|
||||||||||
|
สาธารณรัฐประชาชนจีน กับสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (ตอนที่หนึ่ง)
จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2547 สหภาพยุโรปประกาศไม่ยอมรับว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนมีสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market-Economy Status : MES) เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2547 คำประกาศนี้สร้างปัญหาแก่สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวพันกับตำแหน่งแห่งหนของสาธารณรัฐประชาชนจีนในสังคมเศรษฐกิจโลก รวมตลอดจนเส้นทางการพัฒนาของสาธารณรัฐประชาชนจีนเอง สาธารณรัฐประชาชนจีนมิเพียงแต่มิได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรปเท่านั้น หากยังมิได้รับการรับรองสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดจากสหรัฐอเมริกาด้วย โดยที่มิอาจคาดหวังได้ในปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ในเมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนถูกกล่าวหาว่า มีการค้าที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการกดค่าเงินหยวนให้ต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง และการทุ่มตลาดสินค้านานาประเภท ผู้นำจีนมิได้คาดหวังการรับรองจากสหรัฐอเมริกา แต่หวังผลอย่างมากจากสหภาพยุโรป เมื่อสหภาพยุโรปประกาศไม่รับรองเช่นนี้ ยังความผิดหวังแก่ผู้นำจีนอย่างยิ่ง สถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด คืออะไร? ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเป็นระบบเศรษฐกิจที่ปล่อยให้กลไกราคา ทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากร และแก้ปัญหาพื้นฐานในสังคมเศรษฐกิจ โดยที่รัฐบาลข้องเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจแต่เพียงเล็กน้อย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐบาลมิได้ผลิตสินค้าและบริการต่างๆ แข่งขันกับเอกชน มิได้บังคับใช้มาตรการการควบคุมราคา และมิได้ให้เงินอุดหนุนแก่กิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทต่างๆ ซึ่งมีผลบิดเบือนฐานะการแข่งขันที่แท้จริง ในประการสำคัญ ต้องเปิดตลาดเพื่อให้การค้าระหว่างประเทศเป็นไปโดยเสรี สถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมีความสำคัญในสังคมเศรษฐกิจโลก เพราะสังคมเศรษฐกิจโลกจัดระเบียบบนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดจะได้รับการปฏิบัติเสมอเหมือนกัน เพราะระเบียบของสังคมเศรษฐกิจโลกต้องการให้มี Level Playing Field กล่าวคือ ประเทศต่างๆ ในสังคมเศรษฐกิจโลกต้องแข่งขันในระนาบเดียวกัน เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความเป็นธรรม ก็ต้องยึดกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศชุดเดียวกัน ซึ่งต้องเป็นกฎกติกาที่สอดรับกับปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอยู่ในฐานะที่จะแข่งขันบนระนาบเดียวกันด้วยความเป็นธรรมได้ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจที่มิใช่ระบบตลาด (Non-Market Economy) รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จนก่อให้เกิดการบิดเบือนต้นทุนการผลิตและบิดเบือนราคาตลาด สินค้าที่ส่งออกจากประเทศเหล่านี้อาจอยู่ในฐานะได้เปรียบเหนือสินค้าจากประเทศอื่น อันมิใช่ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบตามธรรมชาติ หากแต่เป็นเพราะได้รับการเกื้อหนุนจากรัฐบาลของตน สาธารณรัฐประชาชนจีนกับสถานะ Non-Market Economy สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปี 2544 ทั้งๆ ที่ยื่นสมัครตั้งแต่ปี 2529 ใช้เวลายาวนานถึง 15 ปีกว่าที่จะได้เป็นสมาชิกองค์การโลกบาลแห่งนี้ องค์การการค้าโลกมี WTO Working Party on Accession เป็นหน่วยงานพิจารณาการรับสมาชิก มติการรับสมาชิกในขั้นตอนนี้ต้องเป็นมติเอกฉันท์ WTO Working Party on Accession เป็นเวทีที่สมาชิก WTO ปัจจุบันใช้ในการกดดันให้สมาชิกใหม่เปิดตลาดรับสินค้าและบริการของตน กล่าวโดยภาษาชาวบ้าน เป็นขั้นตอนการไล่บี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนถูกบี้ในขั้นตอนนี้ยาวนาน เพราะสมาชิก WTO ทุกประเทศร่วมอยู่ใน WTO Working Party on Accession หากสมาชิกประเทศหนึ่งประเทศใดไม่ให้ความเห็นชอบในขั้นตอนนี้ ก็มิอาจเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เพราะต้องได้รับคะแนนเสียงเอกฉันท์ ด้วยเหตุดังนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงต้องปรับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ปรับโครงสร้างการผลิต และปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพียงเพื่อให้ได้ฉันทานุมัติในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องจ่าย "เงินดาวน์" (Down Payment) อย่างหนักแก่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป รวมทั้งการยอมรับสถานะ Non-Market Economy (NME) เมื่อผ่านจาก WTO Working Party on Accession แล้ว ต้องขอความเห็นชอบจาก WTO General Council หรือ WTO Ministerial Conference ในขั้นตอนสุดท้ายนี้ ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม ด้วยเหตุที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจำยอมรับสถานะ Non-Market Economy เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกนี้เอง สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องเผชิญกับปัญหาการส่งออกสินค้าและบริการ และปัญหาการกีดกันการค้า ทั้งจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปโดยเฉพาะ โดยที่สาธารณรัฐประชาชนจีนอาจต้องมีสถานะ NME ยาวนานถึง 15 ปี (สิ้นสุดปี พ.ศ. 2559) กฎกติกา GATT/WTO กับสถานะ NME ภายใต้กฎกติกา GATT/WTO ประเทศที่มีสถานะ Non-Market Economy จะอยู่ในฐานะเสียเปรียบประเทศที่มี Market-Economy Status ในยามที่มีคดีความว่าด้วยการทุ่มตลาด (Dumping) และการให้เงินอุดหนุน (Subsidy) การทุ่มตลาดเป็นการขายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต หรือต่ำกว่ามูลค่าปกติ (Normal Value) ดังเช่นการขายสินค้าออกในราคาต่ำกว่าที่ขายภายในประเทศ หากการทุ่มตลาดก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประเทศผู้นำเข้า GATT/WTO กำหนดกฎกติกาและกระบวนการให้ประเทศผู้นำเข้าสามารถปกป้องตนเองด้วยการเก็บอากรการป้องกันการทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duty : ADD) ได้ การให้เงินอุดหนุนมีผลในการทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการต่ำกว่าที่ควร สินค้าและบริการบางประเภทโดยพื้นฐานปกติมิอาจส่งออกได้ แต่เมื่อได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ อาจเกื้อกูลให้มีการส่งออกได้ การให้เงินอุดหนุนจึงมีผลในการบิดเบือนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ หากการให้เงินอุดหนุนก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประเทศผู้นำเข้า GATT/WTO กำหนดกฎกติกาและกระบวนการให้ประเทศผู้นำเข้าสามารถปกป้องตนเองด้วยการเก็บอากรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) ได้ ทั้งในกรณีการตอบโต้การทุ่มตลาด (ADD) และการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) ผู้ดำเนินการตอบโต้ต้องปฏิบัติตามกระบวนการที่กำหนดในกฎกติกา GATT/WTO รวมทั้งต้องมีกระบวนการไต่สวน และกระบวนการระงับข้อพิพาทในกรณีที่ข้อพิพาทนำสู่การพิจารณาขององค์การการค้าโลก ในกรณีการทุ่มตลาด การไต่สวนมุ่งหาข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศที่ถูกกล่าวหาปฏิบัติการทุ่มตลาด ด้วยการขายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหรือไม่ หรือขายสินค้าออกในราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายภายในประเทศหรือไม่ GATT 1947 กำหนกกฎกติกาในเรื่องนี้ใน Ad Article VI.1 ว่า หากประเทศผู้ส่งออกมีการแทรกแซงจากมาตรการต่างๆ ของรัฐ ข้อมูลราคาและต้นทุนการผลิตในประเทศดังกล่าวไม่เหมาะที่จะนำมาเปรียบเทียบ เพราะการแทรกแซงของรัฐมีผลในการบิดเบือนต้นทุนและราคา กฎกติกาดังกล่าวนี้สืบทอดต่อมาใน GATT 1994 ดังปรากฏใน Agreement on Implementation of Article VI of GATT 1994 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Anti-Dumping Agreement (มาตรา 6 ของ GATT 1947 และ GATT 1994 เป็นกฎกติกาว่าด้วยการป้องกันการทุ่มตลาด) ด้วยการใช้ประโยชน์จาก Ad Article VI. 1 แห่ง GATT 1947 ประเทศที่มีสถานะ NME จะได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากประเทศที่มีสถานะ MES ลำพังการไต่สวนว่า มีการทุ่มตลาดหรือไม่ และการทุ่มตลาดมากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องยากลำบากโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะมีปัญหาในการประเมิน Normal Value ของสินค้า เมื่อมีประเด็นว่าด้วยสถานะของระบบเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ความยุ่งยากยิ่งทบทวี ในกรณีที่ประเทศผู้ถูกกล่าวหามีสถานะ NME การไต่สวนต้นทุนการผลิตและราคาจะไม่กระทำในประเทศนั้น เพราะเชื่อว่า มาตรการการแทรกแซงของรัฐก่อผลบิดเบือนต้นทุนการผลิตและราคาที่ซื้อขายในตลาดแล้ว ในกรณีเช่นนี้ การไต่สวนต้นทุนการผลิตและราคาจะกระทำในประเทศที่สามที่เรียกว่า Surrogate Country ตรงกันข้ามกับกรณีที่ประเทศผู้ถูกกล่าวหามีสถานะ MES การไต่สวนจะกระทำในประเทศผู้ถูกกล่าวหานั้นเอง สถานะ NME กับผลกระทบที่มีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะประเทศที่มีสถานะ NME เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาด การไต่สวนข้อเท็จจริงจะกระทำใน Surrogate Country ตัวอย่างเช่น ในปี 2536 เมื่อสหภาพยุโรปกล่าวหาว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนทุ่มตลาดขายเครื่องรับโทรทัศน์ สหภาพยุโรปเลือกสิงคโปร์เป็น Surrogate Country ผลการไต่สวนพบว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน 87 บริษัทมีความผิดฐานทุ่มตลาด และต้องเผชิญมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาดจากสหภาพยุโรป โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากรัฐบาลจีนว่า อัตราค่าจ้างในสิงคโปร์สูงกว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่า 20 เท่า ในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงในตลาดสินค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกจับตามอง จากประเทศมหาอำนาจ ทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ต่างใช้มาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาด ในการกีดกันการนำเข้าสินค้า จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปัจจุบัน สินค้าจีนรวม 84 รายการถูกสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เล่นงานในฐานทุ่มตลาด (ดูรายงานข่าวของ Tschang Chi-chu, "Market Economy Status : China in the Dumps", The Straits Times, July 3, 2004) สาธารณรัฐประชาชนจีนครองอันดับหนึ่ง ในกลุ่มประเทศที่ถูกกล่าวหาว่า มีการทุ่มตลาดติดต่อกันมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว (ดูรายงานข่าว "China Deserves Market Economy Status", People's Daily Online, May 17, 2004) ลำพังการถูกเล่นงานด้วยมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาดก็สร้างปัญหาแก่สาธารณรัฐประชาชนจีนมากพออยู่แล้ว เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยสถานะ NME ซึ่งต้องมีการไต่สวนต้นทุนการผลิตและมูลค่าปกติใน Surrogate Country ทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนตกอยู่ในมุมอับ เพราะการไต่สวนมักจะปรากฏผลว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนทุ่มตลาดจริง นอกจากต้องสูญเสียรายจ่ายค่าจ้างทนายความระหว่างการไต่สวนแล้ว ยังต้องถูกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (ADD) ซึ่งในบางกรณีที่มีอัตราสูงกว่า 100% อีกด้วย ในประการสำคัญ บริษัทผู้ส่งออกจำนวนไม่น้อยเป็น SMEs เมื่อถูกเล่นงานด้วยมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาดอย่างรุนแรง มิอาจทนประกอบการต่อไปได้ ด้วยเหตุดังนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงพยายามดิ้นรนสลัดออกจากแอกของสถานะ NME สาธารณรัฐประชาชนจีนกับสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (ตอนที่สอง) โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ , จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง วันที่ 21 กรกฎาคม 2547 ผู้จัดการออนไลน์ ระบบเศรษฐกิจจีนในสายตานานาประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีนยอมรับสถานะระบบเศรษฐกิจที่มิใช่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (NME) ดังความปรากฏอย่างเด่นชัดในมาตรา 15 ของพิธีสารเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO Protocol on Accession) กระนั้นก็ตาม