เอฟทีเอกับเศรษฐกิจพอเพียง

โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร  มติชนรายวัน  วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9614

นโยบายเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ของรัฐบาลกับหลายประเทศทำกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเจรจากับสหรัฐอเมริกาตอนปลายเดือนมิถุนายน 2547 และลงนามข้อตกลงกับออสเตรเลียเดือนกรกฎาคม 2547 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นไป

ท่ามกลางกระแสการท้วงติงให้ทบทวนจากหลายฝ่าย แต่รัฐไทยก็ยังคงเดินหน้าต่อไปแม้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาจมีผลทางบวกอยู่บ้าง แต่ก็มีช่องโหว่จุดอ่อนในประเด็นสำคัญออกมาให้เห็นได้ สมควรมีความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของชาติ

ภาคการผลิตอาหารนั้นคือ "ฐานของชีวิต" ความอุดมสมบูรณ์ของภาคเกษตรไทยถือเป็นโชคหลายชั้น เพียงพอเลี้ยงพลเมืองของไทย ทั้งยังมีส่วนเหลือเลี้ยงดูโลกได้อีกด้วย

ข้าวปลาอาหารจึงเป็น "ทุนธรรมชาติ" ซึ่งมีคุณค่ามหาศาล มิอาจประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ หากจัดการดีพอ เราจะมีกินไม่มีวันหมดสิ้น

นี่คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ค้ำจุนสังคมไทย นับเป็น "ภูมิคุ้มกัน" อันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็น "ป้อมปราการแห่งชีวิตของประชาชนไทย"

ฐานนี้เป็นฐานที่เราได้เปรียบชาติอื่นๆ อย่างมาก หากสถานการณ์โลกเกิดการผกผัน หรือเกิดสงครามเราก็ยังอยู่ได้ อย่างน้อยอุ่นใจว่ามีอาหารบริโภคยามศึกสงคราม เราไม่สามารถรับประทานคอมพิวเตอร์/มือถือ/เครื่องจักร/สินค้าไฮเทคทดแทนได้หรอก ทุกคนต้องกินข้าวหรือสิ่งที่ทำจากข้าวทั้งนั้น ฐานเกษตรกรรมจึงเปรียบเสมือนยุ้งฉางอยู่ในบ้าน ดีกว่าที่จะวิ่งหาซื้อจากนอกเป็นไหนๆ

ภัยคุกคามใดๆ ก็ตามที่มีต่อ "ความมั่นคงด้านอาหาร" ของไทยถือเป็นภัยคุกคามต่อ "ความมั่นคงของชาติไทย" ต่อเรื่องปากเรื่องท้องของประชาชนไทยทั้งสิ้น

การเปิดค้าเสรี "เอฟทีเอ" จะเอาอะไรไปแลกกับอะไร โดยเฉพาะ "ทุนธรรมชาติ" จากภาคเกษตรคงมองแบบง่ายๆ ไม่ได้ ควรละเอียดลออคิดลึกคิดไกลเป็นพิเศษ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจกลับกลายเป็นภัยคุกคามต่อ "ฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจ" ของประเทศได้อย่างไม่ต้องสงสัย

มักมีการอ้างอิงทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ที่ว่าให้นำสิ่งที่ตนถนัดผลิตได้ในต้นทุนต่ำกว่าถูกกว่าเชิงเปรียบเทียบ มาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน ประเทศคู่ค้าทั้งสองจะได้รับประโยชน์มากมายด้วยกันทั้งคู่

"หากแลกกันแล้วเราได้เยอะ มีเสียบ้างก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา" ชนชั้นนำไทยคิดทำนองนี้ โดยเฉพาะผู้ขับเคลื่อนนโยบายการค้าต่างประเทศในรัฐบาลและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตร ตลอดจนกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ

และมักอธิบายแบบยึดติดตำราฝรั่ง ยึดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การค้าเสรีเป็นที่ตั้งอย่างเหนียวแน่น อย่างไม่จำแนกแยกแยะ อย่างไม่เป็นจริงในบริบทไทย คิดเชิงเทคนิคกลไกเป็นหลัก อาศัยสูตรคำนวณตามตัวแบบคณิตศาสตร์ ดูการพยากรณ์พิจารณาเส้นกราฟและแนวโน้ม เน้นการวัดได้-เสียเท่าใดแค่ตัวเลขมากกว่าจิตวิญญาณ, ความเป็นธรรม, และความเป็นมนุษย์

