|
||||||||||
|
นักวิชาการแนะรัฐ เลิกนโยบายกระตุ้นจีดีพี
แนะให้เน้นจ้างงานมากกว่าจีดีพี กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2547 นักวิชาการแนะรัฐบาลกลับลำ เลิกชูแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตอย่างเดียว เหตุไม่สามารถปลดทุกข์ ของประชาชนจากความยากจนได้ ระบุเศรษฐกิจไทย เสี่ยงจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด "อัมมาร" เตือนกองทุนหมู่บ้านทำประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเงิน "ทักษิณ" โอกาสเบี้ยวหนี้สูง ด้านนายกฯไม่สนสภาพัฒน์ ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ ในงานเสวนาเรื่องการดูแลเสถียรเศรษฐกิจ : บทบาทของนโยบายสาธารณะที่จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วานนี้ (7 ก.ย.) ศ.ดร.ปราณี ทินกร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวนโยบายในการบริหารเศรษฐกิจ จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียว มาเป็นการกระตุ้นการเติบโตด้วยการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อแทน เพราะนโยบายที่กระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความทุกข์ ของประชาชนที่เกิดจากการว่างงานได้ ?อยากให้รัฐบาลดูดัชนีความทุกข์ของประชาชน ในการบริหาร และการเติบโตก็ไม่น่าจะเป็นเป้าหมายของรัฐบาล เพราะผลสำรวจดัชนีความทุกข์ของประชาชน เกิดจากปัญหาการว่างงาน เป็นเรื่องหลัก และการฆ่าตัวตายก็เกิดจากปัญหานี้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ การว่างงานเป็นปัญหาที่แย่กว่าการหย่าร้าง เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาลควรกลับลำในการดำเนินนโยบาย และตระหนักถึงปัญหานี้? ศ.ดร.ปราณี กล่าวว่า การดำเนินนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตจะส่งผลเสียต่อคุณธรรมของคนในประเทศระยะยาว และคิดว่า นโยบายจะทำให้เศรษฐกิจเปราะบาง ดังนั้น ควรเปลี่ยนวิธีสื่อสารกับประชาชน โดยให้น้ำหนักกับการจ้างงานมากกว่าการเติบโต หากรัฐบาลเปลี่ยนวิธีสื่อสาร เรื่องการจ้างงานอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจก็จะเติบโตสอดคล้องกัน ?อยากฝากแบงก์ชาติให้ศึกษา เรื่องของการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ ที่อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ด้วย เพราะที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาพูดเรื่องการปรับตัว ของดัชนีหลักทรัพย์หลายครั้ง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้? ด้านแนวนโยบายของ ธปท.เห็นว่า กรอบในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่เน้นรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อจะเป็นนโยบายที่น่าเชื่อถือ หากรัฐบาลมีแนวคิด ไปในแนวทางเดียวกัน และปฏิบัติตาม แต่ขณะนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่า และจากการสำรวจ การออกมาแสดงความคิดเห็นของรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจนับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาล ปรากฏว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาแสดงความเห็น เกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจถึง 91 ครั้ง ขณะที่ ธปท.แสดงความเห็นเกี่ยวกับ การเติบโตของเศรษฐกิจ ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน กับเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงเสนอแนะว่า ธปท.ควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายเงินเฟ้อมากกว่านี้ ศ.ดร.ปราณี กล่าวว่า ไทยอาจเจอปัญหาตื่นตระหนก เรื่องการขาดแคลนน้ำมันในตลาด หรือ supply shock ได้ เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานมีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระดับสำรองน้ำมันในตลาดโลกก็เริ่มลดลงจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และคาดว่า ในระยะเวลา 36 ปี สำรองน้ำมันอาจหมดไป หาก ธปท.นำนโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อมาใช้ในช่วง supply shock ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถดึงให้อัตราเงินเฟ้อลดลง ยังจะส่งผลต่อการว่างงานด้วย อัมมารเตือนรัฐจับตาเคลื่อนย้ายเงินทุน ด้าน ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวถึงแนวนโยบายการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปของรัฐบาล โดยแนะนำให้รัฐบาลดูการเคลื่อนย้ายของเงินทุนว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้นนำไปลงทุนในจุดใด โดยไม่สนใจว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเป็นบวกหรือลบ นอกจากนี้ ยังต้องดูด้วยว่าการลงทุนนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากต่างประเทศหรือไม่ และมีทางใดที่จะกระตุ้นให้มีการนำเงินออมของประเทศออกมาเพื่อการลงทุน และเห็นว่า ควรมีแนวทางการไฟแนนซ์เงินลงทุนให้กับภาคเอกชนด้วย เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลมีการนำเงินออมของประเทศมาใช้โดยการออกบอนด์ ไปบ้างแล้ว ?เรามีประสบการณ์เรื่องฟองสบู่ สาเหตุเกิดจากการลงทุนที่มากเกินไป และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลถึง 8% ต่อจีดีพี ดังนั้น เราต้องประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการลงทุนด้วย และแม้ว่าแบงก์ชาติจะมีหน้าที่ในการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น? ดร.