หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ทักษิโณมิกส์ คือ ระบอบอะไร?(1)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8  วันที่ 30 สิงหาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3614 (2814)

บทนำ

เป็นเรื่องที่มีเหตุผลมาก เข้าใจได้เป็นอย่างดี ไม่แปลกใจเลยหรือ ยิ่งไปกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่ชอบควร และสมควรแก่การแล้วที่ทำไมผู้คน (น่าจะเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ว่าจะมีการศึกษามากหรือน้อย) เริ่มต้นที่จะเกิดมีคำถาม ความสงสัย ความหวาดกลัว ความไม่แน่ใจหรือเกิดความไม่มั่นใจกันมากขึ้นทุกวันว่า รัฐบาลทักษิณและโดยเฉพาะตัวนายกฯทักษิณ ชินวัตร กำลังทำอะไรกับประเทศไทยและคนไทยอยู่ (ดูเหมือนจะทำอะไรมาก และรุนแรงมากด้วยกับการมุ่งเน้นบริหารประเทศ โดยเอาทุกอย่างเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือรับใช้เศรษฐกิจ และเอาเทคโนโลยีถาโถมใส่ประเทศไทยมาก อย่างอื่นไม่เอาเลย อย่างอื่นไม่มองเลย หวังว่าจะพาประเทศไทยไปโลดหรือก้าวไปรวดเร็วแบบกบกระโดดบนพื้นฐานทางโครงสร้างและสถาบันต่างๆ และผู้คนของประเทศที่อยู่ในสภาพง่อนแง่น พิกลพิการและอ่อนแอลงมากในปัจจุบัน)

หรือรัฐบาลทักษิณและนายกฯทักษิณ ชินวัตร กำลังนำประเทศไทย (และประชาชนไทย) ไปในทางไหนกันแน่ ? และเพื่ออะไร ? (หรือเพื่อประโยชน์ของใครกันแน่ ?) หรือที่เรียกกันว่า หรือที่ยกย่องกันว่าเป็น "ทักษิโณมิกส์" (Thaksinomics) คืออะไร ? หรือคือระบบ/ระบอบอะไรกันแน่ ?

เช่นเดียวกันในชั้นเรียนวิชาเศรษฐกิจไทยของ ผู้เขียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ คำถามหนึ่งที่นิสิตถามกันมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ "ทักษิโณมิกส์" คืออะไร ? ซึ่งเมื่อมีนิสิตถามคำถามนี้ขึ้นมาในห้องเรียนเป็นครั้งแรก บอกตามตรงว่าผู้เขียนบอกไม่ถูกเลยว่าจะตอบว่าอย่างไรดี ?

ที่บอกไม่ถูกเลยว่าจะตอบว่าอย่างไรดีนั้น ? คงเป็นเพราะในตอนแรกๆ ของรัฐบาลทักษิณหรือในตอนแรกๆ ที่มีคำว่า "ทักษิโณมิกส์" เกิดขึ้นมา แล้วก็มีการพูดกันต่อมาเรื่อยๆ นั้น ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนเกิดความสนใจอะไรขึ้นมา หรือในแง่ของผู้เขียนเองแล้วมองไม่เห็นว่ามันมีความหมายความสำคัญอะไร (ต่อการแก้ไขปัญหาหรือทำอะไรให้ดีขึ้นกับบ้านเมืองและผู้คน)

หรือมองไม่เห็นว่ามันเป็นความรู้ใหม่ แนวทางใหม่หรือเป็นระบบ/ระบอบใหม่อะไรที่ใช้ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่ควรค่าแก่การสนใจหรือน่าเรียนรู้อะไร (แต่ตรงกันข้ามกลับมองเห็นเป็นผลจากความไม่รู้เสียมากกว่า จึงได้สร้างหรือประกาศแนวทาง กิจกรรมหรือนโยบายและมาตร การอะไรต่อมิอะไรกันออกมามากมายก่ายกองกันอยู่ตลอดเวลา พยายามทำอะไรกันเยอะแยะมาก แต่ไม่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาประเทศไทยเลย)

นอกจากเป็นเพียงการหาเรื่องมาเล่นมาแสดงกันไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการปั่น การกระตุ้น การสร้างความคึกคักเพื่อแสดง "ความเก่ง" ของรัฐบาลและของท่านผู้นำประเทศ โดยคงคิด(ไปเอง) ว่าเป็นการทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมๆ ซึ่งจะทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่น นิยมชมชื่นอันจะนำมาซึ่งคะแนนเสียงจากประชาชนที่เพิ่มพูนขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง เกียรติยศและอำนาจ การใช้อำนาจและการดำรงรักษาอำนาจสูงสุดของประเทศให้อยู่ในกำมือต่อไปตราบเท่าที่ต้องการ (และเพื่อประโยชน์และผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะตามมา) ตามแนวทางแบบการตลาดที่เป็นแนวทางที่คุ้นเคย และชำนาญการของพวกผู้คน ที่มีพื้นฐานมาจากความเป็นพ่อค้า หรือนักธุรกิจก็เท่านั้นเอง (style of leadership)

หรือนอกจากนั้นแล้ว ในแง่ของผู้เขียนเองก็มองไม่เห็นว่ารัฐบาลทักษิณและนายกฯทักษิณ ชินวัตร (รวมทั้งพรรคไทยรักไทย) มีอะไรใหม่หรืออะไรเป็นพิเศษแตกต่างไปจากผู้นำหรือรัฐบาลอื่นๆ ของไทยที่ผ่านมามากนัก นับตั้งแต่ชื่อ "พรรคไทยรักไทย" ซึ่งฟังชื่อพรรคตั้งแต่ต้นมาแล้วจนถึงวันนี้ (หลังจากพรรคไทยรักไทยมีอายุ 6 ปีแล้ว) ผู้เขียนก็ยังคงมีความรู้สึกว่าเขาคิดอะไรกันหรือเขาคิดกันอย่างไรถึงได้ตั้งชื่อพรรคการเมืองกันออกมาได้อย่างนี้ มันไม่เห็นสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ค่านิยม หรืออุดมการณ์อะไรที่ยึดถือของผู้คนหรือคณะบุคคลที่มารวมกันเป็นพรรคการเมือง

คำขวัญหรือสโลแกนของพรรคไทยรักไทยที่ว่า "คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน" ก็เป็นเพียงสโลแกนหาเสียงให้โดนใจผู้คนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง (ความจริงแล้วฟังเหมือนเป็นคำโกหกหลอกลวง หรือคำโฆษณาขายสินค้าอย่างที่ชอบทำกันผ่านทางสื่อต่างๆ เสียมากกว่า) ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเบื่อหน่ายหนักและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม

การที่สมาชิกพรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งกันเข้ามามาก อย่างที่เรียกว่าถล่มทลาย จนกลายเป็นประวัติศาสตร์หนึ่ง ของการเมืองไทย ของการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะประชาชนนิยมชมชอบในนโยบายของพรรคไทยรักไทย (อะไรนัก) อย่างที่คนในพรรคไทยรักไทย มักหยิบยกเอามาเป็นข้ออ้าง เพื่อโต้ตอบคนอื่น หรือเพื่อสร้างความชอบธรรมในการบริหารการปกครองประเทศของรัฐบาล หรือเพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับนโยบายและมาตรการที่ออกกันมามากมายของรัฐบาล (แม้จะมีเสียงผู้คนคัดค้านไม่เห็นด้วย หรือชี้ให้เห็นข้อขาดตกบกพร่อง หรือที่จะสร้างปัญหาตามมาในภายหลังอีกมากก็ตาม)

แต่เป็นเพราะประชาชนไทยไม่มีทางเลือกหรือตัวเลือก (ที่ดี) อื่นเสียมากกว่า (เพราะเบื่อหน่าย และสิ้นหวังในพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคที่เหลืออื่นๆ ก็ล้วนเห็นขนาดและฝีมือกันมาแล้วทั้งนั้น และเพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดแคลนผู้นำอย่างหนัก เพราะจากสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมที่สร้างคนให้เป็นแต่ผู้ตามและทำให้ทรัพยากรมนุษย์ไทยถูกทำลายกันมาก)

ยิ่งไปกว่านั้นการมีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ (ที่อ้างว่าเพื่อช่วยแก้ปัญหาของประชาชนระดับรากหญ้า และโครงการเอื้ออาทรกันอีกมากมาย) ยิ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทักษิณ ไม่ได้คิดจะแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชนกันจริงๆ (เช่นเดียวกับในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ที่ก็ไม่เคยเห็นมีผู้นำไทยคนไหนเคยบอก หรืออธิบายกันให้ได้จริงๆ ว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไรหรือปัญหาจริงๆ ของประเทศไทยและคนไทยเป็นปัญหาอะไร ? หรือทุกด้านของประเทศทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมมันตกอยู่ในสภาพปัญหาอย่างไรในปัจจุบัน ? แล้วทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไรกันมา หรือทำกันมาอย่างไรมันจึงตกอยู่ในสภาพที่เป็นปัญหาอย่างนั้น ? แล้วจริงๆ อยากเห็นประเทศไทยและคนไทยเป็นอย่างไรต่อไป ? และคิดว่ามันจะเกิดเป็นจริงขึ้นได้อย่างไร ?)

