แหวกม่านไม้ไผ่ (1) จีนเป็นหัวจักรดึงเศรษฐกิจโลก

รายงานพิเศษ  จรัญ ยั่งยืน เรียบเรียง  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8  วันที่ 08 กรกฎาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3599 (2799)

โดย วีรพงษ์ รามางกูร

(เก็บความจากปาฐกถาพิเศษ "ดร.วีรพงษ์ รามางกูร" เรื่อง "เศรษฐกิจจีนมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร" จัดโดยสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อปลายมิถุนายนที่ผ่านมา)

"ขณะนี้ถือว่าจีนเป็นหัวรถจักรในการดึงเศรษฐกิจของโลกให้ขยับเขยื้อนไปข้างหน้า"

ฉะนั้นเมื่อมีข่าวว่าเศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราที่สูงก็เป็นข่าวดีของภูมิภาคเอเชียที่จะขยับขยายตามไป รวมทั้งยุโรปและสหรัฐด้วย ทั้งนี้เพราะว่าปริมาณการค้าระหว่างประเทศของจีนถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

"จากที่ไม่มีอะไรเลยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว บัดนี้การนำเข้าของจีนมีมูลค่า 12% ของมูลค่าการค้าโลก ในขณะเดียวกันมูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนก็มีสัดส่วนกว่า 12% ของทั้งโลก"

สินค้าไฮเทคไปไกลแล้ว

จีนขยายส่วนแบ่งการค้าในตลาดโลกมากขึ้นเรื่อยๆ สินค้าของจีนส่งออกตลาดโลกเกือบทุกชนิด สามารถแข่งขันจนครองตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ในตลาดโลกได้มากแล้ว

ไม่ใช่เฉพาะสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ แต่ใช้แรงงานสูงเท่านั้น แต่ว่าสินค้าส่งออกของจีน มีทั้งอุตสาหกรรมขนาดเล็กขนาดเบา เรื่อยไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดกลางและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง

"จีนเป็นผู้นำในการส่งดาวเทียมไปโคจรบนอวกาศด้วยคุณภาพที่ดีและราคาถูก"

แม้ดาวเทียมจะทำที่อเมริกาและยุโรปแต่จรวดที่ส่งดาวเทียมเป็นของจีน ตอนนี้จีนเกือบจะครองตลาดจรวดส่งดาวเทียมได้ทั้งหมดของโลก

ส่วนอุตสาหกรรมต่อเรือซึ่งใช้เทคโนโลยีสูง จีนก็กำลังขึ้นมาสู่ระดับแนวหน้า

"เวลาเรามองจีนเรามักจะมองว่าจีนผลิตแต่สินค้าใช้แรงงานมากเทคโนโลยีต่ำ เราไปติดภาพของจีน สมัยที่ยังเป็นสังคมนิยมอยู่ แต่เดี๋ยวนี้จีนไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว"

จีนมีระดับการพัฒนาสินค้าเกือบทุกขั้นตอน

เมืองกวางโจวเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งชิ้นส่วนด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งเครื่องไฟฟ้าออกไปขายยังตลาดโลก

ในขณะที่เซี่ยงไฮ้และปักกิ่งเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมหนัก เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ท่าเรือ ขณะนี้อุตสาหกรรมหนักก็ขยายมายังที่เมืองซัวเถาและเอ้หมึง และบริเวณปักกิ่งยังเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมไฮเทคประเภทอวกาศและปรมาณู

เร่งความเจริญภาค"กลาง-ตะวันตก"

แนวนโยบายของจีนในขณะนี้คือการกระจายความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมเข้าไปในภาคกลางและภาคตะวันตก เหตุเพราะถึงแม้ว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของจีนจะขยายตัวในอัตราที่สูงมากก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถรองรับจำนวนประชากรที่มีถึง 1,300 ล้านคนได้หมด

"ฉะนั้นการก่อสร้างต่างๆ จึงไม่หยุดยั้ง พื้นที่หลายๆ แห่งที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เมื่อมีถนน ทางด่วน ทางรถไฟเข้าไป พื้นที่เหล่านั้นก็จะสามารถเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ได้โดยไม่เสียเปรียบพื้นที่ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล"

