|
||||||||||
|
ธปท.แจงแบงก์แกร่งพร้อมรับเกณฑ์สำรองหนี้
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2547 เกาะติดสินเชื่อครัวเรือนหวั่นก่อปัญหาธนาคารออกโรงยันไม่กระทบ เหตุเตรียมพร้อมอยู่แล้ว และหนี้ส่วนใหญ่อยู่กระบวนการศาล ดร.ธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลต่อจำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากการเพิ่มความเข้มงวดในการกันสำรองลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญว่าจะมีผลต่อเอ็นพีแอลเพียงบางส่วนในแง่ของการกระตุ้นให้สถาบันการเงินรีบดำเนินการเท่านั้น ซึ่งหากพบว่ามีผลกระทบก็จะให้เวลาในการปรับตัว แต่จากการประเมินแล้วพบว่าไม่มีผลกระทบรุนแรง " ในการลดเอ็นพีแอลนั้นมีมาตรการต่างๆ หลายประการ โดยที่การเพิ่มการกันสำรองตามระยะเวลาค้างชำระหนี้นี้ไม่ใช่มาตรการหลักที่ทำให้เอ็นพีแอลลดลง แต่มาตรการหลักที่ช่วยให้เอ็นพีแอลลดลงคือมาตรการที่ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีเอ ซึ่งอยู่ในระหว่างการแก้ไขกฎหมายของกระทรวงการคลัง" ดร.ธาริษา กล่าว ส่วนสาเหตุที่เพิ่มเกณฑ์การกันสำรองนั้น ไม่มีผลต่อเอ็นพีแอลมากนัก เนื่องจากได้มีการแจ้งให้สถาบันการเงินทราบตั้งแต่ตอนต้นปี ในขณะที่ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เกณฑ์ใหม่นี้ในงวดสิ้นปีประกอบกับก่อนที่จะออกเกณฑ์การกันสำรองเพิ่มเติมนั้นก็มีการเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว โดยมีการประเมินถึงผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่จากการประเมินผลกระทบแล้วก็พบว่าไม่มีปัญหา ดร.ธาริษา ยังกล่าวอีกว่าเกณฑ์เดิมที่ใช้อยู่นั้นทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว โดยมีเกณฑ์ต่างๆ เช่น การแบ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์สินเชื่อ เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นผลมาจากเกณฑ์การกันสำรองใหม่ ความสำคัญจึงอยู่ที่การนำเกณฑ์หรือมาตรการต่างๆ ไปใช้อย่างจริงจังมากกว่า โดยที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการติดตามดูสินเชื่อในภาคต่างๆ โดยตลอด โดยภาคสินเชื่อที่ ธปท.มีความเป็นห่วงนั้นเป็นสินเชื่อภาคครัวเรือนมากกว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกันกับสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยังมีสัดส่วนไม่เยอะมาก สำหรับเกณฑ์การกันสำรองเพิ่มเติมที่ ธปท.ประกาศใช้นั้น เป็นเกณฑ์ที่มีการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์กันสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่จัดชั้นสงสัยจะสูญที่ธนาคารยังไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยมีการกำหนดให้นำมูลค่าของหลักประกันมาหักออกจากราคาตามบัญชีของลูกหนี้ โดยให้กันเงินสำรองในอัตรา 100% สำหรับลูกหนี้ที่มีระยะเวลาการค้างชำระเกินกว่า 12 เดือน แต่ไม่เกิน 24 เดือน และให้กันสำรองเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 25% ของยอดคงค้างหลังหักเงินสำรองที่ธนาคารได้กันไว้แล้วสำหรับลูกหนี้ที่มีระยะเวลาการค้างชำระเกินกว่า 24 เดือน แต่ไม่เกิน 36 เดือน และให้กันสำรองเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 50% สำหรับลูกหนี้ที่มีระยะเวลาการค้างชำระเกินกว่า 36 เดือน แต่ไม่เกิน 48 เดือน ส่วนลูกหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 48 เดือนนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์กันสำรองเพิ่มจากกรณีค้างชำระไม่เกิน 24 เดือนอีกเป็นจำนวนเต็มจำนวนของยอดคงค้างหลังหักเงินสำรองที่ธนาคารได้กันไว้แล้ว นายเดชา ตุลานันท์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่กระทบกับภาระการตั้งสำรองของธนาคาร เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการเตรียมการรองรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันเอ็นพีแอลที่มีอยู่ในกระบวนการศาลเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเชื่อว่าธนาคารจะสามารถดำเนินการได้ทัน และไม่กระทบกัน ?เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่า ประกาศครั้งนี้เป็นการลงรายละเอียดในเกณฑ์ที่ธปท.