เศรษฐศาสตร์เพี้ยน

คอลัมน์ ระดมสมอง  อนุวัฒน์ ชลไพศาล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   สถาบันพัฒนาการศึกษาเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  anuwat@dpu.ac.th   วันที่ 15 กรกฎาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3601 (2801)

“But maybe a few more economists should dare to be wacky”.

Lowell Taylor (A Roving Eye, 2000)

เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนของผมคนหนึ่งแนะนำ web site วิชาการเศรษฐศาสตร์ web หนึ่ง ชื่อ WACKONOMICS ให้ผมรู้จัก ผมท่องเที่ยวใน web นี้สักพักเห็นว่า มีเนื้อหาที่ สนุก ตื่นเต้น จึงอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านฟังในวันนี้ครับ

นาย Lowell Taylor นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Wackonomics ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Economist (ฉบับวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2000)

Wackonomics เป็นการรวมกัน ระหว่าง คำคุณศัพท์ Wacky (เพี้ยน, ประหลาด) กับ คำนาม Economics (วิชาเศรษฐศาสตร์) แปลเป็นไทยอย่างไม่ถูกต้องนักว่า เศรษฐศาสตร์เพี้ยน หรือ เศรษฐศาสตร์ประหลาด ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว คำว่า Wackonomics มีนัยยะถึงปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นของงานวิจัยรุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาเศรษฐศาสตร์ (Economic methodology) เข้าไปตั้งคำถาม และ เสนอคำอธิบายในพรมแดนวิชาการที่วิชาเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมไม่เคยศึกษา

หากพิจารณาในบริบททางประวัติศาสตร์ การเพิ่มขึ้นของงานวิจัยแปลก ๆ ใน web site Wackonomics ไม่ใช่เรื่องใหม่ บทความของ นาย Edward Lazear ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1999 ก็พูดเรื่องเดียวกันนี้

ในบทความปี 1999 Lazear ชี้ให้เห็นว่า พัฒนาการของวิชาเศรษฐศาสตร์ในช่วงหลังทศวรรษ 1950 มีแนวโน้มที่แสดงว่า วิชาเศรษฐศาสตร์กำลังประพฤติตนดั่งผู้ล่าอาณานิคมต่อศาสตร์อื่น (Economic Imperialism) เช่น กฎหมาย รัฐศาสตร์ หรือแม้แต่ สาธารณสุขศาสตร์

Lazear (1999) ให้เหตุผลว่า ความสามารถในการประพฤติตนดั่งผู้ล่าอาณานิคมต่อศาสตร์อื่นของวิชาเศรษฐศาสตร์ (เข้าไปเสนอคำอธิบายในเรื่องที่วิชาเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมไม่เคยศึกษา) อธิบายได้จากระเบียบวิธีการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์ของวิชาเศรษฐศาสตร์ พูดอีกนัยหนึ่ง เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาในสาขาสังคมศาสตร์ที่มีระเบียบวิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ (Economics as a social science with scientific methodology)

ระเบียบวิธีการศึกษาของวิชาเศรษฐศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์ในเชิงที่ว่า นักเศรษฐศาสตร์ใช้ข้อสมมติเป็นจุดตั้งต้นในการสร้างแบบจำลองง่าย ๆ (ตัดปัจจัยที่ไม่ต้องการศึกษาทิ้ง หรือ กำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ อยู่คงที่ โดยไม่สนใจความสมจริงของข้อสมมติ) เพื่ออธิบายปฎิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของตัวละครในระบบเศรษฐกิจ (เช่น ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง คนซื้อ-คนขาย, นายจ้าง-ลูกจ้าง, นักการเมือง-ผู้ลงคะแนนเสียง) อธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจ (การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, วิกฤติการณ์การเงิน) และ คำพยากรณ์ของแบบจำลองสามารถทดสอบได้โดยวิธีการทางสถิติ โดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์รองรับ

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เองก็มีวิวัฒนาการ กล่าวคือ แบบจำลองง่าย ๆ ถูกเพิ่มความซับซ้อน มีการตัดข้อสมมติที่ไม่สมจริงบางอย่างออก หรือแม้แต่ ยินยอมให้ปัจจัยอื่นที่เคยกำหนดให้อยู่คงที่ เปลี่ยนแปลงไปได้ ขณะเดียวกัน เมื่อแบบจำลองเดิมไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ก็จะถูกแทนที่ด้วยแบบจำลองที่มีความสามารถในการอธิบายได้ดีกว่า

ตัวอย่างเช่น แบบจำลองอธิบายพฤติกรรมการออมรุ่นแรก ที่เชื่อว่า รายได้และอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยหลักในการอธิบายพฤติกรรมการออม ขณะที่แบบจำลองรุ่นหลัง กลับเชื่อว่า มีปัจจัยทางจิตวิทยาตัวอื่นนอกเหนือจากรายได้และอัตราดอกเบี้ย ที่มากำหนดให้คนเลือกออม หรือ ไม่ออม

ด้านพัฒนาการของแบบจำลองที่อธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน แบบจำลองรุ่นแรก ๆ อธิบายว่า วิกฤติการณ์การเงินมีสาเหตุจาก การโจมตีค่าเงินอันเนื่องมาจากความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Speculative attack with fundamental weakness) ขณะที่แบบจำลองรุ่นต่อมา มีการเพิ่มปัจจัยตัวอื่น ๆ พร้อมชี้ให้เห็นว่า วิกฤติการณ์การเงินสามารถเกิดจากการคาดการณ์ของกลุ่มคนในระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะไม่มีปัญหา (Self-fulfilling without fundamental weakness)

นอกเหนือจากระเบียบวิธีการศึกษาที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ Lazear (1999) ยังชี้ให้เห็นว่า มีปัจจัยโดดเด่นอีกอย่างน้อย 3 ประการ ที่ทำให้เศรษฐศาสตร์แตกต่างจากวิชาในสายสังคมศาสตร์สาขาอื่น

ประการแรก นักเศรษฐศาสตร์สร้างแบบจำลองอธิบายพฤติกรรมโดยมีจุดตั้งต้นจากความสมเหตุสมผล (Individual Rationality) ของตัวละครในระบบเศรษฐกิจ อาทิ Gary Becker เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรม โดยมีจุดตั้งต้นจากคำอธิบายพฤติกรรมของอาชญากรในฐานะพฤติกรรมที่สมเหตุสมผล จุดตั้งต้นของ Becker ขัดแย้งกับอาชญวิทยาดั้งเดิมที่มองว่า อาชญากรเป็นผู้ป่วยทางจิต (Mental illness)

ประการที่สอง แบบจำลองในวิชาเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับ ภาวะดุลยภาพ (Equilibrium) ซึ่งสามารถแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในระบบเศรษฐกิจ

ประการสุดท้าย เป้าหมายหลักของข้อเสนอเชิงนโยบายในวิชาเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับ ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ในขณะที่ ความมีประสิทธิภาพ อาจถือเป็นเป้าหมายรอง ในวิชาสังคมศาสตร์สาขาอื่น

โดยส่วนตัว ผมอ่านคำอธิบายเรื่อง อาณานิคมวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ Lazear (1999) อย่างตะขิดตะขวงใจ ผมรู้สึกแย้งในใจ (โดยปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์มายืนยันความรู้สึก) ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ อาณานิคมวิชาเศรษฐศาสตร์หลังทศวรรษ 1950 มีจริงหรือไม่ ? ถ้าหากมีจริง เหตุใดรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีหลัง ๆ กลับเริ่มมอบให้แก่นักวิชาการสาขาอื่นที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์โดยการศึกษา อาทิ Ronald Coase (นักนิติศาสตร์) รางวัลโนเบลปี 1991 John Nash (นักคณิตศาสตร์) รางวัลโนเบลปี 1994 Robert Merton (นักคณิตศาสตร์) รางวัลโนเบลปี 1997 Daniel Kahneman (นักจิตวิทยา) รางวัลโนเบลปี 2002

หากจะตั้งคำถามที่น่าสนใจกว่า อาทิ

ความเป็นวิทยาศาสตร์ (ในฐานะที่เป็นการศึกษาโดยปราศจาก อคติ ความเชื่อ ค่านิยม) ของระเบียบวิธีการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์มีจริงหรือไม่ ?