โดยที่เมืองอู๋ฮั่น ซึ่งคนไทยไม่ค่อยรู้จัก ที่จริงแล้วเป็นเมืองชิคาโกของประเทศจีนมาตั้งแต่ยุคสมัยราชวงค์เช็ง เป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำฮั่น และเป็นชุมทางใหญ่ของรถไฟมาตั้งแต่สมัยก๊ก มิน ตั๋ง ในขณะนี้อุตสาหกรรมหนักได้ขยายไปที่เมืองนี้ค่อนข้างรวดเร็ว

อีกแห่งที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์อุตสาหกรรมคือเมืองฉงชิ่ง อยู่ริมแม่น้ำแยงซี เป็นเศรษฐกิจพิเศษแยกตัวออกมาจากมณฑลเสฉวน ขึ้นตรงกับปักกิ่ง ได้รับการพัฒนาและเป็นแหล่งที่จะเป็นเขตอุตสาหกรรมหนักในภาคกลางของจีน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีพลเมืองมากที่สุด และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณ ได้รับการพัฒนาในด้านถนน ทางด่วน รถไฟ และสนามบินอย่างมาก

ส่วนที่เมืองเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวนเป็นเขตอุตสาหกรรมหนักอีกเขตหนึ่ง ต้อนรับการลงทุนของตะวันตกของยุโรปอย่างมาก โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนีมาตั้งหลักอยู่ที่นี่

จีนชี้เอเชียจะเป็นผู้นำในทุกด้าน

"ผมได้พบกับผู้นำของจีนระดับรัฐมนตรีหรือผู้นำในสภาของจีน เขามีความเห็นว่าเอเชียน่าจะเป็นผู้นำได้ในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ"

จีนคิดว่ายังล้าหลังสหรัฐด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ ความจริงจีนมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการศึกษาทางด้านนี้อยู่มาก มายแต่ว่าค่าตอบแทนในตลาดแรงงานของจีนยังไม่สามารถรองรับให้เข้ามาทำงานได้

"เขาคิดว่าเขายังล้าหลังสหรัฐประมาณ 10 ปี แต่ถ้าเผื่อว่าให้เวลาเอเชียสักสิบปี โดยมีการปกป้องเทคโนโลยีสารสนเทศ เอเชียก็จะสามารถตามทันสหรัฐได้"

อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องซอฟต์แวร์ จีนนั้นเก่งในเรื่องฮาร์ดแวร์ ส่วนซอฟต์แวร์อินเดียเก่งกว่า เพราะอินเดียรู้ภาษาอังกฤษดีกว่าจีน จีนกำลังจะร่วมมือกับอินเดียในการที่จะเป็นหุ้นส่วนกันพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศและเครื่องคอมพิวเตอร์ ในเรื่องอวกาศ เพื่อที่จะเป็นผู้นำเทคโนโลยีทางด้านนี้

จีนบอกว่าขณะนี้เขามีตลาดใหญ่โตมโหฬาร มีเงินทุน เพราะมีทุนสำรองมากกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มากเป็นที่สองรองจากญี่ปุ่น จีนเป็นเจ้าหนี้สหรัฐ 4 แสนล้านเหรียญ

"เรื่องของอวกาศนั้นจีนให้ความสำคัญอย่างมาก แต่จีนจะไม่ไปในเรื่องอวกาศแบบรัสเซียที่ไปแล้วพัง เพราะเป็นทางทหารเกือบทั้งหมด แต่ของจีนนั้นการทหารจะไปควบคู่กับการพาณิชย์ เพื่อจะได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าในการลงทุน"

ส่วนด้านทหารนั้นจีนเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ และก็กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

"สรุปก็คือว่าจีนก้าวรุดหน้าไปเรื่อยๆ ในด้านอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันนโยบายการกระจาย รายได้ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเหตุว่าการกระจายรายได้ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมายังไม่ทั่วถึง"

มีนโยบายให้ข้าวของแพง

"ในข้างหน้านี้ นโยบายของจีนจะยอมให้ราคาสินค้าเกษตร ซึ่งได้แก่อาหาร เครื่องนุ่งห่มมีราคาสูงขึ้น"