และที่อ้างเอาความดีความชอบ อ้างเอาเป็นความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ จากวิกฤตได้แล้วนั้น (ดังที่ผู้เขียนเคยวิจารณ์เอาไว้ในบทความต่างๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว) แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ของรัฐบาลทักษิณก็ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลอื่นก็คือ โดยแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก แก้ปัญหาโดยการใช้เงินมากผ่านทางนโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งก็ไปมีผลทำให้กำลังการผลิตที่สร้างกันขึ้นมาแล้วหรือกำลังการผลิตที่มีส่วนเกินเหลืออยู่มากก็กลับมาใช้ได้มากขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นการผลิต ผู้ผลิตหรือธุรกิจที่มีประสิทธิ ภาพ หรือหากินได้หรือเติบโตกันได้หรือไม่ก็ตาม) บวกการสนับสนุนส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลับมาเฟื่องฟูกันอีก รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ การทำทุกอย่างให้ตลาดหุ้นกลับมาคึกคักและดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นการบริโภคต่างๆ ของประชาชน

เพราะฉะนั้น แหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูงในรัฐบาลทักษิณก็มาจากแหล่งดังกล่าว แล้วก็มีความพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้จ่ายเงินมากมายต่อไปอีกในการดำเนินกิจกรรมและโครงการขนาดยักษ์ต่างๆ (ก็กลับไปทำอย่างเดิมตลอด ประวัติศาสตร์ของการขยายการเจริญเติบโต และพัฒนาเศรษฐกิจไทย ที่มีแต่การพัฒนาทางกายภาพ (physical development) หรือด้าน hardware ขณะที่ปัญหาของประเทศ เป็นปัญหาการขาดการพัฒนาเชิงคุณภาพหรือด้าน software) เพียงเพื่อให้ได้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง เพื่อใช้เป็นดัชนีชี้ถึงความสำเร็จในการบริหารประเทศของนายกฯทักษิณ รัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทย

(ขณะที่ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาอะไรกันนักตรงที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาทางโครงสร้าง/รากฐานซึ่งเกิดจากปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิดหรือปัญหาการบริหารเศรษฐกิจผิด (ดังที่เคยเขียนวิจารณ์มาแล้วในบท ความที่ผ่านๆ มา) แต่ดังกล่าวกลับไปกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์เทียม หรือการเติบโตแบบลูกโป่ง อย่างที่ชอบทำกันมาตามแบบเดิมๆ อีก ก็ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยมันบิดเบี้ยว และไม่มีวันจะให้โครงสร้างที่ให้การเจริญเติบโตที่ยั่งยืน และมีเสถียรภาพ (sustainable growth with stability) แล้วในที่สุดประเทศก็จะกลับมามีปัญหาวิกฤตกันอีกอย่างแน่นอน)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นเด่นชัด หรือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในรัฐบาลทักษิณหรือโดยเฉพาะในตัวนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่อาจถือเป็นอะไรใหม่หรือแตกต่างไปมากจากรัฐบาลหรือผู้นำไทยอื่นที่ผ่านมา จนทำให้มีคำว่า "ทักษิโณมิกส์" เกิดขึ้น และอาจทำให้สามารถนิยาม "ทักษิโณมิกส์" (ในเบื้องต้นนี้) ได้ว่า คือแนวทาง (เศรษฐกิจ) ตามที่คุณทักษิณว่า คือคุณทักษิณว่าอย่างไร ก็ต้องว่าอย่างนั้นตามกัน (โดยเฉพาะในหมู่ผู้คนที่แวดล้อมและเป็นพวกพ้องเดียวกันกับคุณทักษิณ)

หรือคือระบบ/ระบอบการบริหารการปกครองที่ให้ "คน" เป็นใหญ่ ให้ "คุณทักษิณ" เป็นใหญ่ (ego-centered) ให้ "ทรท." เป็นใหญ่ หรือให้เป็น "ศูนย์กลาง" ที่มีอำนาจครอบงำประเทศ หรือ อำนาจอธิปไตยเป็นของ "ผู้นำ" (พรรคของผู้นำ แต่เพียงพรรคเดียว) นี่คือ "ระบบเผด็จการ" (totalitarian/autocracy)

ทำให้ความหมายของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่หมายถึงการปกครองโดยประชาชน ของประชาชนและเพื่อประชาชน หรือ (ความหมายที่แท้จริงของการปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตย) หมายถึงการปกครองโดยคนเสมอกัน (โดยนายกรัฐมนตรีก็เพียงทำหน้าที่หรือบทบาทหนึ่งเท่านั้น เหมือนหรือดังเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ในสังคมเช่นเดียวกัน) ในช่วงเวลานี้ของบ้านเมืองมันเลือนหายไปหมดจนอดที่จะใจหาย และเศร้าใจกับชะตากรรมของบ้านเมืองและประชาชนไทยไม่ได้เลย

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8


ทักษิโณมิกส์ คือระบอบอะไร?(2) ปัญหาเอาตนเป็นใหญ่ของคนไทย

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว   ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 06 กันยายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3616 (2816)

ในครั้งที่แล้วทิ้งท้ายเอาไว้ว่า สิ่งที่เห็นเด่น ชัดหรือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในรัฐบาลทักษิณและโดยเฉพาะในตัวนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่อาจถือเป็นความใหม่ ของใหม่ หรือที่แตกต่างไปมากจากรัฐบาลและผู้นำไทยคนอื่นๆ ที่ผ่านมา (โดยเฉพาะ ที่เป็นรัฐบาลและผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน) จนอาจเป็นที่มาของ คำว่า "ทักษิโณมิกส์" (Thaksinomics) และอาจ สามารถให้นิยาม "ทักษิโณมิกส์" (ในเบื้องต้นนี้) ได้ว่า คือระบบที่ให้ "คน" เป็นใหญ่ ให้ "คุณทักษิณ" เป็นใหญ่ (ego-centered) ให้ "ทรท." เป็นใหญ่ หรือเป็น "ศูนย์กลาง" ที่มีอำนาจครอบงำประเทศ หรืออำนาจอธิปไตยเป็นของ "ผู้นำ" (พรรคของผู้นำแต่เพียงพรรคเดียว) นี่คือ "ระบบเผด็จการ"

และใช้สไตล์การบริหารสไตล์ความเป็นผู้นำแบบการตลาด (ใช้การตลาดและใช้สื่อโดยเฉพาะสื่อทีวีที่อยู่ในมือของรัฐบาล และพวกพ้องของรัฐบาลเกือบจะทั้งนั้นในการสร้างภาพ และการโฆษณาชวนเชื่อมาก) เอาทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจ หรือเพื่อรับใช้เศรษฐกิจ อย่างอื่นไม่เอาเลย อย่างอื่นไม่มองเลย และเอาเทคโนโลยีถาโถมใส่ประเทศไทยมากบนพื้นฐานของประเทศและผู้คนที่ง่อนแง่น พิกลพิการ หรืออ่อนแอลงมากในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้วก็เห็นว่าปัญหาอัตตาสูง ปัญหาเอาตนเป็นใหญ่ (ego-centered) (บุคลิก ลักษณะของคนที่ไม่ฟังเสียงใคร โลภ โกรธ และหลงได้ง่ายและได้มาก อำนาจนิยม "ตั้งกู" "ตั้งเก่ง" "ตั้งตนเป็นพระเจ้า" "ตั้งตนเป็นพระผู้ช่วยให้รอด" กันทั้งนั้น) ไม่ใช่แต่เป็นปัญหาของนายกฯทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่เป็นปัญหาของคนไทยอื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะของคนที่เป็นชน ชั้นผู้นำ/ผู้ปกครองประเทศ (และปรากฏเห็นเด่นชัดในหมู่ นักวิชาการและปัญญาชนไทย ซึ่งรวมทั้งนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ก็เหมือนกับนักวิชาการด้วย)

การมีคนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจของผู้นำ (position of power leaders) ที่มีบุคลิกภาพเป็นเผด็จการเช่นนั้น มันก็จะเกิดสภาพการนำบ้านเมืองและผู้คนไปในทางที่จะสร้างสภาพแวดล้อม สิ่งจูงใจและเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเลียนแบบ (ของผู้ใต้ปกครอง) ในการประพฤติปฏิบัติตามๆ กันจนกลายมาเป็นวัฒนธรรมของผู้คนในสังคม (national cultural behaviour) กลายมาเป็นสังคมที่ผู้คน (ทั้งผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองและทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และเด็ก) ชอบใช้อำนาจ ชอบใช้ความรุนแรงมาก (เป็นสังคมที่ไม่ใช้เหตุผล ไม่ใช้ความรู้/ความจริง สังคมที่ยังใช้เวทมนตร์คาถา ไสยศาสตร์และพิธีการและพิธีกรรมต่างๆ ในการปกครอง) ดังภาพที่มีให้เห็นกันมาโดยตลอด ตัวอย่างการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์นองเลือดเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยหรือในเหตุการณ์เรียกร้องอื่นๆ ของประชาชน

การใช้อำนาจบาทใหญ่ของคนในเครื่องแบบกับประชาชน ระบบโซตัสที่ยังดำรงอยู่แม้จนถึงปัจจุบันในสถาบันอุดมศึกษาที่รุ่นพี่ทำตนมีอำนาจบังคับเหนือรุ่นน้อง การยกพวกตีกันจนถึงขั้นเสียเลือดเนื้อและชีวิตของบรรดานักเรียน/นักศึกษาอาชีวะ การใช้อำนาจใช้ความรุนแรงทำร้ายกันเองของคนในครอบครัว การใช้อำนาจป่าเถื่อนและความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยม ทำร้ายกันเองระหว่างประชาชนที่เป็นข่าวให้เห็นกันมากขึ้นทุกวัน การใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมและการเล่นพรรคเล่นพวกในองค์กรทั้งในภาครัฐและเอกชน (ซึ่งนับวันยิ่งทำกันหนักข้อและไร้ยางอายกันมากขึ้น) การมีปัญหาทำลายสิทธิมนุษยชนหนัก และการมีผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อและมาเฟียในทุกท้องที่ทั่วไทย

แล้วอะไรคือที่มาของปัญหาอัตตาสูง ปัญหาเอาตนเป็นใหญ่หรือปัญหาการมีบุคลิกภาพเป็นเผด็จการของคนไทย (ที่ก่อให้เกิดผลในทางที่ไม่ดี ทางเสื่อม ทางที่เสียหาย ซึ่งสร้างผลกระทบในทางลบต่อการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของผู้คน ในสังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวม) ก็มาจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมที่สร้างแบบอย่างมาตรฐาน (standard norms) ที่บังคับความรู้สึกนึกคิดมาสู่การกระทำและการประพฤติปฏิบัติของผู้คนในสังคม

ทำให้คนไทยไม่สามารถมีความคิด ความรู้สึก และการกระทำตามความต้องการ ตามความ อยากปรารถนาหรือจากแรงกระตุ้นภายในของตนเองได้ จะต้องทำตามบรรทัดฐาน หลักจริยธรรม มาตรฐานทางวัฒนธรรม หรือตามมาตรฐานสังคมอะไรที่สร้างกันขึ้นมาที่เห็นว่าดีว่าชอบควร (ตัว อย่างในเรื่องความกตัญญู การเคารพนับถือผู้มีอำนาจ การเคารพนับถือคนอยู่ในตำแหน่ง การเคารพนับถือผู้ใหญ่ และการเคารพนับถือคนรวยคนมีเงิน)

การที่คนไทยไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ดังกล่าว ทำให้คนไทยเป็นคนที่ไม่มีสิ่งที่ยึดที่กำหนดจากข้างในตนเอง (inner sense of value) แต่จะยึดตามผู้อื่นตามสังคม (other-directed personality) ทำให้เป็นคนมักไม่รักษาคำมั่นสัญญา ขาดความรับผิดชอบ สภาพแวดล้อมบังคับได้ง่าย มักควบคุมตนเองไม่ได้ จะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ขาดแคลนต้องแก่งแย่งกัน (scarcity mentality)

คนไทยจึงเป็นคนที่เติบโตแต่ตัวและหัวโต แต่ใจเล็ก ใจคอคับแคบ เห็นแก่ตัว คิดน้อย คิดสั้น โกรธและอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย (หรือขาดวุฒิภาวะ) และมีจิตวิญญาณที่มันตาย มันไม่มีชีวิต ทำให้เป็นคนขาดจิตสำนึกเบื้องสูงหรือขาดสำนึกดีชั่ว ถูกผิด บาปบุญ หรือมีปัญหาการขาดศีลธรรมและจริยธรรมกันไปทั่ว หรือสูญเสียความเป็นมนุษย์กันไปหมด (ดังกล่าวกระทบต่อการเรียนรู้และการเติบ โตของคนไทยและเป็นที่มาของปัญหาคอร์รัปชั่นที่ระบาดกันไปทั่วและแก้ไขไม่ได้)

และนอกจากนั้นแล้วการเป็นคนขาดหรือคนที่รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ขาดแคลนต้องแก่งแย่งกัน ทำให้คนไทยเป็นคนที่มีปัญหาทางใจหรือมีความต้อง การทางใจ ที่สำคัญที่สุดคือ ความต้องการความสำเร็จส่วนตัวสูง/ความต้องการเป็นผู้ได้รับชัยชนะเหนือผู้อื่นและความต้องการอำนาจสูง/ต้องเป็นผู้ มีศักดิ์ศรีเพื่อต้องการความนับถือจากคนอื่น (เพราะทิ้งตน /นับถือตนเองไม่ได้/ไม่นับถือตนเอง)

เพราะฉะนั้น ความต้องการจากข้างในบวกสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนจึงทำให้คนไทยต่างมุ่งหาความสำเร็จส่วนตัวกันมาก จึงเป็นโรคเก่งขึ้นสมอง มุ่งพัฒนาศักยภาพแต่ละด้าน (เอาแต่ส่วนที่เป็นเลิศ) ทำให้เป็นคนไม่รอบด้าน ขาดการพัฒนาเต็มศักยภาพของมนุษย์ (ทั้งกาย ใจ สติปัญญาและจิตวิญญาณเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่พัฒนารอบด้านที่มีความรู้รอบด้าน) ทำให้กลายเป็นคนเสี้ยว คน/ครึ่งคนหรือไม่เต็มคน (full man) หรือทำให้กลายเป็นคนพิการซึ่งง่ายต่อการปกครอง แต่มีผลเสียในแง่เศรษฐกิจ

และเมื่อออกไปทำงานก็ต้องการการยอมรับของสังคมเป็นลำดับชั้นขึ้นไป ตัวอย่างมีตำแหน่งใหญ่ดีกว่าตำแหน่งเล็ก (คนเสมอกันไม่มี) มีแต่ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า เพราะผู้มีอำนาจให้รบกัน (divide and rule) เพราะฉะนั้น ทันทีที่ได้เป็นใหญ่ ผู้ใหญ่ไทยจึงมีบุคลิกภาพเผด็จการหรืออัตตา ธิปไตยหมดทุกคน (autocratic) ใหญ่โดยใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้อำนาจปืนคืออำนาจแท้จริงที่ใช้ และวิธีจะได้อำนาจก็ต้องยอมตนให้ท่าน (ผู้มีอำนาจ) ใช้ ได้อำนาจกันมาจึงมีหนี้ทางใจต่อกัน (ต้องกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ)

เพราะฉะนั้น คนไทยเมื่อมีอำนาจขึ้นมาจึงเบ่งมาก เขื่องมาก ต้องเป็นทรราชเพราะได้อำนาจมาโดยวิธีดังกล่าว คนอยู่ในอำนาจทั้งในภาครัฐบาลและภาคเอกชนเหมือนกันหมดทุกคน เมื่อเขาทิ้งตน จึงทิ้งวิชาชีพ ทิ้งพรสวรรค์ คิดว่าผู้นำคือผู้นำทางสังคม เพราะฉะนั้น หน้าที่ของผู้ปกครองคือการรักษาวินัย จึงเป็นหน้าที่สำคัญ (maintenance of law and order) ซึ่งไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถอะไร

และดังนั้น แม้ภายหลังจากรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศมายาวนาน ที่เกิดมีประชา ธิปไตยขึ้นในประเทศ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนขึ้นมาเป็นผู้นำผู้ปกครอง แต่รัฐบาลก็มีปัญหาอย่างเดิม (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชวน รัฐบาลบรรหาร รัฐบาลชวลิต และรัฐบาลทักษิณในขณะนี้) จึงมีปัญหาอย่างเดิม คือ ปัญหาการเป็นเผด็จการหมด เป็นระบบเผด็จการในระบอบประชาธิปไตย (despotism under democratizing garment)

จากทั้งหมดข้างต้น เมื่อโดยเนื้อแท้แล้ว (เราคนไทยโดยเฉพาะชนชั้นผู้นำ/ผู้ปกครอง) ก็ล้วนเป็นคนประเภทอัตตาสูง เอาตนเป็นใหญ่ อำนาจนิยมหรือเป็นเผด็จการกันทั้งนั้น และเมื่อนานวันเข้าก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (หรือเปลี่ยนแปลงกันน้อยมากและช้ามาก) ความเป็นเราดังกล่าวมันจึงมีอาการยิ่งหนักข้อขึ้น หรือดังนั้นเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน ธาตุแท้หรือตัวตนที่แท้ของเราที่ซ่อนเร้นกันเอาไว้ (ภายใต้ท่าทางดี/สวยงาม) มันจึงล่อนจ้อนออกมาให้ได้เห็นกันชัดๆ ทุกคน (naked self)

และยิ่งเป็นคนที่มีโอกาสจะหลงตนเอง บ้าอำนาจหรือเผด็จการได้มากกว่าใครๆ (เพราะอยู่ในฐานะ ตำแหน่งและอำนาจสูงสุด และมาจากพื้นฐานที่สนับสนุนเพราะเรียนหนังสือมามากจึงทั้งเก่ง มาจากความเป็นตำรวจที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจ เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดและร่ำรวยมากที่สุดของประเทศจากธุรกิจสัมปทานผูกขาดจากรัฐ และได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุดจนเป็นประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย จึงไม่มีใครจะมีคุณสมบัติเพียบพร้อมมากกว่านี้แล้ว) อย่างนายกฯทักษิณ ชินวัตร

เพราะฉะนั้น จึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรมากนักว่าทำไมบ้านเมืองไทยในเวลานี้ จึงมีบรรยากาศของความเป็นเผด็จการแผ่คลุมเข้ามาแทนที่ความ เป็นประชาธิปไตย โดยมีนายกฯทักษิณ ชินวัตร (และพรรคไทยรักไทย) เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว หรือเป็นศูนย์กลางที่มีอำนาจครอบงำและบงการ ชีวิตความเป็นไปของผู้คนและบ้านเมืองอยู่ในเวลานี้ (Thaksin-centered life) (และเพราะฉะนั้น จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรก็เป็นประชาธิปไตยกันจริงๆ ไม่ได้ ถ้าผู้คนยังมีจิตวิญญาณเป็นเผด็จการกันทั้งนั้น)

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


ทักษิโณมิกส์ คือ ระบอบอะไร?(3) ระบอบการปกครองโดยผู้มั่งคั่ง / พ่อค้า

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 13 กันยายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3618 (2818)

