|
คุณค่าของปริญญาบัตรอยู่ที่ไหน
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9622 ถึงแม้ว่าการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย จะบ่งชี้ว่า จุดอ่อนที่สำคัญของประเทศไทย อยู่ที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนเปราะของระบบการศึกษาไทย แต่ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทย ก็แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ ในการเพิ่มจำนวนผู้อ่านออกเขียนได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับต้นๆ ของประเทศที่มีอัตราการอ่านออกเขียนได้ในระดับสูง หากทว่าความสำเร็จดังกล่าว ยังเป็นความสำเร็จขั้นพื้นฐานเท่านั้น แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศยังคงมีความรู้ขั้นปฐมและมัธยมต้นเท่านั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่มีค่านิยม ในการให้ความสำคัญกับบุคคลที่มีการศึกษาสูง เพราะเชื่อว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ตลอดจนเป็นผู้ที่ได้รับการอบรม ขัดเกลานิสัย ตลอดจนมีการบ่มเพาะจริยธรรมมาเป็นอย่างดี โดยความเชื่อดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่กำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิสมัครผู้แทนทั้งในระดับสมาชิกสภาผู้แทน และวุฒิสมาชิกต้องจบปริญญาตรี จนทำให้นักการเมืองทั้งหลายจะต้องไขว่คว้าหาปริญญามาประดับตนเอง การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างเฟื่องฟูก่อนจะเกิดวิกฤตในปี 2540 ทำให้มีการขยายตัวของความต้องการการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปริญญาโทเพิ่มมากขึ้น และแม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้ทำให้การขยายตัวของการศึกษาในระดับดังกล่าวได้รับผลกระทบแต่อย่างใด การขยายตัวของการจัดการศึกษา ในระดับปริญญาโท ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต่อเนื่องไปจนถึงระดับปริญญาเอก ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนหลักสูตรทั้งปริญญาโท และเอก และจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นมากอย่างมากมาย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดการตั้งคำถามว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังทำการค้ากับการศึกษาหรือไม่ นักศึกษาที่ผลิตออกมามีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศได้รับแรงกดดันจากคำถามนี้อย่างมาก จากบุคคลทั้งภายนอก และภายในมหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยถูกตั้งคำถามมากขึ้น เมื่อมีปัญหาว่ามีการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ให้กับนักศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก เรื่องการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศไทย ก็ยังเคยเกิดเรื่องอื้อฉาวว่าไม่ได้เขียนวิทยานิพนธ์ด้วยตนเอง แต่มีคณาจารย์บางกลุ่มช่วยเขียนให้ ในหลักสูตรฝึกอบรมขั้นสูงสำหรับข้าราชการและผู้บริหารระดับสูง ก็มีเรื่องพูดกันติดปากว่ารายงานการศึกษาส่วนบุคคล ที่จะต้องทำประกอบการศึกษาก็สำเร็จเป็นอันดีด้วยฝีมือลูกน้องในบังคับบัญชา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ พบว่า แม้ว่าจะมีความต้องการเข้ามาศึกษาต่อค่อนข้างมาก แต่ความมานะหรือความตั้งใจในการแสวงหาความรู้ของนักศึกษาที่เข้ามามีความจำกัดเป็นอย่างยิ่ง ผู้จัดการศึกษาเหล่านี้โดยเฉพาะจากสถาบันที่มีชื่อเสียงจึงพยายามสร้างกลไกและมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้มีความรู้ติดมือไปด้วย นอกจากปริญญาบัตร ตั้งแต่การเซ็นชื่อเข้าเรียน แต่ก็พบว่านักศึกษาบางคนเซ็นชื่อเข้าเรียนแล้วก็ไปทำอย่างอื่นไม่ได้เข้าเรียนจริง หรือมีการเซ็นชื่อแทนกัน จึงต้องมีการให้เซ็นชื่อในช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลายของการเข้าเรียนในแต่ละครั้ง นับเป็นเรื่องน่าปวดหัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะนักศึกษาเหล่านี้ดูเหมือนจะเข้ามาเรียนเพียงเพราะปริญญาบัตรมากกว่าต้องการความรู้ ทั้งนี้ นักศึกษาบางคนอาจจะแย้งว่า เรื่องที่สอนรู้อยู่แล้ว คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วมาเรียนทำไม มาแย่งที่เรียนคนอื่นที่ต้องการเรียนทำไม ถ้าไม่สนใจหรือต้องการแสวงหาความรู้อย่างจริงจัง บางคนอาจจะตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าเพื่อไปเป็นเกียรติประวัติส่วนตัว เพื่อมาสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเพื่อนำไปใช้เป็นใบเบิกทางในการแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตการงาน การศึกษาในภาคมหาบัณฑิตเป็นการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นสำคัญ อาจารย์ผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำ แต่นักศึกษาจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่านหนังสือด้วยตนเอง กล่าวคือ ขณะที่ต้องเข้าเรียนอาทิตย์ละ 3 ชั่วโมงในแต่ละวิชา นักศึกษาจะต้องใช้เวลาอีกประมาณไม่ต่ำกว่า 9 ชั่วโมงในแต่ละวิชาต่ออาทิตย์ เพื่ออ่านหนังสือและค้นคว้าเพิ่มเติมในวิชานั้น เมื่อมาถึงส่วนสุดท้ายก่อนจะจบการศึกษา หลักสูตรมักกำหนดให้นักศึกษาจะต้องทำวิทยานิพนธ์ หรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องมีการทำเอกสารวิจัยส่วนบุคคล จุดมุ่งหมายสำคัญของการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก็เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ที่จะใช้ความรู้ที่เรียนมาไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากฐานความรู้เดิม ด้วยทฤษฎี หลักคิด เครื่องมือ และวิธีการต่างๆ ที่ได้เรียนมา สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำ กระบวนการดังกล่าวก็เพื่อที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถที่จะแสวงหาความรู้ต่อไปได้ด้วยตนเองในอนาคต การศึกษาไม่ได้หวังเพียงแค่ให้นักศึกษานำความรู้จากชั้นเรียนไปใช้เท่านั้น แต่ยังคาดหวังว่านักศึกษาจะได้ใช้กระบวนการที่เรียนรู้มาไปสร้างความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติม และสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปช่วยในการพัฒนาประเทศและสังคมต่อไป การจ้างเขียนวิทยานิพนธ์แทน จึงเป็นภาพสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษา เป็นภาพสะท้อนถึงค่าของปริญญาที่ปราศจากคุณค่าทางสังคมใดๆ การเรียนรู้ที่มีขอบเขตอันจำกัดในห้องเรียน แนวทางการปฏิรูปการศึกษาจึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อการสร้างความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งการเรียนรู้ดังกล่าว ไม่มีปริญญาบัตรเป็นเครื่องตอบแทน แต่มีความสุข ความงาม ความเจริญที่งอกงามอยู่ในจิตใจของผู้เรียนรู้ เป็นเครื่องตอบแทน และยิ่งถ้าได้ใช้ความรู้นั้นในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ ความรู้นั้นก็จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล ผู้เขียนขอแสดงความคารวะต่อคุณเจริญ วัดอักษร ต่อการเป็นผู้แสวงหา ผู้เรียนรู้ และทั้งยังได้ใช้ความรู้นั้นเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |