ทัพธุรกิจสิงคโปร์คว้าโอกาสในไทย

ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ / สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  8 กรกฎาคม 2547

ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับแผนที่ไทยจะดึงนักธุรกิจสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในประเทศ ตามโครงการความร่วมมือ ระหว่างสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และธนาคารดีบีเอส (Development Bank of Singapore) ของสิงคโปร์ ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง "Business Opportunities in Thailand" เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนสิงคโปร์ เกี่ยวกับโอกาสทอง ทางด้านธุรกิจในไทย

หลังจากนั้น นักธุรกิจสิงคโปร์ได้รุกหนัก โดยถือคติที่ว่า "ให้ตีเหล็กขณะไฟยังร้อน" โดยธนาคาร DBS ได้ร่วมกับ International Enterprise Singapore (IE) ซึ่งเป็นหน่วยงานคล้ายๆ กับกรมส่งเสริมการส่งออกของไทย จัดโครงการใหม่เพื่อเป็นการติดตามผลการสัมมนาที่ได้มีขึ้นเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว โดยนำนักธุรกิจสิงคโปร์จากหลายสาขาเดินทางมายังไทย ระหว่าง 28 มิถุนายนถึง 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาลู่ทางการลงทุนใหม่ๆ พบปะกับผู้ประกอบการของไทย ถือว่าเป็นการลงภาคสนามอย่างแท้จริง

แต่การเดินทางมาไทยครั้งนี้ของนักธุรกิจสิงคโปร์ มีความแตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา นอกจากนักลงทุนสิงคโปร์จะให้ความสนใจในเรื่องการค้าทั่วไปแล้ว ยังได้เน้นในสาขาการลงทุนใหม่ที่ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากนัก ได้แก่ การลงทุนด้านการศึกษา การสาธารณสุข เทคโนโลยีข้อมูลและการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และธุรกิจสินค้าปลีก

สิงคโปร์พยายามเดินเครื่องอย่างเต็มที่ เพื่อฉวยโอกาสทางด้านธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อไทยได้ประกาศที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมหลักๆ ของประเทศ เพื่อสร้างความเป็น "World Champion" ในสาขาเหล่านั้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ได้สนับสนุนนักธุรกิจของตนอย่างเต็มที่ และให้ความช่วยเหลือในเรื่องข่าวสารข้อมูล และความเป็นไปทางด้านธุรกิจในไทย เพื่อให้นักลงทุนของตนเดินนำประเทศอื่นๆ นี่แหละครับ ที่เรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์อย่างแท้จริง ใครมาก่อนได้ก่อน

คราวนี้ย้อนกลับมาดูถึงจุดมุ่งหมายแท้จริงที่อยู่เบื้องหลัง การนำคณะนักธุรกิจสิงคโปร์มาเจาะตลาดในไทย ฝ่ายสิงคโปร์เห็นว่า การออกภาคสนามในไทยจะช่วยสร้างโอกาสให้กับนักธุรกิจสิงคโปร์รายใหม่ๆ หรือช่วยกระชับเครือข่ายทางด้านธุรกิจที่ได้สร้างไว้แล้วกับภาครัฐของไทยที่ดูแลเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การผูกมิตรกับไทยให้แน่นแฟ้นขึ้น และสร้างความคุ้นเคยต่อกัน

การผูกมิตรที่ว่านี้ได้รับผลดี เพราะนักธุรกิจสิงคโปร์จะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ เกี่ยวกับนโยบายด้านการลงทุนของไทย โครงการสร้างแรงจูงใจทางด้านการลงทุนล่าสุด และกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่นักลงทุนควรรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เรียกว่าเป็นการนัดพบระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับนักลงทุนโดยตรงก็ว่าได้

