หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เปิดเสรี GMOs กลัวตกขบวน หรือของแถมจาก FTA?

รายงานพิเศษ  โดย วรัญญา ศรีเสวก  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 30 สิงหาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3614 (2814)

"แนวโน้มของธุรกิจเกษตรในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้าจะต้องใช้เทคโนโลยีสูงมาก ซึ่งไบโอเทคโนโลยีจะต้องเข้ามาแน่นอนเนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วจะต้องลดภาษีและลดการอุดหนุนลง ดังนั้นเขาไม่สามารถแข่งขันได้ จึงต้องหันไปใช้ไบโอเทคโนโลยี และหันมาบีบให้ประเทศกำลังพัฒนายอมรับเทคโนโลยีนี้" นายพรศิลป์ พัชรินทร์ รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยฉายภาพให้เห็นถึงธุรกิจเกษตรในอนาคต

ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์สำคัญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ หรือไบโอเทคโนโลยีในประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือข่าวการให้การส่งเสริมให้ปลูกพืชจีเอ็มโอร่วมกับพืชดั้งเดิม (co-exist) ที่สามารถนำเข้าจีเอ็มโอและให้มีการทดลองในระดับไร่นาได้

ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของท่าทีที่มีต่อ สิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรมโดย วิธีพันธุวิศวกรรม (GMO : genertically modified organisms) ในไทย

แม้ว่านายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่เคยยอมรับ โดยอธิบายแค่เพียงผลประโยชน์ในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ที่จะเกิดการวิจัย และพัฒนา โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพยายามอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็นที่ไทยจะต้องทำ เพราะกระแสโลกกำลังเดินไปตามทางนี้โดยอธิบายว่า "ทางสหรัฐอเมริกาก้าวหน้าไปมาก ทีนี้ทางยุโรปไม่ทัน เพราะไม่ได้คิด ตอนหลังมายุโรปก็ทำ ผลสุดท้ายยุโรปยกเลิกข้อห้ามเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เมื่อก่อนนี้ ห้ามไม่ให้ GMOs เข้ามาขาย เดี๋ยวนี้ไม่ห้ามแล้ว แต่ให้ติดฉลากว่า อันนี้ GMOs อันนี้ไม่ใช่ GMOs เพื่อให้คนมีทางเลือก" และกล่าวด้วยว่า "ถ้าเราไม่ทำเราก็ตกรถทางวิทยาศาสตร์ เราก็เสียเปรียบ"

ทางเลือกนี้ยังเป็นการเลือกเดินข้างเดียวและจำนนต่อสหรัฐอเมริกาประเทศผู้นำเทคโนโลยี จีเอ็มโอ และเป็นแนวทางเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกที่โดนกดดันอย่างหนักในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ฯลฯ รวมถึงสหภาพยุโรปที่เดิมเคยมีกฎเกณท์ที่เข้มงวดต่อการนำเข้าจีเอ็มโอหรือใช้ประโยชน์ จีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์ และเคยใช้นโยบายหยุดการให้ใช้จีเอ็มโอมาระยะหนึ่ง ก่อนที่เปลี่ยนแปลงภายหลังจากถูกสหรัฐยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลกเมื่อปี 2003

ทั้งๆ ที่ผ่านมาไทยเคยมีท่าทีที่ชัดเจนตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ที่สั่งระงับการทดลองจีเอ็มโอในระดับไร่นาหลังจากที่บริษัทมอนซานโต้ ขออนุญาตกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำฝ้ายบีที ที่จำลองเชื้อแบคทีเรีย มาใส่ในต้นฝ้ายเพื่อให้ฝ้ายสามารถต้านทานหนอนเจาะสมอฝ้ายได้เข้ามาทดลองในไทย เนื่องจากเกิดการปนเปื้อน ก่อนที่จะมาเกิดเห็นการณ์คล้ายๆ กันเมื่อเกิดเหตุการณ์การปนเปื้อนของมะละกอจีเอ็มโอ จากการที่สถานีวิจัยพืชสวนขอนแก่นได้มีการนำเข้ามาทดลองในพื้นที่เปิด

ดังนั้นจึงมีความเป็นห่วงกันว่าภายใต้การเปิดให้มีการนำเข้าพืชจีเอ็มโอมาทดลองในระดับไร่นา จะไม่สามารถควบคุมและเกิดเหตุการณ์ซ้ำเช่น ในอดีต

และยังทำให้เกิดความกังวลตามมา ทั้งในประเด็นที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ ภาคธุรกิจส่งออกและ ผู้บริโภค "เพราะวันนี้ยังไม่มีใครสามารถประกันได้ถึงความปลอดภัยของจีเอ็มโอ" วิฑูรย์ ปัญญาสกุลจากสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ (กรีนเน็ท) กล่าว

และหากติดตามความเคลื่อนไหวด้านจีเอ็มโอในต่างประเทศ มีหลายกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่งเริ่มตั้งแต่ในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารล่าสุด ในประเทศอังกฤษมีการออกประกาศว่าพืชจีเอ็มโอ จะก่อให้เกิดภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่แสดงให้เห็นว่า GM food หรืออาหารที่ผลิตจาก จีเอ็มโอ มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยทางด้านอาหาร เช่น กรณีอาหารเสริม แอล-ทริพโทแฟน ของบริษัทโซวาเดนโก้ที่ผลิตจากแบคทีเรียดัดแปลงพันธุกรรม มีผลทำให้ผู้บริโภคเกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อจนถึงเสียชีวิต 37 ราย พิการ 1,500 รายและอีก 5,000 รายต้องเข้ารับการรักษาอาการบวมตามข้อและผิวหนังพุพอง

หลายกรณียังสะท้อนให้เห็นว่า จีเอ็มโอยังมีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ การทำลายพันธุ์พืชพื้นเมืองและความหลากหลายทางชีวภาพ ในรายงานขององค์กรเฟรนด์ ออฟ เดอะ เอิร์ธ ยังพบว่ากรณีปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอกับพืชพื้นเมืองเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น กรณีฝ้ายพันธุ์พื้นเมืองในประเทศกรีซ ต้นคาโนล่าในแคนาดา ถั่วเหลืองในอิตาลี ข้าวโพดในประเทศสเปน และมะละกอในหมู่เกาะฮาวาย

ในเม็กซิโกมีการตรวจพบสารพันธุกรรมดีเอ็มเอของข้าวโพดตัดแต่งพันธุกรรมในข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองของเม็กซิโกมากกว่า 9 รัฐ โดยเกิดจากการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐเพื่อเป็นวัตถุดิบในอุตสาห กรรม โดยมีเกษตรกรได้นำข้าวโพดไปปลูกโดยไม่ได้ตระหนักถึงการปนเปื้อนที่เกิดขึ้น และสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเม็กซิโกอย่างมาก เนื่องจากเม็กซิโกเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์ข้าวโพดพื้นที่สำคัญต่อการปรับปรุงคุณภาพและผลผลิตข้าวโพดทั่วโลก

คำถามก็คือนโยบายครั้งนี้ไทยได้อะไร ถ้าไม่นับรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ

เพราะว่ากันว่าในตลาดผู้บริโภคทั่วโลกยัง ไม่ได้มีการยอมรับจีเอ็มโอมากนัก นายวัลลภ พิชญ์พงศา ผู้จัดการบริษัทนครหลวงค้าข้าวให้ความเห็นว่า ในปัจจุบันในตลาดไม่มีใครบอกว่าอยากซื้อ โดยเฉพาะถ้าส่งไปสหภาพยุโรป กระทั่งในสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศผู้นำในเรื่องจีเอ็มโอเองอย่างน้อยมีห้างสรรพสินค้าหลายห้างไม่ยอมรับ เช่น ไวล์โอท เทรดเดอร์ โจ ฯลฯ

มากกว่านั้นยังเชื่อว่า นโยบายนี้จะทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งภาคธุรกิจเกษตรอินทรีย์เพราะจะเกิดการปนเปื้อน การปนเปื้อนของสินค้าเกษตรโดยรวม รวมทั้งผลกระทบกับผู้บริโภค

ที่สำคัญในภาคการผลิตจะทำให้ทั้งเกษตรกรไทยและธุรกิจส่งออกไทยมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ดร.สุรวิทย์ วรรณไกรโรจน์ นักวิชาการจากคณะเกษตรฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า เมื่อผู้บริโภคในตลาดโลกยังไม่ยอมรับสินค้าจีเอ็มโอ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ทำให้กระบวนการผลิตปลูกพืชต้องมีกระบวนการอื่นมาทำให้เพิ่มต้นทุน ในการจัดการแยกสินค้าจีเอ็มโอออกจากสินค้า น็อน-จีเอ็มโอ ดังนั้นจีเอ็มโอไม่ได้จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงแต่อย่างใด

แม้ว่าครั้งนี้บทสรุปอาจจะยังไม่ได้อยู่ที่การสนับสนุนให้เปิดเสรีจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์แต่ในความเห็นของ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาในฐานะคณะอนุกรรมการพันธุวิศวกรรมและจีเอ็มโอ เชื่อว่า "การที่รัฐบาลมีทางเลือกแบบนี้กำลังจะนำไปสู่การส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกพืชจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์อย่างแน่นอน"

ดังนั้นถ้านโยบายครั้งนี้ไม่ใช่วิสัยทัศน์อันเฉียบแหลมของผู้นำที่กลัวประเทศไทยตกขบวนนี่ ก็ต้องเป็นของแถมที่ได้จากนโยบายเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอย่างแน่นอน !!