โดยจีนทำสองอย่าง อย่างที่หนึ่ง คือประกาศลดภาษีสำหรับภาคเกษตรลงอย่างค่อนข้างมากเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ประการที่สองใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจำกัดการนำเข้า เพราะการ นำเข้าสินค้าเกษตรได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวสาลี ฝ้าย ถั่วเหลือง และสินค้าเกษตรอื่นๆ รัฐบาลจีนมีนโยบายให้มีราคาแพงขึ้น เพื่อสร้างกำลังซื้อในภาคชนบทและภาคอุตสาหกรรมเพื่อจะมาเป็นตัวรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และเพื่อให้เกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้นในการพัฒนาประเทศ

ในขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศจีนมีขนาดใหญ่เป็นที่ 3 ของโลกรองจากสหรัฐและญี่ปุ่น ขนาดเศรษฐกิจของจีนแซงเยอรมนีไปแล้ว และจีนกลายเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของโลกในสินค้าหลายตัว เช่น น้ำมัน เหล็ก โลหะ รวมไปจนถึงสินค้าภาคเกษตรหลายๆ อย่าง

"การที่สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของจีน มากขึ้นเรื่อยๆ นี้ จึงเป็นเหตุให้อะไรที่เกิดขึ้นในเมืองจีนหรือข่าวอะไรที่เกิดขึ้นในเมืองจีน ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อตลาดโลกทั้งสิ้น"

ล้อมกรอบ

ซี.พี.-กรุงไทย-สหยูเนี่ยน

เดินหน้าลงทุนในจีน

บริษัทของไทยขยับเขยื้อนในการเข้าไปลงทุนในจีนมากยิ่งขึ้น

โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท เซี่ยงไฮ้ โลตัส ซูเปอร์มาร์เก็ต เชนสโตร์ จำกัด หนึ่งในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เปิดเผยว่า ปีนี้จะลงทุนในจีนเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาโลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ปีนี้จะขยาย สาขา 60 แห่ง ภายในปี 2548 อีก 124 แห่ง ซึ่งจะทำให้โลตัสเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของจีน

"แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกในจีนสดใสมาก การค้าแบบโมเดิร์นเทรดมีอัตราการเติบโตสูง แม้จีนจะผ่อนปรนเงื่อนไขการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกจนมีคู่แข่งมากขึ้นก็ตาม แต่จีนมีประชากรถึง 1,300 ล้านคน" นายณรงค์กล่าว

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ธนาคาร กรุงไทย บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น บริษัท ทรีนิตี้ วัฒนา (บริษัทลูกของกรุงไทย - เพื่อการลงทุนในบริษัทอื่น) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม กรุงไทย (บลจ.กรุงไทย-KTM) และ Business Development Bank (BDB) ธนาคารพาณิชย์ของประเทศจีน เพื่อร่วมลงทุนในบีดีบีและร่วมลงทุนใน บลจ.กรุงไทย และบันทึกความเข้าใจทางธุรกิจระหว่างธนาคาร กรุงไทยกับบริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น

โดยธนาคารกรุงไทยจะเข้าซื้อหุ้นในบีดีบี ไม่เกิน 10 ล้านหุ้น หรือ 12.55% ของทุน จดทะเบียน ธนาคารกรุงไทยจะลดสัดส่วน การถือหุ้นใน บลจ.กรุงไทย จาก 99.99% เหลือ 40% บลจ.กรุงไทยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 30 ล้านหุ้น ขายให้ ซี.พี.และทรีนิตี้ วัฒนา โดย ซี.พี.จะ ถือหุ้น บลจ.กรุงไทย 40% และทรีนิตี้ วัฒนาถือ 20% และจะขยายธุรกิจไปยังประเทศจีน มากขึ้น ในเดือนกันยายนจะเห็นรูปธรรมชัดเจน คาดว่าจะทำให้ธุรกิจขยาย ตัว 10-15%

และย้อนไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่วงการสิ่งทอ ซึ่งปีที่แล้วมีรายได้ประมาณ 16,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,031 ล้านบาท ได้อนุมัติให้บริษัทเข้าไปลงทุนในโรงงานผ้าลูกไม้ที่ประเทศจีนจำนวน 17 ล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 85 ล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8


"วีรพงษ์ รามางกูร" แหวกม่านไม้ไผ่ (2) ความเป็นจริงของเศรษฐกิจจีน

รายงานพิเศษ  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 12 กรกฎาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3600 (2800)

(เก็บความจากปาฐกถาพิเศษ "ดร.วีรพงษ์ รามางกูร" เรื่อง "เศรษฐกิจจีนมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร" จัดโดยสมาพันธ์ นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อปลายมิถุนายนที่ผ่านมา)