อัมมาร กล่าวในแนวทางเดียวกันกับ ศ.ดร.ปราณีที่แนะนำให้รัฐบาลดึงเงินออมของประเทศมาใช้เพื่อการลงทุน ดร.อัมมาร ยังกล่าวเห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาล ว่า เป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนสามารถจัดการกับเงินกองทุนด้วยตนเอง ถือเป็นเสน่ห์ของนโยบาย นอกจากนี้ ยังเป็นนโยบายที่รัฐบาลทำตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อครั้งหาเสียงในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจทำด้วยความเร่งรีบทำให้เกิดข้อผิดพลาดหลายด้าน และเป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนคิดว่าเป็นเงินของนายกรัฐมนตรีที่ให้มาไม่ใช่เงินของกองทุนหมู่บ้าน ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ สายเสถียรภาพการเงิน ธปท.กล่าวว่า ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เปิด โดยเฉพาะต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศ ความไม่มีเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจสามารถที่จะก่อตัวได้เร็ว และในทุกส่วนของเศรษฐกิจทั้งภาคเศรษฐกิจจริง ภาคการคลัง ภาคต่างประเทศ หรือแม้แต่ภาคครัวเรือน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาธปท.ได้ปรับปรุงการทำงานด้านนโยบายการเงินไปมากพอสมควร โดยติดตามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพกว้างของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในหลายด้าน เพื่อประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน แนะปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ นโยบายสาธารณะจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เพราะนโยบายสาธารณะจะกระทบในทุกจุดของเศรษฐกิจ โดยกระทบการจัดสรรทรัพยากรของประเทศและการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ถ้ามีการดำเนินการบนหลักการที่อยู่บนผลกระทบที่อยู่บนการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโจทย์ของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้านโยบายสาธารณะมุ่งที่จะให้เห็นผลของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในการสัมมนาดังกล่าวนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการยังเรียกร้องให้ ธปท.พิจารณาปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จากปัจจุบันที่ ธปท.ใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 0-3.5% ในการดำเนินนโยบายการเงิน ทางด้าน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหากไม่ต้องการให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ปัจจัยที่สำคัญ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งเสริมการออมในภาวะที่การลงทุนเพิ่มมาก เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จูงใจให้เกิดการออม ซึ่งภาครัฐต้องเข้ามาดูแลในการให้ผู้ลงทุนได้รับรู้ความเสี่ยง และนำความเสี่ยงไปพิจารณาในการตัดสินใจของผู้ลงทุน ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ศ.ดร.ปราณี ที่เห็นว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัว หากไม่ต้องการให้ช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุนมากจนเกินไป จำเป็นต้องมีการสนับสนุนการออม โดยสามารถนำเงินออมมาลงทุนโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้จากต่างประเทศ ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึงข้อเสนอของ ดร.อัมมาร ที่ว่าทางการควรเลิกสนใจการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้แล้ว เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เมื่อเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น แต่ควรให้ความสำคัญกับบัญชีทุน (capital account) เพื่อดูว่า จะนำเงินเข้ามาประเทศโดยวิธีไหนมากกว่า ซึ่งเขาเห็นว่า ข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่ ธปท.ตระหนักดีอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าสามารถดึงให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ช้าลงนั้นก็จะดี เพราะจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงกับบัญชีทุนเร็วนัก "ทักษิณ"ไม่สนนักทำนายเศรษฐกิจ ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมารายงานการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งปี 2547 อยู่ที่ 6.0-6.5% ว่า รัฐบาลไม่เป็นห่วงเรื่องนี้ เพียงแต่ทำงานให้ดี ใครอยากทำนายก็ทำนายไป แต่อย่าทำนายให้คนห่อเหี่ยว ปัญหาเราต้องสู้กับมัน รัฐบาลนี้ประสบปัญหาใหญ่ 4 เรื่อง ทั้งโรคซาร์ส ไข้หวัดนก ภาคใต้ และน้ำมันแพง "มีปัญหาแต่ก็ยังอยู่ที่ 6% ประเทศอื่น 3-4% ยังดีใจ เราได้ 6% จะตายให้มันรู้ไป ปี 2548 จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตามรัฐบาลจะพยายามทำให้ได้ไม่ต่ำกว่า 6% ส่วนปัจจัยหนี้ในครัวเรือนที่มีปัญหาก็อย่าไปมองด้านเดียว ต้องดูว่าเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะหนี้เพิ่มทรัพย์สินต้องเพิ่มด้วย สินค้าเกษตรราคาดีขึ้นหรือไม่ ต้องมองหลายอย่างประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาราคาน้ำมันและเงินเฟ้อก็ยังห่วงอยู่ แต่ก็ยังสามารถซื้อได้ ไม่มีปัญหาใจมันสู้" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
|