัตราการหมุนเวียนลดลงเป็นที่น่าพอใจ เมื่อขจัดปัญหาพ่อค้าคนกลางได้แล้ว การผลิตเหรียญ 2 บาท เพิ่มขึ้นก็จะช่วยลดกำลังการผลิตของเหรียญ 1 บาทได้ต่อไป ซึ่งถึงตรงนี้ก็จะเท่ากับเป็นการช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานของกรมธนารักษ์ที่มีกำลังการผลิตทุกเหรียญรวมกันวันละ 4 ล้านเหรียญได้ในระดับหนึ่ง อันจะส่งผลต่อถึงการลดการขาดแคลนเหรียญชนิดอื่นๆ ลงไปด้วยนะครับ

แม้ระบบ Binary ที่มีเหรียญ 2 บาทมาช่วยคั่นกลางเพื่อลดความต้องการของเหรียญขนาดต่ำกว่า (1 บาท) นี้จะได้รับความนิยมในระบบสากลก็ตาม แต่ระบบ Binary นี้ สามารถช่วยได้เพียงเพื่อลดอุปสงค์ของเหรียญ 1 บาทเท่านั้น ในระยะยาวการพิจารณาเพิ่มอุปทาน ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และ/หรือเพิ่มประสิทธิภาพการรับจ่ายแลกเหรียญ ยังเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาควบคู่กันไปด้วยเสมอในระยะยาว

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

 

กลับหน้าแรก