จีนมีจุดอ่อนเรื่องพลังงาน

เรื่องสำคัญของจีนขณะนี้คือเกิดความขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด จีนจึงลงทุนเพื่อที่จะผลิตพลังงานทุกรูปแบบโดยไม่หยุดยั้ง

"การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและชลประทานได้รับการเร่งรัดให้ทำทุกแห่งเท่าที่จะทำได้ทั่วประเทศ เขื่อนเล็กเขื่อนน้อยเขื่อนใหญ่ทำหมด"

ตอนนี้การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแยงซีเพื่อผลิตไฟฟ้าเขื่อนที่ 2 ใกล้จะเสร็จแล้ว โดยมีเครื่องผลิตไฟฟ้า 12 ตัว ครึ่งแรกให้ฝรั่งทำมาจาก 5 ประเทศ แต่ต้องเปิดเผยเทคโนโลยีให้จีนรู้ ส่วนครึ่งหลังจีนจะทำเอง แล้วยังมีตัวสำรองอีก 6 ตัว ซึ่งจะทำด้วยฝีมือวิศวกรของจีนทั้งหมด

จีนมีโครงการทำอุโมงค์ส่งน้ำที่สูงประมาณ 170 เมตรเหนือเขื่อนทำ 3 อุโมงค์เชื่อมแม่น้ำแยงซีกับ ฮวงเหอ ฮวงเหอนั้นเมื่อก่อนน้ำท่วมทุกปี แต่เดี๋ยวนี้น้ำไม่พอใช้ เพราะเป็นทั้งเขตอุตสาหกรรมและเขตเกษตรกรรม

เร่งรัดพัฒนาเหมืองถ่านหิน ซึ่งยังเป็นแบบเหมืองโบราณอยู่มาก

เร่งรัดในเรื่องการสำรวจน้ำมันปิโตรเลียม

เร่งรัดในการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังนิวเคลียร์ จีนต่อคิวในการซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์มากมาย ฉะนั้นจีนยังจะต้องลงทุนอีกมาก และจีนก็มีเงินที่จะลงทุนด้วย เพราะมีทุนสำรองอยู่ตั้ง 4 แสนล้านดอลลาร์

นอกจากนั้นการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่อยู่ลึกเข้าไปในตอนกลางและตะวันตกก็ดำเนินการไปอย่างไม่หยุดยั้ง ค่าบรรทุกทางเรือที่แพงขึ้น ทุกวันนี้เพราะจีนเอาเรือไปใช้หมด จีนกำลังเร่งลงทุนเรื่องเรือบรรทุกทางทะเลอย่างรีบเร่ง และลงทุนโดยทุนของต่างประเทศ ซึ่งยังหลั่งไหลเข้าไปในจีน อยู่ตลอด

จีนฟองสบู่ไม่แตกแน่

หากจะถามว่าจีนจะฟองสบู่แตกหรือไม่

"ฟองสบู่" แปลว่า "ลงทุนแล้วไม่มีคนใช้" แปลว่า "ซัพพลายมากกว่าดีมานด์" แต่ทุกวันนี้โครงการต่างๆ ที่จีนเชิญชวนต่างชาติลงทุนหรือให้รัฐวิสาหกิจของจีนลงทุนเองนั้นความดีมานด์ยังเกินซัพพลาย และค่าแรงก็ยังไม่แพงขึ้นจนถึงขั้นขาดแคลนแรงงาน เพราะฉะนั้นจีนจึงยังไม่เป็น ฟองสบู่

อีกทั้งเงินหยวนของจีนก็ยังไม่ได้ปล่อยเสรี จีนยังควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่าง ประเทศอยู่ แต่อเมริกาพยายามบีบบังคับให้จีนขึ้นค่าเงินหยวนหรือปล่อยให้ค่าเงินหยวนลอยตัว แต่จีนบอกว่า "ไม่"

"ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนฟองสบู่แตกเพราะเงินอ่อนเกินไป มีแต่ฟองสบู่แตกเพราะเงินแข็งเกินไป และไม่ยอมลดค่าเงิน ถ้าคนคิดว่าเงินอ่อนเกินไปเงินก็น่าจะแข็ง เงินตราต่างประเทศยิ่งไหลเข้า ถ้าไหลเข้ามาวันนี้แล้วแตกเป็นเงินหยวนในวันพรุ่งนี้ก็ยิ่งทำให้ทุนสำรองของจีนสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว โซรอสและพรรคพวกเข้าไปโจมตีค่าเงินหยวนไม่ได้เพราะจีนไม่ได้ปล่อยเสรีทางการเงิน"

