หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
รู้เท่าทัน "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" กลุ่มธุรกิจผูกขาดสู่อำนาจการเมือง

รายงาน  มติชนรายวัน  วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9670

หมายเหตุ - รายงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในบทความ "ศักยภาพของสังคมไทยกับการปราบปรามการคอร์รัปชั่นแบบใหม่ "คอร์รัปชั่นแบบจัดตั้ง" โดยสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) เป็นการให้ภาพที่ค่อนข้างชัดในการเข้าสู้อำนาจทางการเมืองของกลุ่มทุนธุรกิจผูกขาด และการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า "การทุจริตเชิงนโยบาย" และเพื่อทำความเข้าใจต่อรูปแบบดังกล่าว "มติชน" จึงสรุปเนื้อหามานำเสนอ

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ปัญหาการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือการคอร์รัปชั่น ฝังอยู่ในระบบสังคมการเมืองไทยมานาน ซึ่งในอดีตมักพบอยู่บ่อยๆ ในการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง รับใต้ดิน กินใต้โต๊ะ กินตามน้ำ ประชาชนเข้าใจ จับผิดและสามารถตรวจสอบได้ง่าย ตัวละครมักวนเวียนอยู่ที่นักการเมืองและข้าราชการประจำเป็นหลัก อาจจะมีภาพผู้รับเหมาหรือนายทุนนักธุรกิจอยู่บ้าง แต่คนเหล่านี้มักจะถูกกันออกจากกระบวนการตรวจสอบหรือระบบความผิดเสมอ

อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของการคอร์รัปชั่นที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลกระทบในระดับกว้างและลึกมากกว่า มีการปรับตัวและมีความสลับซับซ้อนเกี่ยวข้องกับอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น เป็นเหตุให้หลายครั้งหลุดรอดสายตาสาธารณะกระทั่งไม่มีความผิดใดๆ เกิดขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็ยากจะติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างเท่าทัน

หากพลิกหน้าประวัติศาสต์การเมืองไทยจะพบว่า กลุ่มทุนธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองตลอดเวลา แต่บทบาทของกลุ่มทุนธุรกิจยังไม่มีอิทธิพลเหนือฝ่ายการเมือง จนกระทั่งภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ขบวนการประชาชนลุกขึ้นขับไล่เผด็จการทหาร ทำให้บทบาทของทหารในเวทีการเมืองเริ่มลดอิทธิพลลง ขณะที่บทบาทของกลุ่มทุนธุรกิจเริ่มปรากฏชัดเจนและพยายามหาช่องทางเข้าสู่การเมืองโดยตรงมากขึ้น กระทั่งกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มมีบทบาทโดดเด่นในช่วงสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศวิสัยทัศน์ทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศแถบอินโดจีนภายใต้วาทกรรม "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"

รัฐบาลชุดดังกล่าวมีการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างมหาศาล ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนแสดงตนทางการเมืองและสร้างสัมพันธ์แนบแน่นกับรัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองชัดเจนขึ้น เพื่อต้องการได้สัมปทานต่างๆ จากรัฐบาล ทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นมากมายหลายรูปแบบภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม และสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและเข้มข้น จนเรียกว่า "รัฐบาลบุฟเฟต์ คาบิเนต" ในที่สุดนำไปสู่การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช. เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534

เหตุผลที่แท้จริงของรัฐประหารครั้งนี้ คือการทำลายอำนาจชนชั้นนายทุนที่ได้เข้าครอบงำกลไกรัฐสภา และกำลังรุกเข้ามาใน "อาณาจักรต้องห้าม" ของกลไกราชการนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาพิจารณารัฐบาลชุดปัจจุบัน บทบาทของกลุ่มทุนธุรกิจบนเวทีการเมืองโดดเด่นแตกต่างจากที่ผ่านๆ มา โดยพบว่ากลุ่มทุนธุรกิจในรัฐบาลปัจจุบัน(ศึกษาเฉพาะกลุ่มทุนธุรกิจที่เข้าข่ายธุรกิจผูกขาดและมีอำนาจเหนือตลาด) เข้าสู่อำนาจและตำแหน่งทางการเมืองโดยตรงมากขึ้น