ที่สำคัญ การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่รวดเร็วของไทย นำไปสู่การเกิดขึ้นของโอกาสธุรกิจใหม่ๆ การเดินทางมาไทยครั้งนี้ จะช่วยให้นักลงทุนสิงคโปร์ศึกษาศักยภาพของธุรกิจที่ตนสนใจ ความเป็นไปได้ของการลงทุน รวมถึงการได้ทำความรู้จักกับผู้ประกอบการในสาขาใหม่ๆ เหล่านี้ ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างฐานของเครือข่ายการติดต่อระหว่างสองฝ่ายให้ดียิ่งขึ้น

ผมเองไม่ได้เดินทางร่วมมากับคณะ แต่ได้ทราบภายหลังจากการเดินทาง ว่า ผู้จัดการเดินทางไม่ยอมปล่อยให้เวลาเสียไปแบบเปล่าประโยชน์ แต่ได้ใช้ทุกโอกาสในการพบปะพูดคุยกับหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนเต็มที่ อาทิ การเข้าเยี่ยมชมสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบกับผู้แทนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย หารือร่วมกับสภาหอการค้าไทย-สิงคโปร์ และเข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจจากบริษัทกฎหมายชั้นนำของไทย

นอกจากนั้น ยังได้มีการจัดให้คณะนักธุรกิจสิงคโปร์ได้พบกับสมาคมอุตสาหกรรมและชุมชนธุรกิจสิงคโปร์ในไทย เยี่ยมชม Hi-Tech Industrial Estate และมีการซอยย่อยการพบปะกับกลุ่มผู้ประกอบการไทยในหลายสาขา ทั้งผู้ที่สนใจด้านการศึกษาก็ได้พบกับคณะกรรมาธิการด้านการศึกษาของไทย ผู้แทนสถาบันการศึกษาของเอกชน และโรงเรียนนานานาชาติในกรุงเทพฯ กลุ่มที่สนใจเรื่องการท่องเที่ยวก็มีโอกาสพูดคุยกับผู้แทนกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากสถานประกอบการด้านสปา เป็นต้น

หลังจากการเดินทางกลับจากไทย สื่อมวลชนสิงคโปร์ก็ได้ลงข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จของคณะนักธุรกิจ โดยเฉพาะการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคาร DBS กับ สนง.คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารชิ้นสำคัญฉบับแรกที่ได้ลงนามร่วมกับบริษัทเอกชนของสิงคโปร์ ในการส่งเสริมการค้าระหว่างกัน โดยก่อนหน้านี้ สนง.ได้ลงนามร่วมกับ IE Singapore ในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจ และการลงทุนระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของทั้งสองประเทศ ในระหว่างการประชุม Singapore-Thailand Enhanced Economic Relations (STEER) วันที่ 25-27 สิงหาคม 2546

โดยภาพรวม นักลงทุนสิงคโปร์เห็นถึงลู่ทางที่จะขยายการค้าและการลงทุนมายังไทย เพราะรัฐบาลไทยกำลังมีนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจและมีเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง และแม้ว่าไทยอาจจะไม่มีความแตกต่างจากประเทศอาเซียนอื่นมากนัก ในแง่การเปิดประตูต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ แต่จุดขายของไทย คือ การเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ในภูมิภาคที่มีศักยภาพในอนาคต

รัฐบาลไทยได้อาศัยแขนขาในต่างประเทศ โดยผ่านสถานเอกอัครราชทูต และ สนง.ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในการแสดงถึงศักยภาพของไทยทางด้านธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีของสิงคโปร์ สองประเทศสามารถที่จะร่วมมือกันมากกว่าที่จะแข่งขัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันสองฝ่าย

ผมขอทิ้งท้ายด้วยการแจ้งข่าวทางธุรกิจในสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2547 สถานเอกอัครราชทูตไทย และ สนง.ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ จะจัดงาน Thai Trade Fair ที่จะเน้นการส่งเสริมการบริโภคอาหารไทยและการลงทุนในธุรกิจอาหารไทย ถือว่าเป็นการเปิดตัวโครงการครัวไทยสู่โลก โดยจะเปิดให้สาธารณชนทั่วไปในสิงคโปร์ได้มีโอกาสได้ชิมอาหารไทยกันทั่วหน้าครับ

 

กลับหน้าแรก