หนี้เสียเป็นเรื่องกระเป๋าซ้าย-ขวา

ส่วนที่สื่อมวลชนตะวันตกบอกว่าระบบธนาคารของจีนมีหนี้เสียมาก เพราะไม่เข้าใจระบบการเงินของประเทศสังคมนิยม ตอนเป็นคอมมิวนิสต์หรือเป็นสังคมนิยมเต็มตัวนั้น ธนาคารของจีนไม่มีธนาคารพาณิชย์ มีแต่ธนาคารกลางและสาขาของธนาคารกลางมีหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจและคอมมูนภาคเกษตรกรรม

เมื่อรัฐวิสาหกิจได้รับเงินกู้ยืมเป็นเงินทุนจากระบบธนาคารของรัฐ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้คืน เพราะถ้าใช้คืนและมีดอกเบี้ยนั้น จะเป็นระบบทุนนิยม จีนใช้เป็นนโยบายผ่านรัฐวิสาหกิจในเรื่องสวัสดิการของประชาชนมีงานทำและให้มีสินค้าใช้ราคาถูก

เมื่อเขาเปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยม สิ่งเหล่านี้ก็ยังค้างอยู่ ขณะที่ผลผลิตในภาคอุตสาหกรรม 60% ผลิตสินค้าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น การโยกย้ายอุตสาหกรรมเข้าไปในภาคกลางและภาคตะวันตก ซึ่งในระยะแรกไม่มีใครไปก็เอารัฐวิสาหกิจไปก่อน เพราะฉะนั้นหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์ จึงเป็นเรื่องของกระเป๋าซ้ายกับกระเป๋าขวา เพราะว่าเป็นหนี้เสียของรัฐวิสาหกิจ ส่วนหนี้เสียของครัวเรือนมีไม่มาก

"จีนจะล้างหนี้เสียนี้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่จีนยังไม่ล้างเพราะเหตุผลเรื่องนโยบาย เป็นเครื่องมือในการจ้างงาน เป็นเครื่องมือที่จะใช้รัฐวิสาหกิจบางอย่างทำในเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจ"

ส่วนหนี้ที่บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนต่างๆ นานานั้นไม่เสีย เพราะเศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราที่สูงมาก

"เคยคุยกันในวงเหล้า เขาบอกว่า เขายังไม่ล้างหนี้หรอก เดี๋ยวตะวันตกมาบีบให้เปิดตลาดการเงิน เขาจะได้ใช้เป็นข้ออ้างว่า จะเปิดได้อย่างไรเมื่อระบบการเงินยังอ่อนแออยู่ ฉะนั้นจึงยังไม่มีเหตุผลอะไรที่จีนจะต้องเบรกเศรษฐกิจของตัวเองเงินเฟ้อก็ไม่มี"

ถูกไอเอ็มเอฟ-สหรัฐบีบ

ตอนนี้ไอเอ็มเอฟและสหรัฐกำลังบีบให้จีนขึ้นอัตราดอกเบี้ย สื่อมวลชนตะวันตกโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอนิ่งโพสต์ ที่ออกที่ฮ่องกง บอกว่า จีนจะขึ้นดอกเบี้ยก็หวั่นไหวกันใหญ่ หุ้นตกทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย

"ลองมาคิดด้วยเหตุด้วยผลจะเป็นไปได้ยังไง จีนก็แก้ตัวอย่างพัลวันว่า เงินของเขาไม่ได้อ่อนเกินไป และหากขึ้นดอกเบี้ยก็ยิ่งสร้างความกดดันให้เงินหยวนแข็งขึ้นอีก จีนไม่ค่อยอยากให้แข็ง"

