มองนโยบายการค้า จากเศรษฐศาสตร์การเมือง

มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  15 กรกฎาคม  2547

Robert E Baldwin ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีงานเขียนและงานวิจัยในหัวข้อเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยนโยบายการค้าจำนวนมาก ได้จำแนกวิธีการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยนโยบายการค้าออกเป็นสองวิธี ดังนี้

กรอบการวิเคราะห์ที่หนึ่ง มีชื่อว่า "The Economic Self-Interest Approach" มีความเชื่อว่า ในการกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ผู้กำหนดนโยบายทั้งที่เป็นข้าราชการประจำและนักการเมือง และผู้มีส่วนได้เสียกับนโยบายการค้า ล้วนแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ที่ตนจะได้จากนโยบายดังกล่าวเป็นสำคัญ

กรอบที่สอง มีชื่อว่า "The Social Concern Approach" มีความเชื่อว่า ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศ จะคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ หรือทางสังคมหรือด้านการต่างประเทศ

กรอบการวิเคราะห์ที่หนึ่ง นับเป็นกรอบการวิเคราะห์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิเคราะห์นโยบายทางการค้า ทั้งของสหรัฐ และประเทศอื่นๆ และผู้เขียนเองก็เห็นว่า กรอบการวิเคราะห์นี้ก็เหมาะสมที่จะนำมาใช้วิเคราะห์การกำหนดนโยบายทางการค้าของไทยในปัจจุบัน ซึ่งรวมทั้งการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ตลอดจนการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด

นักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้กรอบที่หนึ่งในการศึกษาวิจัยการกำหนดนโยบายการค้า พบว่า อุตสาหกรรมใดมีผู้ผลิตจำนวนน้อยราย อุตสาหกรรมนั้นก็จะได้การคุ้มครองปกป้องอย่างมากโดยมาตรการต่างๆ เพื่อกีดกันสินค้านำเข้า เนื่องจากผู้ผลิตที่มีจำนวนน้อยรายนี้จะสามารถรวมตัวกันได้ดีในการรณรงค์ หรือล็อบบี้ให้มีการกำหนดนโยบายการค้าที่ให้ประโยชน์แก่อุตสาหกรรมของตน

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมใดที่มีผู้ผลิตจำนวนมาก จะมีต้นทุนสูงในการรวมตัวกัน จึงยากที่จะรวมตัวกันหรือไม่สามารถรวมตัวกันในการรณรงค์หรือล็อบบี้ให้มีการกำหนดนโยบายการค้าที่เป็นประโยชน์แก่ตน อุตสาหกรรมเหล่านี้จึงได้รับการคุ้มครองปกป้องน้อยกว่าอุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตน้อยราย

ผู้บริโภคจำนวนมากก็มักไม่ค่อยรวมตัวกัน และหากมีการรวมตัวกันก็มักมีพลังไม่เพียงพอที่จะรณรงค์ หรือล็อบบี้ให้มีการกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ข้อมูลการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของไทย สนับสนุนแนวคิดข้างต้นนี้ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ รัฐบาลไทยเริ่มใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2537 โดยเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด 30% สำหรับนำเข้าไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จากอินเดีย จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลไทยได้มีการเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในการนำเข้าสินค้ารวม 8 รายการ ได้แก่

1) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จากอินเดีย 2) กระจกโฟลตใสและสีจากอินโดนีเซีย 3) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณหน้าตัดรูปตัว H จากจีน 4) เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน แผ่นตัด และแผ่นแถบ จากรัสเซียและคาซักสถาน 5) เหล็กกล้าไร้สนิมรีดเป็นชนิดม้วนจากญี่ปุ่น/สหภาพยุโรป/ไต้หวันและเกาหลี 6) เหล็กแผ่นรีดร้อนจาก 14 ประเทศ 7) กรดซิตริกจากจีน 8) เหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากอินโดนีเซีย และยูเครน

เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมภายในประเทศของสินค้าทั้ง 8 รายการพบว่า มีอุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในไทยอยู่ 2 สินค้า ได้แก่ เหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็นชนิดม้วน และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณหน้าตัดรูปตัว H

อุตสาหกรรมซิตริก และอุตสาหกรรมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มีผู้ผลิตในประเทศเพียงสองราย อุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดเป็นชนิดม้วนมีผู้ผลิตในประเทศเพียงสามราย สำหรับสินค้าที่เหลืออีก 3 รายการ มีผู้ผลิตในไทยประมาณ 5 ราย

อุตสาหกรรมที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองด้วยมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เป็นอุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว (Monopoly) และอุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตน้อยราย (Oligopoly) ทั้งนี้อาจเนื่องจากเหตุผลบางประการดังนี้

ประการแรก โดยข้อกฎหมาย พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซื้อสินค้าของต่างประเทศ พ.ศ.2542 กำหนดว่า ในการเริ่มดำเนินกระบวนการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด คณะบุคคลหรือบุคคลที่ยื่นคำขอให้พิจารณา ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันในประเทศที่มีการผลิตรวมเกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ

อุตสาหกรรมที่เป็นผู้ผลิตน้อยรายย่อมรวมกลุ่มผู้สนับสนุนให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ง่าย แต่อุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตจำนวนมาก คงมีความยากลำบากในการรวบรวมผู้สนับสนุนให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตจำนวนมากมักไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ผลิตและปริมาณการผลิต จึงเป็นการยากที่จะระบุได้ว่า ต้องมีผู้สนับสนุนจำนวนกี่ราย จึงจะมีการผลิตรวมเกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตในประเทศ ตามที่กำหนดไว้

ประการที่สอง การยื่นคำขอให้พิจารณาการตอบโต้การทุ่มตลาด การเข้าร่วมไต่สวน ตลอดจนการล็อบบี้ผู้มีอำนาจในการพิจารณา และตัดสินคำขอ ล้วนแต่ต้องการข้อมูลด้านต้นทุน และระบบบัญชีที่มีมาตรฐาน มีบุคลากรที่มีความสามารถ และในบางกรณีอาจต้องมีความสัมพันธ์พิเศษกับผู้มีอำนาจ

อุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตน้อยรายแต่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ย่อมมีความพร้อมทั้งระบบบัญชี มีข้อมูลด้านต่างๆ มีบุคลากรที่มีความสามารถและกำลังทรัพย์ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ตามที่กำหนดไว้

การตอบโต้การทุ่มตลาดต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเช่นกัน ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 7 ของกฎหมายตอบโต้การทุ่มตลาด ฉะนั้นการวิเคราะห์ด้วยกรอบที่สอง (The Social Concern Approach) อาจนำมาใช้ได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น เมื่อประธานาธิบดียูเครนได้มาเยือนประเทศไทยในเดือน มี.ค.2547 ไทยก็ได้ลดอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่เก็บจากแผ่นเหล็กรีดร้อนจาก 14 ประเทศ รวมทั้งยูเครนให้เหลืออัตรา 0% เป็นเวลา 6 เดือน

 

กลับหน้าแรก