โดยเนื้อแท้แล้วระบอบการปกครองของไทย ก็ยังเป็นระบอบการปกครองแบบศักดินา หรือระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบการปกครองที่มีผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง โดยผู้ปกครองหรือชนชั้นสูงอาจหมายถึงเจ้า/ ขุนนาง ทหาร/นักรบ ข้าราชการ นักวิชาการ/ ปัญญาชน นักการเมืองและพ่อค้า/นักธุรกิจ/นาย ทุนผู้มั่งคั่งร่ำรวย และผู้ใต้ปกครองก็คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไร้อภิสิทธิ์ไร้อำนาจใดๆ และมีชีวิตความเป็นอยู่เพียงระดับพอยังชีพหรือยากจน

(ไม่มีกลุ่มอื่นที่แตกต่างไปจากกรอบที่ครอบกันเอาไว้ข้างต้น ไม่มีฐานหรือสิ่งแวดล้อมที่จะทำ ให้เกิดกลุ่มประเภทอื่นนี้ ไม่มีเสรีชน ไม่มีชนชั้นกลางจริงๆ เพราะชนชั้นกลางก็เป็นเพียง "มือเท้า" หรือ "แขนขา" ของ "ผู้ปกครอง" หรือ "นาย" เท่านั้น และคนข้างล่างก็เป็น "บ่าว" หรือ "คนรับใช้" ทำตามนายข้างบนสั่ง)

และผู้ปกครองก็คือผู้ได้ใช้ "อำนาจ" การปกครองการบริหารประเทศและที่คนเหล่านี้ได้เป็นผู้ใช้ "อำนาจ" ในบ้านเมือง เพราะได้รับมอบหมายจากสังคมให้ทำบทบาทหรือหน้าที่บางประการ (organization role) เป็นต้นว่าข้าราชการเป็นผู้ให้บริการแก่ประชาชน นักวิชาการ/ปัญญาชนเป็นผู้มีสติปัญญาทำหน้าที่เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้และปัญญาแก่ผู้คนในสังคม ทหารเป็นผู้ปกป้องและรักษาอธิปไตยของประเทศและพ่อค้า/นักธุรกิจ/ นายทุนทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจและการรักษาอำนาจกันอย่างไรของพวกคนที่เป็นผู้นำ/ ผู้ปกครองเหล่านี้จึงสามารถสร้างผลกระทบต่อ สวัสดิภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและบ้านเมืองได้อย่างร้ายแรง ลึกซึ้ง และกว้างไกล

และโดยเฉพาะบทบาทและพฤติกรรมของนัก การเมืองและพรรคการเมือง หรือการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.) พรรคการเมือง รัฐสภา และรัฐบาลเป็นอย่างไร จะกำหนดความเป็นไปของเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และด้านอื่นๆ ของบ้านเมือง ทำนองเดียวกับคำกล่าวที่ว่า "ผู้นำ/ ผู้ปกครองเป็นอย่างไร ประชาชนก็เป็นอย่างนั้น"

และเพราะการเมืองเป็นที่มาของวิสัยทัศน์ของประเทศ คือผู้นำทางการเมือง โดยเฉพาะผู้นำทางการเมืองสูงสุดหรือนายกรัฐมนตรี คือคนที่จะต้องเป็นผู้เล็งเห็นการณ์ไกลของประเทศ หรือคือผู้ที่จะนำประเทศทุกด้านสู่อนาคตหรือคือคนที่จะบอกว่า "จะให้ประเทศไทยเป็นอะไรทั้งด้านเศรษฐ กิจ สังคม และการเมือง" และมีอำนาจที่จะทำได้

อย่างไรก็ตาม เริ่มจากที่ประเทศไทยเปลี่ยน แปลงการปกครองประเทศมาสู่ระบอบประชา ธิปไตยในปี 2475 (หรือจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 72 ปีมาแล้ว) ผู้ที่มีอำนาจในการปกครองประเทศไทยมาโดยตลอดประกอบด้วยหรือแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือ พวกเจ้า/ขุนนาง และอีกกลุ่มคือ พวกทหาร/นักรบ ซึ่งกลุ่มผู้ปกครองทั้งสองต่างหาพวกพ้อง ดึงเอาคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมและแม้แต่คนของแต่ละกลุ่มเข้ามาเป็นพวกพ้องของตนตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ (ทหารและพลเรือน) นักวิชาการ ปัญญาชน นักธุรกิจ นักการเมือง และประชาชนโดยทั่วไป และกลุ่มผู้ปกครองทั้งสองต่างแข่งขันอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา และกระแสอำนาจทั้งสองกลุ่มนี้ ไหลแทรกแซงทุกกลุ่มทุกผู้คนในทุกพื้นที่ทั่วไทย

ต่อมาเมื่อเริ่มมีประชาธิปไตยกันมากขึ้นนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 แล้วก็มีนักการเมือง (เช่น คุณชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย) ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้ ขึ้นมาเป็นผู้นำและเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ (เพราะต่อสู้กับอำนาจเผด็จการของรัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศมายาวนาน) แต่นักการเมืองไม่มีอำนาจเอง (เพราะอำนาจหรือผู้ปกครองตัวจริงยังเป็นกลุ่มคน 2 กลุ่มหลักใหญ่ดังกล่าว) จึงไม่ต้องรับผิดชอบ เพียงเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของตน เองและพวกพ้อง ไม่สามารถบริหารประเทศอย่างได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพได้

และในช่วงเวลาที่ประเทศขยายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ไทยเปิดประตูประเทศออกไปมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศมากขึ้น (เข้าใจว่าจะมีนักการเมืองบางส่วนต้องการที่จะเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในบ้านเมืองจริงๆ แต่ลึกๆ ลงไปแล้วนักการเมืองก็ยังเข้ามาเพื่อให้มีอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องของตน) พวกนักธุรกิจก็เป็นกลุ่มมีอำนาจ ขณะที่พวกข้าราชการถดถอยลง

ดังนั้น อำนาจทางการเมืองก็โยกย้ายมาสู่ธุรกิจ และอีกพวกที่ยังมีอำนาจ (มาโดยตลอด) ก็คือพวกทหาร เพราะแท้จริงแล้วการปกครองประเทศไทยก็ยังเป็นการปกครองโดยใช้กำลัง ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในประเทศก็ยังใช้กำลังเข้าเข่นฆ่าและปราบปรามประชาชนทุกครั้งไป เพราะฉะนั้นสำหรับคำถามแม้จนถึงวันนี้ว่า "จริงๆ แล้วประเทศไทยปกครองโดยระบอบอะไร ?" คำตอบจึงเป็นว่า เป็น "ระบอบการปกครองโดยผู้มั่งคั่ง" หรือ "ระบอบธนาธิปไตย" (plutocracy) (เพราะชนชั้นผู้นำ/ผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นขุนนาง ทหารชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักวิชาการ/ ปัญญาชนที่รับใช้ผู้มีอำนาจ นักการเมืองและนักธุรกิจ/พ่อค้าล้วนมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยกันทั้งนั้น) บวกระบอบการปกครองโดยใช้กำลัง (despotism) (เพราะทหารมีอำนาจในการปกครองประเทศไทยมาโดยตลอดดังกล่าว)

สำหรับการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองของพวกพ่อค้า/นักธุรกิจ/นายทุนนั้น ในตอนต้น (คือใน ตอนที่นักธุรกิจยังไม่ได้เข้ามามีอำนาจทางการเมืองด้วยตนเอง) นักธุรกิจให้การสนับสนุนนักการเมืองทุกพรรค เพราะธุรกิจในประเทศไทยความจริงแล้วเวลานักธุรกิจ/ธุรกิจเขาแข่งขันกัน เขาไม่ได้แข่งขันกันเพื่อสร้าง "ประสิทธิภาพ" แต่เขาแข่งขันกันเพื่อแสวงหา "ความนิยม" กับนักการเมือง/ พรรคการเมือง เขาแข่งกันหา "อำนาจ" หา "การคุ้มครอง" กับนักการเมือง/พรรคการเมือง และผู้มีอำนาจการปกครองอื่น นักธุรกิจพยายามเข้าไปเป็นพวกทั้งพวกเจ้า/ขุนนาง ทหาร/นักรบ และไปเป็นพวกกับนักการเมือง/พรรคการเมือง เป็นการซื้อทางเลือกต่างๆ (options)

กลุ่มธุรกิจก็แตกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ เป็นกลุ่มพ่อค้า (ธุรกิจประเภทซื้อมาขายไป) กลุ่มแบงก์ (และสถาบันการเงินอื่น) และกลุ่มนักอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มในบ้านเรา (กลุ่มข้าราชการและกลุ่มนักธุรกิจ) มันผูกขาดมาก (บังคับให้ทุกคนต้องอยู่ในอาณัติของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหมด) โดยเฉพาะพวกกลุ่มแบงก์ครอบงำหมด นอกจากนั้นกลุ่มธุรกิจยัง แบ่งออกเป็นกลุ่มตระกูลต่างๆ โดยที่ผ่านมากลุ่มตระกูลพวกแบงก์จะครอบงำหมดดังกล่าว (กลุ่มตระกูลรัตนรักษ์ ตระกูลโสภณพนิช ตระกูล เตชะไพบูลย์ ตระกูลหวั่งหลี ตระกูลล่ำซำ) นอกนั้นก็เป็นแบงก์รัฐ

และนอกจากนั้น เขายังแบ่งกันทำธุรกิจออกเป็นประเภทธุรกิจต่างๆ เช่น ตระกูลนี้ทำธุรกิจโรงเหล้า ธุรกิจโรงสี ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจโทรคมนาคมและสื่อสาร ธุรกิจสิ่งทอ เป็นต้น ระหว่างที่ทหารปกครองประเทศ ระหว่างที่ทหารมีอำนาจมาก กลุ่มเศรษฐกิจที่เป็นพวกสหภาพการค้าหรือสมาคมการค้าต่างๆ ไม่เคยโผล่หัวขึ้นมาได้ ไม่เคยมีอำนาจจริงๆ และไม่เคยต่อสู้ให้มีอำนาจ รัฐบาลทหารส่งเสริมการผูกขาดเพื่อเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์