ภาคีองค์การการค้าโลกปฏิบัติต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนแตกต่างกัน ดังจะเห็นได้จากการปฏิบัติของรัฐบาลประเทศคู่ค้าสำคัญ อันประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อินเดีย และเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลด้านการนำเข้า อันได้แก่ Import Administration ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ถือว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็น NME ในยามที่มีข้อกล่าวหาว่าด้วยการทุ่มตลาดและการให้เงินอุดหนุนกระทรวงพาณิชย์แห่งสหรัฐอเมริกา จะไม่รับข้อมูลจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในกระบวนการไต่สวน หากแต่จะแสวงหาข้อมูลจาก Surrogate Country เพื่อกำหนดต้นทุนการผลิตและมูลค่าปกติ (Normal Value) ของสินค้าที่ถูกกล่าวหาในทางปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์แห่งสหรัฐอเมริกามีการศึกษาวิจัยเศรษฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน และใช้ Regression Analysis ในการคำนวณอัตราค่าจ้างในประเทศต่างๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับประเทศที่มิได้มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาตีความกฎกติกา GATT/WTO และปฏิบัติต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนตามการตีความดังกล่าวนี้อย่างเข้มงวด สหภาพยุโรปปฏิบัติต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างผ่อนปรน มติคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป Commission Decision No. 435/2001/ECSC เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 ยอมรับการประเมินสถานะระบบเศรษฐกิจเป็นรายภาคเศรษฐกิจหรือรายอุตสาหกรรม หากบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติการทุ่มตลาด อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันอย่างค่อนข้างสมบูรณ์ และรัฐบาลมิได้เข้าไปเกื้อหนุนไม่ว่าจะประการใด บริษัทดังกล่าวจะถือว่าอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด สหภาพยุโรปยังมิอาจยอมรับว่า ระบบเศรษฐกิจจีนโดยองค์รวมเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด แต่พร้อมที่จะยอมรับว่า ภาคเศรษฐกิจบางภาคและอุตสาหกรรมบางประเภทเข้าข่ายระบบเศรษฐกิจแบบตลาด อินเดียยึดแนวทางผสมเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป กล่าวคือ อินเดียถือว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนมีสถานะ NME การไต่สวนการทุ่มตลาด และการให้เงินอุดหนุนจะยึดถือข้อมูลจาก Surrogate Country แต่ถ้าหากบริษัทที่ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์โดยชัดแจ้งได้ว่า บริษัทดังกล่าวประกอบการในอุตสาหกรรมที่มีเงื่อนไขของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดโดยพร้อมมูล การไต่สวนจะกระทำเสมือนหนึ่งว่า บริษัทดังกล่าวประกอบการในระบบเศรษฐกิจที่มี MES กล่าวคือ ไต่สวนหาข้อเท็จจริงจากบริษัทนั้นเอง เกาหลีใต้ปฏิบัติต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนดุจเดียวกับอินเดีย เพราะสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา เกาหลีใต้โน้มเอียงที่จะยอมรับข้อมูลจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในยามที่มีการไต่สวนการทุ่มตลาดและการให้เงินอุดหนุน ทั้งๆ ที่โดยนิตินัยสาธารณรัฐประชาชนจีนยังถือเป็น NME ดังนี้ จะเห็นได้ว่า แม้ว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนมีสถานะ NME ตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก แต่การปฏิบัติที่นานาประเทศมีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนแตกต่างไปตามพื้นฐานแห่งสัมพันธภาพ ซึ่งมีตั้งแต่การปฏิบัติชนิดเอาเป็นเอาตาย ดังเช่นสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงการปฏิบัติที่ผ่อนปรนอย่างมาก ดังเช่นเกาหลีใต้ ออสเตรเลียเป็นตัวอย่างของประเทศที่มิได้ยอมรับสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่มีการปฏิบัติที่ผ่อนปรนยิ่ง ภายใต้กฎหมายการตอบโต้การทุ่มตลาด สาธารณรัฐประชาชนจีนถูกจัดไว้ในกลุ่ม "ระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน" (Economy in Transition : EIT) EIT เป็นระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากระบบที่มีการวางแผนจากส่วนกลางไปสู่ระบบตลาด