กลุ่มธุรกิจที่เข้าข่ายการเป็นธุรกิจผูกขาดที่อาจจะมีผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มการเมืองทั้งทางตรง โดยการเป็นรัฐมนตรี และทางอ้อมโดยการเป็นที่ปรึกษา และผู้บริจาคเงินหรือทำธุรกิจด้วย ซึ่งมีอย่างน้อย 6 ตระกูล ประกอบด้วย ตระกูลชินวัตร โพธารามิก มาลีนนท์ เจียรวนนท์ สิริวัฒนภักดี และจึงรุ่งเรืองกิจ (รวมตระกูลจุฬางกูร)

เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้ามามีอำนาจทางการเมืองเป็นธุรกิจผูกขาดแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ สุรา เบียร์ ดาวเทียม อาหารสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้คณะกรรมการผู้กำหนดกติกาการแข่งขัน ได้แก่ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และคณะกรรมการกลาง เพื่อกำหนดราคาสินค้าและบริการ ก็ยังมีตัวแทนจากกลุ่มธุรกิจดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ ซึ่งหมายถึงกลุ่มทุนได้เข้าไปยึดกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอีกด้วย

วงจรความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้ง 3 กลุ่ม คือฝ่ายการเมือง กลุ่มทุนธุรกิจ และกลไกป้องกันการผูกขาด มีการเอื้อและตอบสนองประโยชน์ซึ่งกันและกัน กล่าวคือ กลุ่มธุรกิจผูกขาดซึ่งต้องอาศัยประโยชน์จากนโยบายของรัฐ และสัมปทาน ก็มักจะเป็นผู้บริจาคเงินและสนับสนุนหรือเป็นเจ้าของพรรคการเมือง และเมื่อพรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล ก็จะตอบแทนโดยการให้ผู้สนับสนุนรายใหญ่ หรือตัวแทนดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหรือตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ จะเป็นปัญหาสำคัญที่นักธุรกิจทั่วไปต้องหันมาพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรุนแรงที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจตนเองและเศรษฐกิจของชาติในอนาคต หากพวกเขาแยกหน้าที่ความเป็นรัฐบาลกับการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตระกูลไม่ชัดเจน

การไหลรวมของกลุ่มทุนธุรกิจใหญ่และกลุ่มทุนธุรกิจที่เข้าข่ายผูกขาดเพื่อยึดอำนาจรัฐดังที่กำลังปรากฏ ยังส่งผลให้เกิดการจัดระเบียบภาคธุรกิจตามมา กลุ่มทุนธุรกิจใดที่สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือไม่เข้าร่วมธุรกรรมทางธุรกิจกับกลุ่มทุนในรัฐบาลก็มีโอกาสจะประสบปัญหาจากการดำเนินธุรกิจของตนได้ ดังจะเห็นได้จากการถอนตัวของบริษัทกระทิงแดง กลุ่มทุนที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอาการชนิดหนึ่งของการปรับตัวทางการเมืองของกลุ่มทุนธุรกิจในการจัดระเบียบใหม่ว่าต้องเลือกค่ายเลือกสังกัดทางการเมืองนั่นเอง

เมื่ออำนาจทางการเมืองผนวกรวมเป็นเนื้อเดียวกับอำนาจทางธุรกิจอย่างแนบแน่นเช่นนี้ จึงทำให้ระบบการเมืองไทยถูกแปรรูปเป็น "ระบบธุรกิจการเมือง" อย่างเต็มตัว ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการคอร์รัปชั่นทางนโยบายจึงปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าบรรดากลุ่มทุนธุรกิจในเครือญาติของรัฐมนตรีหลายตระกูล ได้ขยับขยาย หรือแตกไลน์ธุรกิจอย่างรวดเร็วสู่กิจการประเภทใหม่ๆ เช่น สายการบิน โรงพยาบาล บันเทิง อสังหาริมทรัพย์ เพราะดูเหมือนว่าหน่วยราชการต่างกระวีกระวาด เปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