ผลประโยชน์ของชาติคิดกันแค่ตัวเลขเงินๆ ทองๆ เท่านั้นหรือ ไม่ประเมิน "ปัจจัยเสี่ยง" ที่มิใช่ตัวเงินบ้างเลยหรือ

ยิ่งไปกว่านี้บรรดาเสนาบดีและข้ารัฐการระดับสูงมักชอบอ้างติดปากกันเสียจริงว่าไม่มีอะไรต้องห่วง ผลกระทบจากการค้าเสรีมีจริงก็แก้ไขได้ เช่น หากทางให้เกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนไปปลูกพืชตัวอื่นโดยรัฐช่วยเหลือ/หรือไปประกอบอาชีพอื่นซะเลย

ถามว่าคนเล่นหุ้นหรือนายธนาคารให้เปลี่ยนอาชีพไปปลูกข้าว จะทำได้ง่ายๆ ปานนั้นหรือ ปรับตัวรับสภาพได้จริงหรือ

ทางราชการบอกว่าเมื่อเปิดเสรีแล้วมีผลกระทบต่อการผลิตสาขาใด ขอให้สบายใจได้ เพราะจะให้เวลา "ปรับตัว" แถมมี "มาตรการคุ้มครองป้องกันพิเศษ" ในภาษาฝรั่งที่โก้หรูว่า "Special Safeguard Measures"

กรณีไทย-ออสเตรเลีย สินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าอ่อนไหว จะให้เวลาการปรับตัว 15-20 ปี ได้แก่ นมและครีม หางนม เนย ไขมันนม เนยแข็ง เนื้อวัว เนื้อหมู เครื่องในวัว เครื่องในหมู น้ำผึ้งธรรมชาติ ส้มแมนดาริน องุ่นสด มันฝรั่งแปรรูป เป็นต้น

"ให้เวลาปรับตัว" เป็นภาษาสวย ฟังดูเห็นอกเห็นใจดี เหมือนกับการให้โอกาสผู้ได้รับผลกระทบทำการยกระดับคุณภาพและปรับปรุงราคา เพื่อแข่งขันเพื่อสู้กันได้ ให้เวลายาวนานตั้ง 20 ปี น่าจะเพียงพอแล้วนะ เป็นธรรมแล้วนะ สุ้มเสียงคนของรัฐคล้ายเป็นอย่างนี้ แบบพูดให้ผู้คนฟังแล้วสบายใจกันทั่วหน้า

อันที่จริงน่าจะรับฟังความคิดเห็นมากๆ จากผู้จะได้รับผลกระทบกันเสียบ้าง น่าจะเปิดเวทีให้ภาคประชาชนพูดกันเต็มที่ตั้งแต่ก่อนทำกรอบความตกลงเสียด้วยซ้ำ แต่นี้เปล่าเลย ทางราชการเปิดโอกาสให้อย่างจำกัด รายละเอียดข้อตกลงเอฟทีเอจึงเป็นผลิตผลความคิดของราชการล้วนๆๆๆๆ

ในอนาคตเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น นักการเมืองและข้าราชการต้นคิดเหล่านี้คงหายจ้อยไปแล้วกับสายลม เพราะลงจากตำแหน่งไปหมดแล้วหรือไม่ก็ล้มหายตายจากโลกนี้ไปแล้ว

"การให้เวลาปรับตัว" ในความเป็นจริงแล้วเท่ากับการผลักเกษตรกรบางกลุ่มให้จนมุม ถึงทางตัน "หมดทางไป" เช่น การเลี้ยงวัวที่ออสเตรเลีย เป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ต้นทุนจึงต่ำกว่าวันยังค่ำ ถึงปรับตัวอย่างไรกลุ่มเลี้ยงโคนมโคเนื้อในไทยก็ยังสู้ไม่ได้ คนไทยจะหันไปบริโภคนมและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องนำเข้า ท้ายสุดผู้ผลิตคนไทยย่อมเจ๊งล้มละลายเลิกกิจการ