แต่ยังมิใช่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างเต็มรูปภายใต้กฎหมายดังกล่าวนี้ หลักการ Surrogacy (การไต่สวนต้นทุนและราคาในประเทศที่สาม) ยังมีการบังคับใช้ แม้ในกรณีที่มีสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแล้ว ก็ยังอาจบังคับใช้หลักการ Surrogacy ด้วย หากไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ในประเทศที่ถูกกล่าวหา หรือประเทศหรือบริษัทที่ถูกกล่าวหาไม่ให้ความร่วมมือในการไต่สวนข้อเท็จจริง ออสเตรเลียอยู่ในฐานะที่จะบังคับใช้หลักการ Surrogacy กับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเต็มที่ ในเมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนมีสถานะ EIT แต่ออสเตรเลียก็ปฏิบัติต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างผ่อนปรน การไต่สวนข้อหาการทุ่มตลาด ยึดถือข้อมูลในสาธารณรัฐประชาชนจีน หากปรากฏว่ารัฐบาลมิได้ควบคุมราคาหรือแทรกแซงอุตสาหกรรมนั้น หรือภาคเศรษฐกิจนั้น ต่อเมื่อไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ จึงหันไปใช้หลักการ Surrogacy ในเดือนตุลาคม 2546 ออสเตรเลียและสาธารณรัฐประชาชนจีนลงนามในข้อตกลง Australia-China Trade and Economic Framework (TEF) ภายใต้ความตกลงนี้ ทั้งสองประเทศจะเริ่มเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ก็ต่อเมื่อออสเตรเลียยอมรับสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดตามนิยามของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกายึดคำนิยาม "ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด" ตามบทบัญญัติของ US Tariff Act of 1930 กฎหมายฉบับนี้รู้จักกันในชื่อ Smoot-Hawley Tariff Act ตามชื่อสมาชิกรัฐสภาที่นำเสนอกฎหมายนี้ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่การขึ้นอากรขาเข้าเพื่อกีดกันการนำเข้า ซึ่งนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจำนวนมากเชื่อว่า มีส่วนสำคัญในการโหมการทำสงครามการค้าระหว่างประเทศ อันนำมาซึ่งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ในทศวรรษ 2470 ตาม Smoot-Hawley Tariff Act of 1930 ประเทศที่มีสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดจักต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 6 ประการ กล่าวคือ ประการแรก การปริวรรตเงินตราต่างประเทศจักต้องมีขอบเขตกว้างขวางพอสมควร ซึ่งบางคนตีความว่า อัตราแลกเปลี่ยนต้องเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ประการที่สอง อัตราค่าจ้างจักต้องขึ้นอยู่การต่อรองระหว่างฝ่ายบริหารธุรกิจกับผู้ใช้แรงงาน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อัตราค่าจ้างต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ประการที่สาม การประกอบธุรกิจร่วมทุน (Joint Venture) และการลงทุนจากต่างประเทศจักต้องเป็นไปได้ ประการที่สี่ รัฐบาลจักต้องไม่ผูกขาดความเป็นเจ้าของและควบคุมปัจจัยการผลิตทั้งมวล ประการที่ห้า รัฐบาลจักต้องไม่ควบคุมการจัดสรรทรัพยากร และจักต้องไม่แทรกแซงการตัดสินใจในการกำหนดราคาและปริมาณการผลิตของธุรกิจ ประการที่หก เกณฑ์อื่นๆ ที่ Import Administration ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์แห่งสหรัฐอเมริกา เห็นว่าเหมาะสม เกณฑ์ข้อนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปล่อยผ่านหรือไม่ปล่อยผ่านสถานะ MES ในการประเมินสถานะของระบบเศรษฐกิจรัสเซียในปี 2545 กระทรวงพาณิชย์แห่งสหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงขึ้นมาเป็นเกณฑ์ โดยอ้างว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีผลกระทบต่อการทำงานของกลไกตลาด ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดตามนิยามของสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปมีนิยามว่าด้วยระบบเศรษฐกิจแบบตลาด นิยามนี้ปรากฏใน EU Anti-Dumping Regulation มาตรา 2 (7) (C) ซึ่งกำหนดเกณฑ์สำคัญอย่างน้อย 5 เกณฑ์ กล่าวคือ เกณฑ์ที่หนึ่ง การตัดสินใจอันเกี่ยวพันกับราคา ต้นทุน และปัจจัยการผลิต จักต้องสนองตอบต่อกลไกราคาและอุปสงค์ในตลาด โดยที่ไม่มีการแทรกแซงของรัฐอย่างสำคัญ เกณฑ์ที่สอง หน่วยธุรกิจจักต้องมีการจัดทำบัญชีพื้นฐาน และมีการตรวจสอบบัญชีอย่างเป็นอิสระ เกณฑ์ที่สาม ต้นทุนการผลิตและสถานะทางการเงินของหน่วยธุรกิจ จักต้องไม่ถูกบิดเบือนอย่างสำคัญ ดังเช่นที่ปรากฏในระบบเศรษฐกิจที่มิใช่ระบบตลาด เกณฑ์ที่สี่ หน่วยธุรกิจต้องอยู่ภายใต้กฎหมายล้มละลาย และกฎหมายทรัพย์สิน เกณฑ์ที่ห้า การปริวรรตเงินตราต่างประเทศต้องยึดถืออัตราตลาด การเมืองว่าด้วยสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด สาธารณรัฐประชาชนจีนโดนเล่นงานด้วยข้อหาการทุ่มตลาดครั้งแรกจากประชาคมยุโรปในปี 2522 เริ่มต้นด้วยการทุ่มตลาดขัณฑสกร จวบจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2547 สาธารณรัฐประชาชนจีนถูกเล่นงานด้วยข้อหาการทุ่มตลาดถึง 610 กระทง คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 10,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน ด้วยเหตุที่สาธารณรัฐประชาชนจีนติดขัดด้วยสถานะระบบเศรษฐกิจที่มิใช่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ซึ่งผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก การแก้ข้อกล่าวหาการทุ่มตลาดจึงยากลำบาก และอยู่ในฐานะเสียเปรียบประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาด เพราะการไต่สวนต้นทุนการผลิตและมูลค่าสามัญ (Normal Value) ของสินค้าที่ถูกกล่าวหา มิได้กระทำในสาธารณรัฐประชาชนจีน หากแต่กระทำในประเทศที่สาม การถูกลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าในข้อหาการทุ่มตลาด ทำให้ผู้นำจีนเดินเครื่องร้องขอสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดจากนานาประเทศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปรากฏว่ามีเพียง 5 ประเทศเท่านั้น ที่ให้การรับรองเช่นนั้น (จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2547) อันได้แก่ (1) นิวซีแลนด์ (14 เมษายน 2547) (2) สิงคโปร์ (14 พฤษภาคม 2547) (3) มาเลเซีย (29 พฤษภาคม 2547) (4) เกอร์กิสถาน (Kyrgyzstan) (16 มิถุนายน 2547) (5) ไทย (21 มิถุนายน 2547) สาธารณรัฐประชาชนจีนหวังที่จะได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมากกว่าประเทศหรือกลุ่มประเทศอื่นใด เพราะทั้งสองเป็นยักษ์ใหญ่ในสังคมเศรษฐกิจโลก ความหวังที่จะได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกาดูริบหรี่ยิ่ง ผู้นำอเมริกันคนแล้วคนเล่ากล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนยังต้องปฏิรูปเศรษฐกิจอีกยาวไกล กว่าจะได้สถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด เพราะระบบเศรษฐกิจจีนยังมิได้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน US Tariff Act of 1930 ในการพิจารณาสถานะระบบเศรษฐกิจจีนในเดือนมิถุนายน 2547 สหรัฐอเมริกายังยืนกรานท่าทีเดิม การที่อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวน และอัตราค่าจ้างแรงงานมิได้เป็นไปตามกลไกตลาด เป็นข้ออ้างของสหรัฐอเมริกา ในการไม่รับรองสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อผิดหวังจากสหรัฐอเมริกา หันไปทุ่มเทความหวังจากสหภาพยุโรป กระนั้นก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่า สัมพันธภาพอันดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนมีกับสหภาพยุโรป เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา มิได้ช่วยให้สาธารณรัฐประชาชนจีนสมหวัง สาธารณรัฐประชาชนจีนยื่นคำร้องขอให้สหภาพยุโรปพิจารณารับสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในเดือนมิถุนายน 2546 โดยยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาในเดือนกันยายน ศกเดียวกัน สหภาพยุโรปสรุปผลการประเมินเบื้องต้นในปลายเดือนมิถุนายน 2547 ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนยังไม่เข้าข่ายระบบเศรษฐกิจแบบตลาด แม้จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจหลายด้านในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเกณฑ์เพียงข้อเดียวในจำนวนเกณฑ์ 5 ข้อ รัฐบาลจีนยังคงแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเกินไป การบริหารจัดการวิสาหกิจยังขาดบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินและกฎหมายล้มละลายยังขาดความโปร่งใส และภาคเศรษฐกิจการเงินยังมิได้กำกับโดยกลไกตลาด สาธารณรัฐประชาชนจีนจะยังต้องเรียกร้องสถานะระบบเศรษฐกิจแบบตลาดต่อไป
|