หากแม้ว่ามีอยู่จริง ทิศทางการมุ่งเน้นพัฒนาระเบียบวิธีการศึกษาให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นทิศทางที่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ต้องเสียต้นทุน (ในฐานะที่ไม่สามารถสื่อสารกับสาธารณชนภายนอก หรือ แม้แต่ภายในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันเอง) ที่สูงเกินไปหรือไม่ ? และท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางการพัฒนาระเบียบวิธีการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในอนาคตควรเป็นไปในทิศทางใด ?

คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามใหญ่ที่ผมไม่มีคำตอบ

แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นของงานศึกษาวิจัย ที่ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาเศรษฐศาสตร์เพื่อเข้าไปตั้งคำถามแปลก ๆ ที่วิชาเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมไม่เคยตั้งคำถามได้เริ่มขึ้นแล้ว

Tom Coupe นักเศรษฐศาสตร์ผู้จัดทำ web site Wackonomics จำแนกงานวิจัยรุ่นใหม่ที่ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในเรื่องแปลก ๆ ไว้ 5 เรื่อง ดังนี้

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ (Economics of Economics) เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยฟุตบอล (Economics of Football) เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยศาสนา (Economics of Religion) เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความตาย (Economics of Euthanasia) และ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยอาชญากรรม (Economics of Crime)

ตัวอย่างประเด็นและคำถามแปลก ๆ ที่ผู้สนใจสามารถติดตามจาก web site อาทิ การศึกษาพฤติกรรมระเบิดพลีชีพในฐานะทางเลือกที่สมเหตุสมผล (Suicide bombing as a rational choice) การตีมูลค่าของชีวิตและสุขภาพ (Value of life and health) พฤติกรรมการจัดสรรเงินในกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด (An economic analysis of a drug-selling gangs finances) หรือแม้แต่ พฤติกรรมทางเศรษฐกิจของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ (What do we know about ourselves ? On the economics of economics)

ผมอยู่ในยุคสมัยที่มีคนถามคำถามแปลก ๆ ให้นักเศรษฐศาสตร์ตอบ เช่น ถ้าหากนักเศรษฐศาสตร์สามารถอยู่ที่ มัสยิดกรือเซะ ในตอนเช้าก่อนมีการยิงกัน นักเศรษฐศาสตร์จะตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไร ?

ยิ่งไปกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์เองก็ชอบตั้งคำถามแปลก ๆ เช่นว่า ระบอบทักษิณ (TAKSINOMICS) มีอยู่จริง (exist) หรือไม่ ? ถ้าหากมีอยู่จริง TAKSINOMICS มีเพียงหนึ่งเดียว (unique) หรือไม่ ? (ผมไม่ได้เขียนเล่นโก้ ๆ นะครับ มีนักเศรษฐศาสตร์ตั้งคำถามอย่างนี้จริง ๆ)

แต่ตลอดช่วงสัปดาห์ที่แล้วผมพบว่า เศรษฐศาสตร์เพี้ยน (WACKONOMICS) มีอยู่จริง และ งานศึกษาที่สามารถจัดเป็น WACKONOMICS ก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

ลองเข้าไปอ่านสนุก ๆ นะครับ

 ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

หมายเหตุ:

ผู้เขียนขอขอบคุณ เกียรติ์อนันต์ ล้วนแก้ว ผู้แนะนำให้รู้จัก web site Wackonomics ผู้สนใจงานศึกษาที่กล่าวในบทความ โปรดดู Edward P. Lazear. “Economic Imperialism” National Bureau of Economic Research Working Paper 7300, August, 1999. ผู้สนใจ web site Wackonomics โปรดดู http://student.vub.ac.be/~tcoupe/wacko.html

 

กลับหน้าแรก