ตะวันตกบอกจีนต้องขึ้นดอกเบี้ยด้วย 2 สาเหตุ 1.เศรษฐกิจจีนร้อนแรงไปแล้ว ซึ่งผมเห็นว่ายังไปได้ ไม่ต้องทำอะไร ข้อที่ 2 เงินเฟ้อในประเทศจีนสูงแล้ว สูงยังไงแค่ 3.5 ในขณะที่ราคาอาหารขึ้นไป 4.4 ที่ขึ้นก็เพราะนโยบายที่จะกระจายรายได้ไปสู้ภาค ชนบทและเกษตรกร โดยพยายามกีดกันการนำเข้าสินค้าประเภทอาหาร เช่น ถั่วเหลือง เริ่มทำมา 6 เดือนที่แล้ว ยกเลิกนโยบายการปลูกป่าให้เอาที่มาเพาะปลูกธัญพืชและเลี้ยงสัตว์ให้มากขึ้น เพื่อให้ภาคชนบทมีกำลังซื้อมากขึ้น เป็น การสร้างตลาดรองรับสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการให้มากขึ้น

จีนจะเป็นผู้นำเอเชีย

ผู้นำของจีนก็พูดคล้ายๆกับตะวันตกว่าเศรษฐกิจขยายตัวในไตรมาสแรก 9.7 ที่จริงควรจะอยู่ที่ 7 เศรษฐกิจครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัว 9.8 เพราะฉะนั้นจะต้องดูให้ดีว่า จีนมีวิธีบริหารของเขาอย่างไร

"นักเศรษฐศาสตร์จีนมีความสามารถมาก สถาบันที่ทำหน้าที่วางแผนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วยคนหนุ่มที่มีความรู้มีการศึกษาอย่างดีจากประเทศตะวันตก ไปสัมมนากับเขาไม่ต้องใช้ล่ามอีกแล้ว พูดกันเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรงและก็พูดได้ดีกว่าเราเสียอีก"

จีนมีคณะนักวิชาการที่เข้มแข็งและเข้าใจตัวเองมากกว่าไอเอ็มเอฟ เวิรลด์แบงก์ สหรัฐ และจีนจะบริหารประเทศแบบญี่ปุ่นที่เชื่อไอเอ็มเอฟสหรัฐจนเกินไปในคราวที่ฟองสบู่ญี่ปุ่นแตก คือการไป ยอมให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นจาก 240 เยน เป็น 80 เยนภายในเวลาอันรวดเร็ว จีนคงจะดูและใช้ความเป็นผู้นำ ญี่ปุ่นไม่กล้าเป็นผู้นำในเอเชีย แต่จีนเขาพร้อมเป็นผู้นำในเอเชีย แต่ไม่ว่านำไปรบกันเป็นการนำในเวทีเจรจาทั้งการเมืองและเศรษฐกิจในเวทีต่างๆ ของโลก จีนได้มาถึงจุดที่มีความมั่นใจในตัวเองที่จะเป็นผู้นำ ถ้าหากประเทศต่างๆ ในเอเชียถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น

"ในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้านี้ เมื่อเศรษฐกิจของจีนขยายใหญ่ขึ้น และจีนไม่อายและไม่กลัวที่จะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ เขาพูดอย่างเปิดเผยว่า ในการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับฝ่ายตะวันตก เขาเห็นว่าเราถูกเอารัดเอาเปรียบตลอดมา แม้จะหมดยุคล่าอาณานิคมแล้วก็ตาม"

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


"วีรพงษ์ รามางกูร "แหวกม่านไม้ไผ่ (จบ) ไทยควรเป็น "คู่ค้า" ไม่ใช่ "คู่แข่ง" !!!

รายงานพิเศษ  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 15 กรกฎาคม 2547  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3601 (2801)

โดย วีรพงษ์ รามางกูร

(เก็บความจากปาฐกถาพิเศษ"ดร.วีรพงษ์ รามางกูร" เรื่อง "เศรษฐกิจจีนมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร" จัดโดยสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อปลายมิถุนายนที่ผ่านมา)

ไทยรับอานิสงส์ ศก.จีนบูม

ไทยได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมหลายอย่าง ที่ใช้แรงงานมากให้กับจีนไปเรียบร้อยแล้ว ในหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทสิ่งทอ ฟุตแวร์ รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องหนัง สินค้าอุปโภคต่างๆ เช่น พลาสติก ทีวี

"แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของจีนขยายตัวในอัตราที่เร็วขึ้น ก็กลับเป็นว่าจีนต้องนำเข้าสินค้าเครื่องไฟฟ้าจากไทย เหล็กเพื่อการก่อสร้างจากไทย นำเข้าแผ่นเหล็กเพื่อเป็นตัวถังรถยนต์จากไทย จีนจึงกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่มาก"