ได้บอกก่อนหน้านี้ เราได้เตรียมการไว้แล้ว และหนี้ส่วนใหญ่ เราก็เข้ากระบวนการศาลไปแล้ว ดังนั้นไม่น่าจะมีปัญหา และถ้าเป็นเรื่องที่ผิดหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เราไม่ทำอยู่แล้ว? นายสมหมาย ภาษี ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารไม่มีปัญหาในการตั้งสำรองฯ เพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารได้ตั้งสำรองเกินกว่าเกณฑ์ ธปท. กำหนดไว้มาก โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย. ได้ตั้งสำรองแล้ว 26,392 ล้านบาท มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 21,859 ล้านบาท ส่วนกรณีที่ยอดเอ็นพีแอลของธนาคารปรับเพิ่มขึ้นมา 2 ไตรมาสติดต่อกัน จาก 9.88% เป็น 11.10% เพราะต้องการเพิ่มความเข้มข้นในการจัดชั้นหนี้สงสัยตามเกณฑ์ของธปท. ซึ่งหลังจากนี้จะไม่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นอีกแล้ว นายสุภัค ศิวรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารไม่มีนโยบายตั้งสำรองเพิ่ม ตามเกณฑ์จัดชั้นการตั้งสำรองเอ็นพีแอลใหม่ของทางการ โดยธนาคารเลือกใช้วิธีเร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ให้รวดเร็วขึ้นแทน ซึ่งหากหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ ก็จำเป็นต้องส่งฟ้องศาลดำเนินการบังคับคดีต่อไป โดยขณะนี้ธนาคารมีเอ็นพีแอลกว่า 33,000 ล้านบาท หรือประมาณ 11% ของยอดสินเชื่อรวม และได้ส่งฟ้องถึงกรมบังคับคดีแล้ว 29,000 ล้านบาท โดยจำนวนที่ส่งฟ้องนี้ ศาลได้พิจารณาเสร็จและอยู่ในขั้นตอนขายทอดตลาดถึง 60% หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้ตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญถึง 80% ดร.พงศธร สิริโยธิน รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เชื่อว่าหลักเกณฑ์ของธปท.จะไม่ส่งผลกระทบกับธนาคารมากนัก เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาธนาคารได้มีการเร่งดำนินคดีกับลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้เป็นเวลา 24 เดือน โดยในต้นปีที่ผ่านมาธนาคารมีหนี้ดังกล่าวอยู่ประมาณ 8 พันล้านบาท และในไตรมาสหนึ่งธนาคารได้ดำเนินคดีไปแล้ว 3 พันล้านบาท รวมทั้งได้ตั้งสำรองเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาท และธนาคารได้มีการเร่งดำเนินคดีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกหนี้ที่ยังไม่มีการดำเนินคดีมีเหลือไม่มากนัก ดร.พงศธร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายย่อยที่ฝ่ายกฎหมายของธนาคารจะต้องเร่งส่งเรื่องให้สาขา เพื่อว่าจ้างทนายความท้องถิ่นดำเนินคดี คาดว่าธนาคารจะสามารถดำเนินคดีได้ครบภายในสิ้นปีหนี้ ซึ่งหากธนาคารจำเป็นต้องสำรองเพิ่มก็จะไม่ต้องใช้เงินมากนัก และธนาคารจะมีเงินทุนเพียงพอที่จะรองรับ ?ปกติธนาคารมีการกันสำรองหนี้อยู่แล้ว แต่เป็นการสำรองหักหลักประกัน และหลังจากที่ธปท.ประกาศหลักเกณฑ์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่าน ธนาคารก็ได้มีการเร่งดำเนินการแล้ว ตอนนี้ก็เหลืออีกไม่กี่พันล้านบาท สิ้นปีก็น่าทัน หากต้องสำรองเพิ่มก็ไม่มากนัก และไม่กระทบกับธนาคาร เพราะมีเงินเพียงพอ? ทั้งนี้การขยายสินเชื่อซึ่งเป็นธุรกิจหลักของธนาคารนั้น ธนาคารมองว่าธุรกิจภาคการส่งออก และธุรกิจที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบขนส่ง หรือระบบทางหลวงต่าง ๆ เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มซัปพลายเออร์ที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็กนั้นเป็นกลุ่มที่ธนาคารเข้าไปเจาะมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาปัญหาของกลุ่มดังกล่าวตามหลักการของบาเซิล 2 แล้ว หากไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็จะเป็นความเสี่ยงที่แบงก์จะต้องตั้งสำรอง ซึ่งทางการจะต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของระบบบัญชี นอกจากนี้ การที่ ธปท.กำหนดให้มีการจัดชั้นลูกหนี้ในเชิงคุณภาพ ซึ่งทำให้ลูกหนี้ที่ยังมีการชำระหนี้ปกติ แต่พิจารณาในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น อัตราดอกเบี้ยหรือราคาน้ำมันแล้วลูกหนี้เหล่านั้นจะกลายเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ภาวะเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์ ไม่สามารถลดมาอยู่ในระดับปกติ หรือต่ำกว่า 5% อย่างที่ธปท.ต้องการได้
|