หากตั้งข้อสังเกตการแตกไลน์ธุรกิจดังกล่าว จะพบว่าสอดคล้องกับการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ของรัฐบาล อาทิ ก่อนหน้านี้ในเรื่องการแปรสัญญาโทรคมนาคม นายบุญคลี ปลั่งศิริ ประธานกรรมการบริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น ทำวิจัยเสนอแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมทันที หรือกรณีเครือชินฯร่วมลงทุนในสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) นายกรัฐมนตรีก็ประกาศทันทีว่าจะปฏิรูปกิจการการบินและกิจการขนส่งมวลชน หรือกรณีธุรกิจสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ต่ำของเครือชินฯก็สอดคล้องกับนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน

ในเมื่อลักษณะของการทุจริตคอร์รัปชั่นวิวัฒน์ไปจากเดิม และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น การตรวจสอบหรือต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นรูปแบบใหม่ จึงต้องเริ่มจากปรับเปลี่ยนนิยามและกระบวนทัศน์กันใหม่ เพื่อให้เท่าทันกับปัญหาต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบภาคธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากอำนาจทางการเมืองกับอำนาจทางธุรกิจผสมกลมกลืนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

แม้ว่าสิทธิทางการเมืองของนายทุนนักธุรกิจจะไม่แตกต่างกับประชาชนทั่วไป แต่เนื่องจากการเมืองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจอธิปไตยแทนคนทั้งชาติ ดังนั้น กลุ่มทุนธุรกิจที่เข้าสู่อำนาจทางการเมือง จึงจำเป็นต้องถูกตรวจสอบจากสื่อมวลชน และสังคมมากกว่านักการเมืองที่ไม่ได้มาจากกลุ่มทุนธุรกิจในบางครั้ง นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุจริตให้กับระบบการเมืองมากเป็นพิเศษ ซึ่งพบว่ามีบทบัญญัติ มาตรการและกลไกควบคุมตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากมาย แต่สถานการณ์การทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการประจำ และความลำเอียงทางนโยบาย ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจำในระบบการเมือง แม้ภายหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองแล้วก็ตาม การปราบปรามและต่อต้านการทุจริตในสังคมการเมืองไทยยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องคิดค้นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีกันต่อไป นอกจากนี้ภายใต้อิทธิพลโลกาภิวัตน์โดยบรรษัทข้ามชาติ ยิ่งเพิ่มโจทย์และการบ้านให้กับขบวนการและเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นมากขึ้น ธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทครอบงำเหนืออำนาจทางการเมืองไทยได้พบว่าถูกผลักดันจากภายนอกประเทศมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่เพียงลำพังพลังธุรกิจการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่โลกกำลังวิวัฒน์ไปเป็นโลกที่ถูกบงการโดยอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจการเมืองอย่างเต็มตัว ดังนั้น น้ำหนักและอิทธิพลของธุรกิจการเมืองทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตจึงค่อนข้างมหาศาลมีอำนาจต่อรองสูง เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบของธุรกิจการเมืองในสมัยก่อน

ดังนั้น การสร้างพลังทางสังคมควบคุมปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นภายใต้ธุรกิจการเมืองในรูปแบบใหม่เช่นนี้ ต้องคำนึงถึงการสร้างพลังที่จะต้านกระแสธุรกิจการเมืองระดับโลกควบคู่กันไปด้วย ซึ่งคงไม่ใช่แค่การต่อสู้ลำพังภายในประเทศเท่านั้น ประการสำคัญการวาดหวังกลไกและบทบัญญัติใหม่ๆ ในรัฐธรรมนูญด้านเดียวก็คงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่อาจรับมือกับปัญหาได้อย่างเท่าทัน

หน้า 20