พอมาถึงวันนี้ ในเวลาที่นักธุรกิจพึ่งนักการเมืองมืออาชีพไม่ได้แล้ว นักการเมืองไม่มีอำนาจเอง (ดังกล่าวมาแล้ว) และนอกจากนั้นแล้วจะกลับไปหา กลับไปพึ่งพวกข้าราชการก็ไม่ได้แล้ว จากเหตุที่ได้แต่รับใช้ผู้ปกครองหรือรับใช้ผู้มีอำนาจ ไม่เคยรับใช้ประชาชนเลย แต่กลับทำตัวเป็นนายประชาชนเสียอีก ทำให้อำนาจเสื่อม ประชาชนจึงขาดศรัทธาและความเชื่อถืออีกต่อไป

เมื่อข้าราชการไม่มีอำนาจแล้ว นักธุรกิจก็วิ่งไปหานักการเมือง นักการเมืองมืออาชีพก็ไม่ดี นักการเมืองมืออาชีพไม่มีทุน/ทุนหมด นักธุรกิจที่ต้องการอำนาจก็เข้ามา (นักธุรกิจดีๆ ก็ยังสงวนท่าทีหรืออยู่เฉยๆ ทำบทบาทเป็น "นายหน้าค้าอำนาจ" หรือ "power broker")

(ขณะที่ก็ไม่มีกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคม เป็นต้น ว่ากลุ่มเอ็นจีโอ นักวิชาการ/ปัญญาชนอิสระ สื่อ มวลชน เพราะต่างล้วนเข้าไปเป็นพวกนายทุน/นักธุรกิจหรือไปหากินกับนักการเมืองกันทั้งนั้น)

เพราะฉะนั้นเมื่อดูความเป็นไปของบ้านเมืองทั้งหมดแล้ว ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ คุณเป็นนายแบงก์ (หรือเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้งอื่น) คุณจะเลือกใคร (ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา) ระหว่าง คุณทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหัวหน้าพรรค การเมืองอื่น (ขณะที่เบื่อ คุณชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้น) ในที่สุดคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ได้รับการสนับสนุนให้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศ และก็มาโดยการใช้เงินทั้งนั้น หรือเป็น "money politics"

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


ทักษิโณมิกส์ คือ ระบอบอะไร?(4) ระบอบการปกครองโดยผู้มั่งคั่ง/พ่อค้า(ต่อ)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7  วันที่ 20 กันยายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3620 (2820)

เมื่อครั้งที่แล้วทิ้งท้ายเอาไว้ว่า มาถึงวันนี้ในเวลาที่นักธุรกิจพึ่งนักการเมืองมืออาชีพไม่ได้แล้ว และจะกลับไปพึ่งพวกข้าราชการก็ไม่ได้แล้ว จากเหตุที่ข้าราชการได้แต่รับใช้ผู้ปกครองหรือ รับใช้ผู้มีอำนาจ ไม่เคยรับใช้ประชาชนเลย แต่กลับทำตัวเป็นนายประชาชนเสียอีก ทำให้อำนาจเสื่อม ประชาชนจึงหมดศรัทธาและความเชื่อถืออีกต่อไป

เมื่อข้าราชการไม่มีอำนาจแล้ว นักธุรกิจก็วิ่งไปหานักการเมือง นักการเมืองมืออาชีพก็ไม่ดี นัก การเมืองมืออาชีพไม่มีทุน/ทุนหมด นักธุรกิจที่ต้อง การอำนาจก็เข้ามา (นักธุรกิจดีๆ ก็ยังสงวนท่า ทีหรืออยู่เฉยๆ ทำบทบาทเป็น "นายหน้าค้าอำนาจ" (power broker))

เพราะฉะนั้นเมื่อดูความเป็นไปของบ้านเมืองทั้งหมดแล้ว จึงมีผู้สนับสนุนให้ คุณทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศและก็เข้ามาโดยการใช้เงินทั้งนั้น เพราะการเมืองไทยยังเป็นการเมืองที่ใช้เงินมาก (money politics)

(ซึ่งคุณทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวรวมทั้งญาติพี่น้อง และพวกพ้องนักธุรกิจที่เข้ามาอยู่ในรัฐบาลด้วยกัน และที่สนับสนุนอยู่ภายนอก ต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่มีอำนาจเศรษฐกิจ/ธุรกิจและอำนาจเงิน/ทุนมากที่สุดในเวลานี้ แล้วตอนนี้ก็บวกมีอำนาจการปกครองการบริหารประเทศเข้าไปด้วย จึงมีอำนาจที่จะครอบงำประเทศได้มากขนาดไหน ?)

และเพราะฉะนั้น นักการเมืองและพรรคการ เมืองเดิมๆ เช่น คุณชวลิต ยงใจยุทธ แห่งพรรคความหวังใหม่ ที่ลงมาเล่นการเมืองจากเงินที่หาได้จากการดำรงตำแหน่งในภาคราชการ ซึ่งเงินที่หาได้จากแหล่งนี้ มันก็ไม่มากเท่าจากที่หามาได้จากคนทำธุรกิจ และการหาเงินจากแหล่งภาคราชการมันก็ไม่พอเพียงแล้ว จึงต้องหาทุนในการเล่นการ เมือง เพื่อแสวงหาใช้และดำรงรักษาอำนาจของตนเองและพวกพ้องจากแหล่งอื่น (ก็คือจากแหล่งธุรกิจนั่นเอง) ในที่สุดพรรคความหวังใหม่จึงยุบมารวมกับพรรคไทยรักไทย

และเช่นเดียวกัน คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาก็ยุบพรรคชาติพัฒนา มารวมกับพรรคไทยรักไทย เพื่อให้ยังมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ร่วมในรัฐบาล เพื่อให้ได้ใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงหา และดำรงรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องต่อไป

(เพราะก็คงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองไทยเวลานี้ก็มีแต่กลุ่มคุณทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้องเท่านั้น ที่มีอำนาจครอบงำประเทศแต่เพียงผู้เดียว)

เพราะฉะนั้นปัญหาประเทศไทยมันเป็นปัญหาอะไร มันเป็นปัญหาที่บ้านเรา สังคมเรามันยัง ไม่เจริญ การรวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มผลประโยชน์หรือรวมกันเป็นพรรคการเมืองมันยังเป็นการรวมกันผิวเผิน ไม่แน่นแฟ้น รวมกันเพื่อผลประโยชน์ รวมกันเพื่อเอาเปรียบคนอื่น ยังไม่รวมกันแบบที่มันลึกซึ้ง

มันเป็นการรวมกันทางสังคม (social grouping) หรือยังเป็นการรวมกันผูกพันกันเชิงอารมณ์ (emotional tie) ในแง่เป็น "พวกเดียวกัน" "สีเดียวกัน" "สถาบันเดียวกัน" "รุ่นเดียวกัน" "คนใต้ด้วยกัน" เป็นต้น

(นอกจากนั้นดังกล่าวมาแล้วก็มีการรวมกันแบบมีผู้ปกครอง และผู้ใต้ปกครองเหมือนกับการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์)

และเพราะฉะนั้นการลงมาเล่นการเมือง เพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเราจะต้องเป็นคนอย่างไร หรือจะต้องเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของใคร หรือกลุ่มผลประโยชน์ใด จึงจะได้รับเสียงจากผู้เลือกตั้งให้ขึ้นมาเป็นผู้นำและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา บริหารประเทศ เข้ามาใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจสูงสุดของประเทศแทนประชาชนเพื่อประโยชน์ของประเทศโดย ส่วนรวมหรือเข้ามาใช้อำนาจแทนใครและเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใด

บ้านเรา "ผู้เลือกตั้ง" (political constituencies) ล้วนเป็นพวกที่มีความคิดแบบดั้งเดิม หรือเป็นคนหัวโบราณเยอะมาก ประมาณร้อยละ 85 นี่เองทำให้ระบบการเมืองไทยมีปัญหา ตัวอย่างของผู้เลือกตั้งเหล่านี้คือพวกขุนนางเก่าและผู้ใต้ขุนนาง พวกชนชั้นสูง หรือพวกพ่อค้า/ นักธุรกิจ/นายทุน ข้าราชการ นักวิชาการ/อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งขุนนางเก่า/ขุนนางดั้งเดิม และพวกคนเหล่านี้ เป็นพวกที่ครอบครองความมั่งคั่งและอำนาจของประเทศ (wealth holders)

ทั้งหมดเป็นจุดอ่อนจากผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่ ทั้งผู้ปกครอง และผู้ใต้ปกครองเป็นพวกที่มีความคิดแบบดั้งเดิม (traditionalists/old establishment) คนที่เข้ามาในสภาส่วนใหญ่จึงเป็นพวกที่มาจากพวกที่มีความคิดแบบดั้งเดิมดังกล่าวเหล่านั้น เพราะ ฉะนั้นมาสู่นโยบายเศรษฐกิจจึงต้องสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน (landlords/aristocracy)

ซึ่งพวกคนเหล่านี้ชอบ นิยมหรือสนับสนุน ด้านการค้า การเงิน ไม่ใช่อุตสาหกรรมเพราะ เสี่ยงเกินไป เมื่อพวกที่มีความคิดแบบดั้งเดิมไทย ไม่ชอบอุตสาหกรรมดังกล่าว เพราะฉะนั้นภาคเศรษฐกิจจริงหรือภาคการการผลิตจึงลำบากหมด (ได้ส่วนเกินจากภาคเกษตรก็เอามาลงทุนพัฒนาที่ดินเพื่อให้เป็นทำเลที่ตั้งของอุตสาหกรรมต่างประเทศ)

เพราะฉะนั้นผู้ปกครองทางการเมืองไทย คือพวกเจ้าของที่ดินนั่นเอง ส่วนพวกพ่อค้าของเราจริงๆ แล้วก็เป็นแค่ "merchants" คือทำธุรกิจซื้อมาขายไปเท่านั้นและอุตสาหกรรมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทซี.พี.และบริษัทอื่นๆ ก็ใช้ต่างประเทศทำให้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราขายเฉพาะบริการการผลิตโดยใช้แรงงานเท่านั้น

(นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ปกครองไทยใน ทุกรัฐบาลจึงชอบพัฒนาประเทศแต่ทางกายภาพ ชอบสร้างอุปสงค์เทียมและกระตุ้นธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นก็เพราะพวกผู้ปกครองได้ประโยชน์และชอบที่จะ หากินแต่ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรนัก นักธุรกิจไทยจึงมีความเป็น "ผู้ประกอบการ" (entrepreneur) สักแค่ไหนกัน ?)