เปิดเสรี"จีเอ็มโอ"

ผลประโยชน์หมื่นล้าน

ชื่อของ "มอนซานโต้" บรรษัทอุตสาห กรรมชีวภาพข้ามชาติในเครือบริษัทฟาร์มาเซีย เป็นที่รู้จักในไทยมาตั้งแต่ปี 2542 เมื่อมีการนำเข้าฝ้ายบีทีเข้ามาทดลองปลูกในไทยก่อนที่จะเกิดปัญหาการปนเปื้อน เมื่อพืชจีเอ็มโอดังกล่าวเล็ดลอดออกมาจากแปลงทดลอง

มาครั้งนี้ "มอนซานโต้" มีชื่อตกเป็นจำเลยอีกครั้งเมื่อคณะกรรมการเทคโนโลยีชีวภาพ แห่งชาติมีมติให้สามารถนำเข้าพืชจีเอ็มโอเพื่อการทดลองได้ โดยแถลงการณ์ของ BIOTHAI ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนอีกกว่า 10 หน่วยงานเชื่อว่ามีหลักฐานแน่ชัดที่ระบุว่านโยบายนี้เป็นผลจากการผลักดันของมอนซานโต ผ่านรัฐบาลสหรัฐในการทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ รวมถึงความพยายามผลัก ดันในช่องทางอื่น เช่น การเข้าพบนายกรัฐมนตรี ของ นายคริสโตเฟอร์ คิต บอนด์ สมาชิกพรรครีพับลิกันจากมลรัฐมิสซูรี ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิก ที่ได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลจาก "มอนซานโต้"

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และไม่ว่าความจริงเป็นเช่นไร ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้บรรดาบรรษัทข้ามชาติด้านชีวภาพต้องการให้มีการเปิดเสรีจีเอ็มโอ จากบทวิเคราะห์การเปิดเสรีสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพในข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา โดย "วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ" องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย (BIOTHAI) กล่าวถึงประโยชน์ที่บรรษัทอุตสาหกรรมชีวภาพข้ามชาติ หากมีการเปิดเสรี จีเอ็มโอในประเทศไทยว่า โดยทั่วไปพันธุ์พืชที่เกษตรกรไทยปลูกปัจจุบันเป็นพันธุ์พืชที่ถูกปรับปรุงขึ้นโดยวิธีผสมพันธุ์แบบเดิม อันเกิดจากการนำพันธุ์พืชตั้งแต่ 2 สายพันธุ์ขึ้นไปมาผสมกัน หากพิจารณาจากเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกแล้ว เมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ที่เกษตรกรใช้อยู่ในทุกฤดูกาลผลิต  ยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกร เก็บรักษาเอาไว้ทำพันธุ์แปลงปลูกของตัวเอง

และเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยหน่วยงานราชการเป็นส่วนใหญ่ โดยตลาดเมล็ดพันธุ์ของพืชสำคัญๆ ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงมาก โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดผสมปริมาณ 19,767 ตัน มีมูลค่าโดยประมาณ 2,000 ล้านบาท เมล็ดพันธุ์ผักของเอกชนปริมาณ 2,000 ตัน มีมูลค่าประมาณ 390-250 ล้านบาท เมล็ดพันธุ์ผสมเปิดของรัฐบาลแบ่งเป็นข้าว 50,000 ตัน มูลค่า 750 ล้านบาท ถั่วเหลือง 20,000 ตัน มีมูลค่า 355 ล้านบาท ขณะที่เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้เองมีปริมาณ 900,000 ตัน

เป้าหมายของบรรษัทข้ามชาติสหรัฐเพื่อครอบครองผลประโยชน์มหาศาลในประเทศไทย คือ การเข้ามาครอบครองตลาดเมล็ดพันธุ์ที่ปัจจุบันรัฐบาลเป็นผู้ผลิต เมล็ดพันธุ์ส่วนที่เกษตรปลูกแล้วเก็บเอาไว้ เพื่อการปลูกต่อเป็นประการสำคัญ นอกจากข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าว ฝ้าย และมะละกอ ตลอดจนพืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในประเทศไทย ก็อยู่ในความสนใจของบริษัทข้ามชาติได้ ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2540 ผู้บริหารของบริษัทมอนซานโต้มีแผนที่จะทำตลาดเมล็ดพันธุ์ฝ้ายโดยตั้งเป้าที่จะขายเมล็ดพันธุ์ฝ้ายให้ได้มูล ค่าสูงถึง 1,800 ล้านบาท

หากรัฐบาลสหรัฐประสบความสำเร็จในการผลักดันให้รัฐบาลไทยปลูกพืชจีเอ็มโอ คาดว่าบริษัทจะได้รับผลประโยชน์มหาศาลในช่วง 5-10 ปีแรก 32,000 ล้านบาท และอาจสูงมากกว่า 75,000 ล้านบาท ใน 1-2 ทศวรรษข้างหน้า !!

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6