ผู้ที่ขายให้จีนมากที่สุดคือญี่ปุ่นไม่ใช่สหรัฐหรือยุโรป รองลงมาคือเกาหลีใต้ ไต้หวัน และอาเซียน แต่ถ้าดูให้ดีสินค้าที่ญี่ปุ่นขายให้กับจีนนั้นเป็นสินค้าที่ญี่ปุ่นได้โยกย้ายโรงงานออกจากญี่ปุ่นไปหมดแล้ว มาอยู่ที่ไทยและอาเซียนเสียเป็นส่วนใหญ่

เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟุบมาตั้งแต่ปี 1990 มาฟื้นตัวเอาปีที่แล้วเนื่องจากจีนเป็นคนดึงญี่ปุ่นออกจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ด้วยเหตุนี้รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จึงได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอย่างมาก เพราะว่าการส่งออกของเราไปยังตลาดเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ตลาดยุโรป หรือตลาดอื่นๆ หดตัวหมด

"การส่งออกของไทยไปยังจีนโดยตรงขยายตัวปีละประมาณ 60% เหมือนกับตอนที่เราบูมเพราะการส่งออกไปที่ญี่ปุ่นเมื่อทศวรรษที่ 1980"

ไทยได้ประโยชน์จากเอฟทีเอกับจีน

"จีนจึงกลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญกับประเทศของเราเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลไทยตัดสินใจเปิดการเจรจาเขตการค้าเสรีกับจีน ผมว่าเราน่าจะได้ประโยชน์มากกว่าที่จีนจะได้ประโยชน์จากเรา เพราะเหตุว่าตลาดของจีนใหญ่โตมโหฬารกว่าของเรามาก"

แม้ว่าจะเปิดเอฟทีเอเฉพาะเรื่องสินค้าทางด้านการเกษตร และเรื่องอาหารก็ตาม แต่สินค้าของเรามีกับของจีนต่างกัน เพราะจีนอยู่ในเขตอบอุ่นหรือหนาว ส่วนเราอยู่ในเขตร้อน ของอะไรที่เมืองจีนแพงของเราถูก ของอะไรที่บ้านเราถูกเมืองจีนแพง อย่างเช่น กั้งเมืองไทยแพงมาก เมืองจีนถูก ส่วนหอยแครงเมืองไทยถูก เมืองจีนแพงมาก

"ลำไยตากแห้งนั้นจีนซื้อไม่จำกัด จีนเอาไปใช้เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งในการตุ๋นอาหารเกือบทุกอย่าง เขาเรียกว่า "เจี่ยยัวะ" เพราะลำไยร้อนให้พลังงานกับชายสูงอายุมาก เป็นที่ต้องการอย่างมากมาย"

ส่วนข้าวหอมมะลิมีความต้องการไม่จำกัด ถือว่าเป็นสินค้าพิเศษ ใส่ถุงผูกโบให้เป็นของขวัญปีใหม่

"ตลาดของเขาใหญ่มาก ถ้าเรายังขาดดุลในด้านสินค้าเกษตรและอาหาร ผมคิดว่าเราน่าพิจารณาตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น"

ไทยต้องเปลี่ยนทัศนคติ

ผลการเปิดการค้าเสรีของภาคเกษตรไทย-จีนนั้น ปีแรกจะเชื่อตัวเลขไม่ได้เพราะตอนที่ยังไม่มีการเปิดเสรีด้านสินค้าอาหารและเกษตร สินค้าของจีนลักลอบเข้าในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ถามคนที่ทำงานกรมสรรพากรให้ประมาณการว่า สินค้าเกษตรของจีนที่เข้ามาในไทยผ่านด่านศุลกากรสักกี่เปอร์เซ็นต์ เขาบอกว่าไม่เกิน 30% นอกนั้นมาใต้ดิน แต่สินค้าไทยที่ส่งไปเมืองจีนลงใต้ดินไม่ค่อยได้

ทำให้ตัวเลขปีสองปีนี้จะวัดไม่ได้ เพราะว่าพอเปิดเสรีที่อยู่ใต้ดินก็ขึ้นมาบนดิน มันเลยดูเหมือนเยอะมาก แต่ถ้าดูตามสามัญสำนึกสินค้าที่สามารถ ส่งขายระหว่างไทยจีนด้านเกษตรในข้างหน้ายังคงมีอีกมากมาย