ดังนั้น เมื่อทั้งอำนาจการปกครองการบริหาร ประเทศและอำนาจเศรษฐกิจ/ธุรกิจและอำนาจเงิน/ทุนมาตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียวกัน (กลุ่มคุณทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องนักธุรกิจและพวกพ้องที่สนับสนุนอื่น) ที่มีอำนาจครอบงำประเทศ อยู่ในเวลานี้ (ประกอบกับบนพื้นฐานความเป็นจริงที่ว่า การเมืองไทยก็ยังเป็นการเมืองขี้โกงและ เมื่อการเมืองขี้โกง เศรษฐกิจก็เป็นเศรษฐกิจขี้โกงและการรวมกันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ เป็นองค์กรพรรคการเมืองหรือพรรคการเมืองก็มีแต่ผลประโยชน์ที่เป็นเรื่องของ "พวกมึง พวกกู" กันทั้งนั้นดังกล่าวมาแล้ว) จึงแน่นอนว่าหรือไม่น่าแปลกใจอะไรนักว่า การใช้อำนาจตามมาย่อมจะเป็นไปในแนว ทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง (และผู้เลือกตั้งอื่น) ที่สนับสนุนให้ขึ้นมามีอำนาจ

บ้านเมืองไทยในช่วงเวลา 3-4 ปีมาจนถึงขณะนี้ภายใต้การนำ การปกครองหรือการบริหารโดยนายกฯทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทยที่ได้เป็นใหญ่หรือเป็นศูนย์กลางที่มีอำนาจครอบงำประเทศแต่เพียงผู้เดียวพรรคเดียว จึงเห็นถึงการพยายาม (ปลุก) ปั่นผู้คนทั้งคนข้างล่างและคน ข้างบนมาก (spin economy) ด้วยคำมั่นสัญญา ด้วยการสร้างความฝัน สร้างความหวังและสร้างอนาคตอันสดใสเจิดจ้าสำหรับผู้คนและบ้านเมืองผ่านทางการใช้อำนาจในการบริหาร อำนาจในการ กำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่จะใช้ในการบริหารประเทศและอำนาจในการออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ หรือพยายามทำอะไรกันเยอะแยะมาก แต่ดังกล่าวมาแล้วไม่เกี่ยวอะไรกับการแก้ปัญหาประเทศไทยเลย

จึงเป็นที่มาของสถานการณ์ที่ว่า ทำไมจึงมีผู้คนในจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นที่จะเกิดมีคำถาม ความสงสัย ความหวาดกลัว ความไม่แน่ใจหรือเกิดความไม่มั่นใจกันมากขึ้นทุกวันว่า รัฐบาลทักษิณและโดยเฉพาะตัวนายกฯทักษิณ ชินวัตร กำลังทำอะไรกับประเทศไทยและคนไทยอยู่ หรือเป็นที่มาของคำกล่าวหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ต่อรัฐบาลทักษิณ และนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคำกล่าวหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ของผู้คน เมื่อพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางแล้ว (neutral mind) ก็ไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นจริง

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7


ทักษิโณมิกส์ คือ ระบอบอะไร?(5) ระบอบการปกครองโดยผู้มั่งคั่ง/พ่อค้า(ต่อ)

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ   โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8   วันที่ 27 กันยายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3622 (2822)

ต่อจากครั้งที่แล้วที่ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า คำกล่าวหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ของผู้คน (ซึ่งต่างก็มีส่วนเป็นเจ้าของประเทศและมีหน้าที่หรือบทบาทในสังคมเช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี) ต่อรัฐบาลทักษิณและนายกฯทักษิณ ชินวัตร เมื่อพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางแล้วก็ไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นจริง

เป็นต้นว่าปัญหาเรื่องการหลงตนเองและความเป็นเผด็จการของผู้นำประเทศ (ปัญหาเรื่องให้นายกฯทักษิณ ชินวัตรเป็นใหญ่ ให้ ทรท.เป็นใหญ่หรือเป็นศูนย์กลางที่มีอำนาจครอบงำประเทศแต่เพียงผู้เดียวพรรคเดียว) ปัญหาที่เน้นการบริหารประเทศที่เอาทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจหรือเพื่อรับใช้เศรษฐกิจ อย่างอื่นไม่เอาเลย อย่างอื่นไม่มองเลย หรือเอาเรื่องเศรษฐกิจและเทคโนโลยีถาโถมใส่ประเทศไทยมากหวังว่าจะพาประเทศไปโลด (ดังที่นายกฯทักษิณจึงมักแสดงออกด้วยคำพูดและการกระทำให้เห็นเสมอว่า "ประชาธิปไตยไม่ใช่เป้าหมาย ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรนักหรือไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด")

ปัญหาการพยายามปั่นคนข้างล่างมากเพื่อเป็นที่มาของคะแนนเสียง เพื่อหวังเอาประชาชนข้างล่างเข้ามาเป็นพวก เพื่อให้สามารถดำรงรักษาอำนาจตามที่ต้องการต่อไป (เล่นบนความอ่อนแอ ความไม่รู้ การขาดการศึกษา การรู้ไม่เท่าทัน ความยากจนและความสัมพันธ์แบบนายกับบ่าวของระบอบอุปถัมภ์ในสังคมไทย) อันเป็นที่มาของนโยบายประชานิยม และโครงการเอื้ออาทรต่างๆ มากมาย (ที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาตรงสาเหตุที่แท้จริง ของความยากจนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กลับจะไปสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก)

ปัญหาการพยายามปั่นคนข้างบนโดยการใช้เงินในการแก้ปัญหาการกระตุ้นเศรษฐกิจมาก (เอาเงินเป็นใหญ่ เอาเงินเป็นพระเจ้าที่คิดว่าจะช่วยดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ต้องการที่ปรารถนาได้) ปัญหาการแทรกแซงตลาดหุ้น (การมีกองทุนหนุนตลาดหุ้น/ ปัญหาการปั่นหุ้น/ ปัญหาการขาดธรรมาภิบาลของตลาดหุ้น) ปัญหาการให้การสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจพวกพ้องของตนเองมาก (ทำให้มีแต่ผู้คนที่เป็นพวกพ้องของคุณทักษิณเท่านั้น ที่ได้ประโยชน์ไปหมด คนที่ไม่ใช่พวกพ้อง ก็ไม่ได้) ปัญหาการเข้าไปอุ้มเข้าไปพยุงธุรกิจเน่าๆ และการแสวงหาประโยชน์ในตลาดหุ้น (เพื่อเป็นแหล่งแสวงหาเงินหารายได้เพื่อใช้ในทางการเมืองการเลือกตั้ง)

ปัญหาการเร่งรัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (ที่ยังมองไม่เห็นว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลของการปรับปรุงประสิทธิภาพ อันเป็นเหตุผลหลักของการแปรรูป แต่ตรงกันข้ามที่ผู้คนเป็นห่วงเพราะภาพมันกลับออกมาในทำนองว่า จะเป็นเพียงการเปลี่ยนการผูกขาดโดยรัฐมาเป็นการผูกขาดโดยเอกชนเสียมากกว่า แล้วใครเล่าคือเอกชนที่จะเข้าไปเป็นเจ้าของแทน รัฐ? (ประชาชนโดยทั่วไปหรือเป็นพวกนายทุนกลุ่มไหน?) และปัญหาการเร่งรัดการทำเอฟทีเอของรัฐบาล (โดยขาดความรู้และข้อมูลที่ชัดเจน และเพียงพอในการตัดสินใจ และขาดการคำนึงถึงผลกระทบและการเตรียมการที่เพียงพอต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง)

ปัญหาการทำประเทศให้เป็นบริษัทหรือการบริหารประเทศแบบธุรกิจ หรือแบบบริษัทและก็ไม่ใช่เป็น "บริษัทประเทศไทย" (Thailand Inc) แต่กลายมาเป็น "บริษัททักษิณ" (Thaksin Inc) แทนราวกับว่าคุณทักษิณ ชินวัตร (และพวกพ้อง) เป็นเจ้าของ ปัญหาการโปรย การหว่าน หรือการกระจายเงินงบประมาณไปทั่วในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรไปตามที่ต่างๆ (เหมือนกับภาพมันฟ้อง หรือมันออกมาราวกับว่าเป็นเงินส่วนตัวของนายกฯ ทักษิณ หรือไม่ต่างจากการแจกเงิน เพื่อหาเสียงเพื่อให้ได้คะแนนเสียง) รวมทั้งการครอบงำสื่อโดยเฉพาะสื่อทีวี (ที่เอาไว้โฆษณาชวนเชื่อ และมีแต่คุณทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้องเท่านั้นที่มีโอกาสได้พูดได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อทีวีทำราวกับเป็นสมบัติส่วนตัว) และอะไรๆ อื่นอีกมากที่มีผู้คนกล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์กันซึ่งดังกล่าวมาแล้วเห็นว่าไม่ห่างไกลจากความเป็นจริง