ที่สำคัญกลุ่มเลี้ยงโคนมโคเนื้อเขาทำการปศุสัตว์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แนวทางเกษตรธรรมชาติแบบยั่งยืนพึ่งตนเอง เอฟทีเอแบบไม่จำแนกนั้น จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างมากด้วย กลุ่มนี้มีเครือข่ายในรูปสหกรณ์กว่าหนึ่งร้อยแห่งทั่วประเทศ มีเกษตรกรสมาชิกครอบครัว และกิจกรรมอาชีพเกี่ยวข้องรวมแล้วนับล้านครอบครัวที่จะได้รับผลกระทบ

พูดก็พูดเถอะเปรียบเปรยคล้ายกับบอกให้ทีมชาติไทย "ปรับตัว" เพื่อไปแข่งขันบาสเกตบอลกับทีมชาติสหรัฐอเมริกาหรือทีมชาติอื่นๆ รูปร่างสูงใหญ่ในอนาคต ทั้งๆ ที่คนอเมริกันตัวสูงเกือบสองเมตร บางคนสูงโย่งยังกะยักษ์ปักหลั่นสองเมตรเศษ แถมยังพรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์กีฬาชั้นดี เช่น รองเท้า สนามฝึกซ้อม แล้วเมื่อไหร่ทีมไทยจะสามารถปรับตัว รูปร่างสูงใหญ่ขนาดนั้น มีอุปกรณ์กีฬาดีๆ ขนาดนั้นไปต่อกรกับเขาได้ ชาติหน้าตอนบ่ายแก่ๆ ก็ยังไม่รู้จะสู้กับเขาได้หรือเปล่า มันเป็นตลกฝืดที่ต้องเค้นน้ำตาแทนเสียงหัวเราะ

แล้วเราเป็นประเทศเล็กกว่า เปิดเอฟทีเอกับประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ แน่ใจหรือว่าเราจะสู้เขาได้อย่างสูสี

คุณอดุลย์ วังดาล นายกสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน เจ้าของฟาร์มโคนมอุดมที่ราชบุรี มองว่าการทำเอฟทีเอกับออสเตรเลียเป็นการทำลายอาชีพเกษตรผู้เลี้ยงโคนม โดยมีความเห็นว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะทำอาชีพเลี้ยงวัวแข่งกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ ซึ่งมีสภาพป่าเขาพื้นที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยในการเลี้ยงวัวแบบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี จึงมีต้นทุนต่ำมากๆ คุณอดุลย์ชี้ว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีเทคโนโลยีขั้นสูงในการเลี้ยงวัวมานับร้อยปี แต่เขาก็ยังไม่กล้ายอมเจรจาตกลงเปิดเสรีให้ฟรีๆ แก่ผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เลย(กรุงเทพธุรกิจ 30 พ.ค.47 น.2)

และยังเป็นที่น่าสังเกตต่อไปว่า แม้แต่องค์การการค้าโลกเอง ก็ไม่บังคับให้นำเรื่องผลิตภัณฑ์นม และปศุสัตว์ เข้าในข้อตกลงเอฟทีเอ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกษตรกรภายในประเทศจะสู้ไม่ได้จริงๆ คุณอดุลย์กล่าวย้ำว่าการให้สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าขายเสรีเป็นไปไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนทำกัน เช่นเดียวกันกับกรณีน้ำตาลไม่มีใครทำ สำหรับผู้จะได้รับประโยชน์เต็มๆ หลังจากภาษีเหลือเป็นศูนย์ หรือไม่เก็บภาษีนำเข้าใดๆ เลย นั้นคือบริษัทใหญ่ๆ ที่มีโควตานมผง ซึ่งมีไม่กี่บริษัท

เขาย้ำว่าการทำเอฟทีเอด้านสินค้าเกษตรทุกด้านระหว่างไทย-ออสเตรเลียนั้น ไม่ว่าจะมองจากจุดไหนก็ไม่คุ้มกับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะเกษตรกรไทย

ผมคิดว่าการต่อสู้แข่งขัน ควรพิจารณาตามสภาพเงื่อนไขความเป็นจริงและตัวสินค้าเป็นตัวๆ ไป มากกว่าการเหมารวมไม่แยกแยะ ความหมายของคำว่า "การปรับตัว" จึงอาจใช้ได้กับแค่เพียงบางตัวสินค้าหรือบางสาขาอุตสาหกรรมหาได้อธิบายกับทุกกรณีไม่