สำหรับสินค้าอื่นๆ อย่างเช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ ส่วนประกอบต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา ยางพาราเห็นชัดอยู่แล้วว่าราคาเพิ่มขึ้นไปจากเดิม

ที่สำคัญคือ ต่อไปจีนจะต้องออกมาลงทุนต่างประเทศด้วยเพราะเหตุว่าเงินทุนที่มีมากมายเหลือเกิน แม้ว่าจะลงทุนในประเทศตะวันตกสงสัยว่าร้อนแรงไปแล้วก็ยังเหลือทุนสำรองเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในวันข้างหน้านี้จีนอาจจะมีบทบาทในฐานะผู้ลงทุนในประเทศไทยและอาเซียนมากยิ่งขึ้น เราก็คงต้องเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าจีนไม่ใช่คู่แข่ง แต่จีนเป็นคู่ค้าและหุ้นส่วน เพราะยังไงก็แข่งกันไม่ได้

"ภาวะเศรษฐกิจของจีนแม้จะยังไม่บินขึ้น ยังบินวนอยู่ในเพดานบินเดิม อย่างน้อย 5-6 ปียังไม่มีปัญหาอะไร"

ไทยควรนิ่ง

จีนสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง

การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงมีผลกระทบทางด้านการค้า เศรษฐกิจ และภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ?

จีนอธิบายว่า การที่จีนสร้างเขื่อน 2 แห่งทำให้การเดินเรือดีขึ้น เพราะเหตุว่าแม่น้ำโขงช่วงที่ออกไปจากลาวนั้นแคบนิดเดียว เป็นช่องเขามีโขดหินมากมาย เมื่อสร้างเขื่อนแล้วสามารถยกระดับน้ำขึ้น ทำให้สามารถเดินเรือจากเวียดนามผ่านเขมร ไทย ลาวขึ้นไปถึงสิบสองปันนาได้ ในขณะเดียวกันทำให้การบริหารน้ำดีขึ้น เพราะเหตุว่าในฤดูฝนมีน้ำมากเกินไป และขณะเดียวกันในฤดูแล้งมีน้ำน้อยเกินไป ระดับต่างกันถึง 40 เมตร แต่ถ้ามีเขื่อนแล้วความแตกต่างของปริมาณน้ำในหน้าแล้งและหน้าฝนจะลดน้อยลง

"ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปคัดค้านเหตุผลที่จีนได้กล่าวมา น้ำที่ลงในแม่น้ำโขง 1 ใน 3 ไหลลงจากเทือกเขาในประเทศลาวที่กั้นระหว่างประเทศลาวและเวียดนามในฤดูฝน ผมคิดว่าโพซิชั่นของประเทศไทยควรจะเฉยๆ ดีกว่า ปล่อยให้เขมรกับเวียดนามเขาเป็นคนแสดงความคิดเห็นดีกว่า"

นโยบายไทยกับจีนและตะวันตก

เมื่อถามว่าเราจะดำเนินนโยบายกับจีนและตะวันตกอย่างไร ?

"ผมคิดว่านโยบายของไทยควรจะเป็นกลางและรักษาความสมดุลระหว่างอเมริกากับจีนมากขึ้น ในระหว่างอาเซียนนั้นจีนสนิทสนมและถือว่าไทยเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับจีนมากที่สุด บางครั้งบางประเทศในอาเซียนมีปัญหากับจีน อย่างเช่น อินโดนีเซียฆ่าคนจีนหลายครั้งเป็นระยะๆ ไทยได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางให้หลายครั้ง"

เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนหลังจากจีนได้เปลี่ยนนโยบายไม่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย และเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจมาใช้ระบบตลาดมากยิ่งขึ้น ความระแวงระหว่างไทยกับจีนนั้นน้อยลงไปมาก

"ผมเห็นว่าในอาเซียนนั้นไทยได้วางตัวค่อนข้างดีระหว่างสหรัฐกับจีน สหรัฐนั้นเราก็ยังต้องเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดต่อไป ส่วนจีนก็ใกล้ชิดสนิทสนมและร่วมมือกันหลายๆ เรื่อง"

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6

 

กลับหน้าแรก