และจึงตามมาด้วยคำกล่าวหาอื่นๆ อีกต่อรัฐบาลทักษิณ และนายกฯ ทักษิณเป็นต้นว่าการมี "ดับเบิลสแตนดาร์ด" (double standard) (ถ้าเป็นพวกเดียวกับคุณทักษิณก็ปฏิบัติด้วยมาตรฐานอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ใช้อีกมาตรฐานหนึ่งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นกันอยู่เป็นประจำ) "ทุนนิยมแบบพวกพ้อง" (crony capitalism) "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย" "คอร์รัปชั่นแบบบูรณาการ" "คอร์รัปชั่นแบบผลประโยชน์ทับซ้อน" "คอร์รัปชั่นแบบโปร่งใส" "คอร์รัปชั่นแบบไม่มีใบเสร็จ" "คอร์รัปชั่นโดยถูกกฎหมาย" หรือ "คอร์รัปชั่นโดยบกพร่อง/โดยสุจริตใจ"

อย่างไรก็ตาม ดังนำเสนอมาก่อนหน้านี้แล้ว จริงๆ แล้วอำนาจการปกครองการบริหารบ้านเมืองอยู่ในมือของชนชั้นสูง/ชนชั้นผู้ปกครอง ซึ่งเป็น คนจำนวนน้อยที่มีการบริหารจัดการอย่างดีเพื่อปกครองคน (ประชาชน) จำนวนมากที่รวมตัวกันไม่ได้ (แม้ปัจจุบันดูเหมือนว่าอำนาจของคนจำนวนน้อยนี้เกิดแตกแยก จึงเกิดปัญหาว่าใครมีอำนาจปกครองบ้านเมืองกันแน่ ?)

พวกผู้ปกครองซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยก็เอาผลประโยชน์ไปหมด เพียงให้คนส่วนใหญ่ที่เหลือดำรงชีวิตอยู่ได้เพียงระดับพอยังชีพ (subsistence level) นี่คือการจัดกลุ่มแบ่งกลุ่มของคนไทย (Thai groups) เพื่อผลประโยชน์ของคนข้างบน โดยใครมีอำนาจกันอยู่ก็ขึ้นเป็นผู้นำ

ซึ่งนับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 หรือ 72 ปีมาแล้วจนถึงปัจจุบัน มันแสดงให้เห็นกันแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นใครจากกลุ่มชนชั้นผู้ปกครองด้วยกันได้มีอำนาจขึ้นมาเป็นผู้นำผู้ปกครองประเทศ (ขุนนาง ทหาร ข้าราชการ นักวิชาการ/ปัญญาชน นัก การเมืองและพ่อค้า/นักธุรกิจ/นายทุน) ก็ไม่ได้แตก ต่างกัน ต่างไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศของประชาชนได้ ลึกๆ แล้ว (หรือจริงๆ แล้ว) ล้วนเข้ามาเพื่อแสวงหาอำนาจ ใช้อำนาจและดำรงรักษาอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เป็นแต่การเมืองการปกครองเพื่อผลประโยชน์ของคนข้างบนทั้งนั้น หรือมีแต่ผลประโยชน์ที่เป็นเรื่องของ "พวกมึง พวกกู" กันทั้งนั้น

ดังกล่าวมาแล้ว พวกข้าราชการ (รวมทั้งนักวิชาการ/ปัญญาชนก็ล้วนหากิน ก็ล้วนเข้าไปรับใช้ผู้มีอำนาจ เข้าไปเป็นพวกนายทุน/นักธุรกิจหรือไปหา กินกับนักการเมืองกันทั้งนั้น) ก็ได้แต่รับใช้ผู้ปกครอง หรือรับใช้ผู้มีอำนาจ ไม่เคยรับใช้ประชาชนเลย แต่กลับทำตัวเป็นนายประชาชนเสียอีก ทำให้อำนาจ เสื่อม ประชาชนจึงขาดศรัทธาและความเชื่อถืออีกต่อไป

และแม้ประเทศจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเป็นเวลา 72 ปีมาแล้วจนถึงปัจจุบัน แต่ตลอดเวลาส่วนใหญ่ของประเทศก็ปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหารและยังเป็น กลุ่มคนที่มีอำนาจจนถึงทุกวันนี้ (เพราะแท้จริงแล้วการปกครองประเทศไทยก็ยังเป็นการปกครองโดยใช้กำลัง) และที่มีผู้นำจากนักการเมืองมืออาชีพก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศของประชาชนได้ ไม่สามารถบริหารประเทศอย่างได้ผลอย่างมีประสิทธิ ภาพ (เพียงเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง)

และมาจนถึงในช่วงเวลานี้ของบ้านเมืองที่กลุ่มพ่อค้า/นักธุรกิจ/นายทุน (ถือว่าอยู่ต่ำสุดในระหว่างชนชั้นผู้นำ/ผู้ปกครองด้วยกัน) ได้เข้ามามีอำนาจทางการเมืองด้วยตนเอง (จากแต่เดิมที่แอบอยู่ข้างหลังหรือเพียงให้การสนับสนุนนักการเมือง/พรรค การเมืองทุกพรรค เพราะดังกล่าวมาแล้วเพราะธุรกิจในประเทศไทยความจริงแล้วเวลานักธุรกิจเขาแข่งขันกัน เขาไม่ได้แข่งขันกันเพื่อสร้าง "ประสิทธิ ภาพ" แต่เขาแข่งขันกันเพื่อแสวงหา "ความนิยม" กับนักการเมือง/พรรคการเมือง เขาแข่งขันกันหา "อำนาจ" หา "การคุ้มครอง" กับนักการเมือง/ พรรคการเมืองและผู้มีอำนาจการปกครองอื่น นักธุรกิจพยายามเข้าไปเป็นพวกทั้งพวกเจ้า/ขุนนาง ทหาร/นักรบ และไปเป็นพวกกับนักการเมือง/พรรค การเมือง เป็นการซื้อทางเลือกต่างๆ

ซึ่งดังข้างต้น ถึงวันนี้มันก็หมายความว่าหรือมีนัยว่า พวกชนชั้นสูง หรือชนชั้นผู้ปกครองไทยเหล่านั้น ได้หมุนเวียนเปลี่ยนกันขึ้นมา มีอำนาจ ขึ้นมาเป็นผู้นำผู้ปกครองประเทศไทยกันจนครบหมดแล้ว หรือครบ "วงจร" (cycle) กันแล้ว หรือครบ "วงจรแห่งความชั่วร้าย" (vicious cycle) รึเปล่ากันหมดแล้ว ? (เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็เถื่อนเหมือนกัน) เพราะดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศของประชาชนได้ ทำให้สังคมไทยเกิดการติด ทำให้การเติบโตของผู้คนในสังคมมันชะงักงัน (growth stagnation) ทำให้สถานการณ์ปัญหาทุกด้านของประเทศของประชาชน ต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤตในปัจจุบันและ/ หรือทำให้ประเทศและประชาชนก้าวไปข้างหน้าไม่ได้

เพราะฉะนั้น จึงมีความเป็นไปได้มากที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นผู้นำแบบดั้งเดิมคนสุดท้ายของประเทศไทย (traditional practice) (เพราะทางเดิมที่เดินกันมามันสุดหมดแล้ว ประเทศไทยไม่มี ที่เหลือที่จะทำอะไรกันอย่างเดิมๆ หรือมีผู้นำผู้ปกครองแบบเดิมๆ กันได้อีกแล้ว เพราะมันแก้ปัญหาไม่ได้เพราะมันไปไม่รอด)

หลังจากนั้นแล้ว (หลังการล้มทลายลงจากสภาพการณ์ปัญหาที่วิกฤตรอบด้านของประเทศอีกครั้ง ที่น่าจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง) ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศที่จะทำให้เกิดการ "คิดใหม่ ทำใหม่" จริงๆ (ซึ่งจะเป็น "ทางออก" หรือ "way out" สำหรับประเทศไทยและคนไทย) จะต้องเป็นคนหรือผู้นำที่ไม่มีอะไรผูก พันกับของเดิมเลย

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8


ทักษิโณมิกส์ คือ ระบบอะไร ? (6) ระบบเศรษฐกิจการเมือง : ระบบฟาสซิสม์

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 04 ตุลาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3624(2824)

เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อที่จะเข้าใจหรือระบุชัดเจนลงไปได้ว่ารัฐบาลทักษิณและโดยเฉพาะตัวนายกฯทักษิณ ชินวัตร กำลังทำอะไรกับประเทศไทยและคนไทยอยู่ หรือที่เรียกกัน ว่าหรือที่ยกย่องกันว่าเป็น "ทักษิโณมิกส์" (Thaksinomics) คือระบบอะไรนั้น

ก่อนอื่นก็ต้องมีความเข้าใจหรือต้องทำความเข้าใจในเรื่องอุดมการณ์หลักๆ (ideologies) หรือระบบความเชื่อหรือค่านิยมหลักๆ (core/funda mental beliefs/values) ที่คนในประเทศ คนในสังคมหรือคนที่เป็นผู้นำ/ผู้ปกครองประเทศยึดถือที่มันไปกำหนดหรือบังคับความเป็นไปของการทำบทบาท พฤติกรรมหรือการทำกิจกรรมของมนุษย์ (human affairs) ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองออกมาอย่างไร