ดังนั้น รัฐบาลควรนำเรื่องสินค้าเกษตรและสาขาอื่นๆ ที่เราเสียเปรียบปรับตัวไม่ได้แน่ๆ ออกจากการเจรจาค้าเสรีเอฟทีเอเสียเลย ขณะเดียวกันควรตั้งคณะกรรมการร่วมจากทุกฝ่าย เพื่อการแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างได้ผลจะดีกว่า

คนไม่เคยปลูกข้าวจะรู้รสชาติหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินได้อย่างไรกัน คงไม่รู้หรอกว่ามันทุกข์มันยากขนาดไหนกว่าจะได้ข้าวแต่ละเกวียน กว่าจะขายได้เงินมาก็ถูกกดราคาแทบตาย

ลองสำรวจตรวจสอบดูซิว่ามีประเทศไหนบ้างในโลกนี้ เมื่อมีภาคเกษตรแล้วละทิ้งภาคเกษตร ถ้ามีก็คงประเทศไทยนี่แหละ หากเขาสำรวจวิจัยชุมชนหมู่บ้าน ลองถามชาวบ้านดูซิว่า "ท่านอยากให้ลูกหลานของท่านเป็นชาวนาอย่างท่านหรือไม่" คำตอบเกือบร้อยทั้งร้อยพันทั้งพันจะตอบว่าอาชีพเกษตรไม่มั่นคง อยากให้ลูกหลานของตนเป็นเจ้าคนนายคนมากกว่า! นี่พอจะแสดงถึงความล้มเหลวของนโยบายพัฒนาเกษตรกรรมได้บ้างไหมหนอ

รัฐบาลต่างชาติไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา เขาก็ให้เงินอุดหนุนเกษตรกรมากมายหลายเท่าทวีคูณกว่าชาติอื่นๆ ญี่ปุ่นก็เคยใช้นโยบายอุดหนุนสินค้าเกษตรโดยใช้นโยบายให้ราคาข้าวสูงสำหรับคนในเมือง (พร้อมกับทำนโยบายรายได้ให้คนเมืองมีรายได้สูงไปด้วยจะได้สามารถซื้อข้าวราคาแพงได้) หรืออีกหลายๆ ประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี, เบลเยียม, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, เดนมาร์ก ฯลฯ ล้วนดูแลเกษตรกรเป็นอย่างดี

กว่าที่องค์การการค้าโลก จะบีบให้เขาเปิดตลาดสินค้าเกษตรก็ต้องสู้กันหลายยกหลายตั้ง หากจำเป็นต้องเปิดเสรีบ้าง เขาก็จะสร้างหลักประกันจริงๆ ไม่ให้เกษตรกรของเขาลำบาก

การปรับตัวที่รัฐบาลไทยพูดถึงจึงควรทำอย่างมีจังหวะก้าว มีการวางแผนเตรียมการล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ บอกกล่าวทุกฝ่ายเป็นการวางแผนแบบบูรณาการจริงๆ ทำเป็นขั้นเป็นตอนอย่างมีส่วนร่วม มีการศึกษารอบด้านลงลึกก่อน

รัฐบาลเร่งรีบทำนโยบายเอฟทีเอมากเกินไป เพราะกลัวไม่ทันชาติอื่น กลัวตกรถไฟขบวนที่มีชื่อว่า "ค้าเสรี" จึงใจร้อนรวบรัดเกินพอดี โดยขาดการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อขึ้นรถไฟให้ทันเขา ถ้าหากรถไฟขบวนนี้เกิดวิ่งตกรางพลิกคว่ำลง มันก็จะกลายเป็นค้าเสรี...ที่เสรีจนต้องจนมุมเขาหรือไม่

การเปิดเสรีสินค้าเกษตรอาจดีต่อผู้บริโภคบางกลุ่มก็จริง แต่จะเป็นการดีระยะสั้นแค่นั้น เพราะในระยะยาวสิ่งแวดล้อมและเกษตรเชิงนิเวศจะเสียหาย ระบบการผลิตภาคเกษตรและสาขาอื่นๆ ตามแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" อาจถูกทำลายจนย่อยยับลงได้ หากรัฐยังไม่ตระหนักไม่ยอมหันเหทิศทางการพัฒนาประเทศเสียใหม่โดยพลัน

หน้า 7

 

กลับหน้าแรก