โดยอุดมการณ์หลักๆ ของโลกที่ยึดถือกันมา ที่กำหนดหรือบังคับความเป็นไปของกิจกรรมของมนุษย์ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

อุดมการณ์ของระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์ (communism)

ระบบนี้มาจากพื้นฐานหรือการยึดถือ "ค่านิยม" ในเรื่องอุดมการณ์ของรัฐหรือสังคม ให้ความสำคัญกับ "สังคม" (society) ให้ความสำคัญกับ "รัฐ" (state) เมื่อคนเราอยู่ในสังคมเน้นทำ ให้สังคมมีความสุข จะต้องไม่มีใครเหนือใคร (classless society)

เพราะฉะนั้น เพื่อสวัสดิการของสังคม ทุกคนต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้นทุกคนต้องถวายชีวิต ต้องเสียสละเพื่อสังคม เป็นการมอง "สังคม" มอง "รัฐ" ว่าเป็นสิ่งที่มีตัวตน มีชีวิตจิตใจ (organic view of state)

เห็นว่ารัฐ/สังคมดีงาม ชอบควร ซื่อสัตย์กว่าบุคคล/เอกชน เป้าประสงค์ของรัฐดีงามกว่าเป้าประสงค์ของบุคคล เพราะฉะนั้นรัฐ/ผู้วางแผนจึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้วางแผน ผู้บริหารประเทศ ผู้จัดสรรทรัพยากรของประเทศ ทุกคนจึงต้องทำตามที่รัฐกำหนด

นานๆ เข้าเมื่อรัฐมีอำนาจมากเกินไป ในที่สุดกลายเป็นเผด็จการโดยรัฐ และรัฐ/ผู้วางแผนลงทุนในอุตสาหกรรม เช่น ผลิตอาวุธต่างๆ ในขณะที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคน้อย ทำให้ประชาชนขาด แคลนสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคและภาคเกษตรก็ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์กลับมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าคนธรรมดา ในที่สุดทำให้ระบบนี้ของสหภาพโซเวียตต้องพังทลายลงหลังจากใช้มากว่า 74 ปี

อุดมการณ์ของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม (socialism)

เป็นแนวความคิดในเรื่อง "รัฐสวัสดิการ" (social welfare state) เน้นให้ความสำคัญกับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม (โดยเอา "พรรคแรงงาน" เป็นอำนาจสำคัญทางเศรษฐกิจของรัฐ) เพราะฉะนั้นกิจกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมรัฐจะเป็นผู้เข้าไปเป็นผู้ให้บริการเอง (เพราะรัฐทำอะไรเกี่ยวกับสวัสดิการ สังคมได้ดีกว่าเอกชน) เป็นต้นว่าอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมขนส่ง การคมนาคม และพวกกิจกรรมที่เป็นหน้าที่ตามธรรมเนียมของรัฐอยู่แล้ว เช่น การป้องกันประเทศ การศึกษาและสาธารณสุข นอกจากนั้นแล้วก็ยังใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดและการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย

อุดมการณ์ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม (capitalism)

ระบบนี้เน้นความเชื่อและค่านิยมในเรื่อง "เสรีภาพของปัจเจกชน" มองรัฐเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิตจิตใจ (inorganic view of state) รัฐเพียงทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่มีอำนาจไปตัดสินใจในเรื่องต่างๆ แทนชาวบ้าน ต้องให้แต่ละบุคคลได้แสดงความต้องการของตนออกมา ไม่ใช่รัฐตัดสินใจแทนแม้แต่ในเรื่องสินค้าสาธารณะ

นอกจากนั้น ระบบนี้สนับสนุนให้บุคคล "สะสม ความมั่งคั่ง" "สะสมทุน" (wealth/capital accumulation) เพื่อประโยชน์ของตนเองและลูกหลาน ซึ่งเป็นการยอมรับนับถือการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน ซึ่งการยอมรับในเสรีภาพของปัจเจกชนและเสรีภาพในการสะสมความมั่งคั่ง/ ทุนของบุคคล/ เอกชนดังกล่าวถือว่าสิ่งนี้เป็นพลัง ขับเคลื่อนของการทำให้เกิดความกินดีอยู่ดีของผู้คน ในสังคม

เพราะฉะนั้น ถ้าเรายอมรับนับถือในชีวิตและเสรีภาพของบุคคล ดังนั้นเราจะต้องสร้างหรือมีสภาพแวดล้อมอย่างไรที่จะทำให้คนในสังคมได้บรรลุชีวิตและเสรีภาพของตนเองดังกล่าวได้ ตัวอย่างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการที่บุคคลจะบรรลุค่านิยมที่สูงส่งได้ (higher sense of value) เป็นต้นว่าเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย ส่งเสริมความริเริ่มของบุคคล ส่งเสริมอำนาจของบุคคลหรืออื่นๆ ที่มันจะนำไปสู่การบรรลุสิ่งที่เราให้ค่าให้การยอมรับนับถือดังกล่าวมาข้างต้น

และดังนั้นภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจึงสอดรับกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย (ซึ่งตรงกันข้ามถ้าเป็นระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์ ระบอบการปกครองก็จะเป็นแบบเผด็จการ) จะเป็นประชาธิปไตยแบบไหนก็แล้วแต่ เช่น อังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นระบอบการปกครองเสรีประชา ธิปไตย (liberal democracy) ซึ่งหมายถึงการปกครองโดยคนเสมอกัน ตัวอย่างนายกรัฐมนตรีก็เป็นเพียง "คนที่หนึ่งระหว่างคนที่เสมอกัน" (first among equals)

ระบบฟาสซิสม์ (Fascism) (ความรู้จากตำรา "ลัทธิเศรษฐกิจและการเมือง โดยฉัตรทิพย์ นาถสุภา) ระบบหรือลัทธินี้ตรงกันข้ามกับลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและลัทธิเศรษฐกิจสังคมนิยมดังที่นำเสนอมาข้างต้น (และเป็นศัตรูกับระบอบประชา ธิปไตย) ระบบนี้บูชาชาติและรัฐ (รัฐอยู่ภายใต้พรรคเผด็จการพรรคเดียว ซึ่งอ้างว่าทำการในนามของชาติ) ขณะเดียวกันก็ลดความสำคัญของบุคคล/ เอกชนลง และไม่นับถือมนุษย์ (เชื่อในความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์) แต่นับถืออำนาจ (นับถือผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ)

ระบบเศรษฐกิจการเมืองนี้ใช้ในหลายประเทศ (อิตาลี เยอรมนี สเปน โปรตุเกส ละตินอเมริกา และในประเทศด้อยพัฒนาอื่นอีกมาก) โดยเฉพาะประเทศผู้นำสำคัญ คือ ระบบฟาสซิสม์ในอิตาลีและเยอรมนี เมื่อผสมผสานระหว่างอารมณ์ชาตินิยมและระบอบประชาธิปไตยในอิตาลีและเยอรมนีที่ล้มเหลวหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ลัทธินี้ก็ได้เข้ามาสวมแทนที่โดยได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางและชนชั้นสูง

โดย มุสโสลินี (1883-1945) เป็นผู้ก่อตั้งหรือหัวหน้าพรรคฟาสซิสม์อิตาลี ซึ่งได้ขึ้นเป็นผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีอิตาลี โดยปกครองอิตาลีแบบเผด็จ การ และเป็นผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อแก้ไขสถานการณ์เศรษฐกิจอิตาลีในเวลานั้น บังคับให้เกิดความสามัคคีและสันติภาพในชาติ ยุติการนัดหยุดงานและการต่อสู้ระหว่างแรงงานกับนายจ้าง

แสดงให้เห็นว่า รัฐเป็นผู้ให้การคุ้มครองให้เกิดความมั่นคงแก่ประชาชน ไม่ให้มีอันตรายทั้งจากภายในและภายนอกพรรค เป็นผู้รักษาและถ่ายทอดเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านทางภาษา วรรณคดี และความเชื่อ เป็นผู้ให้การศึกษาแก่พลเมืองในเรื่องศีลธรรม รวมพลเมืองเป็นหนึ่งเดียวกัน มีจุดหมายประสานผลประโยชน์ต่างๆ ของพลเมืองผ่านทางความยุติธรรม และถ่ายทอดความรู้วิทยาศาสตร์ ศิลปะ กฎหมาย และความผูกพันระหว่างกันของมนุษย์สู่ชนรุ่นต่อไปในอนาคต รัฐจึงต้องเข้มแข็งและรัฐเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมทุกด้านของชีวิตประชาชาติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และจิตใจ

และลัทธิฟาสซิสม์ยังมีอิทธิพลในเยอรมนี โดยผู้ก่อตั้งก็คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ปี 1889-1945) หัวหน้าพรรคนาซี (ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ผู้สั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว) (ลัทธิฟาสซิสม์ในเยอรมนีจึงเรียกอีกอย่างว่าเป็นลัทธินาซิสม์ (Nazism) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างท่วมท้น (ด้วยนโยบายหาเสียงด้วยการให้คำมั่นสัญญาต่างๆ แก่ประชาชนมากมาย) ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1933 และต่อมาในปี 1934 ก็ได้เป็น "ผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ"

เขาเห็นว่าชุมชนแห่งชาติที่รวมกันอยู่เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวกันภายใต้ผู้นำ (living organism) ผู้นำคือผู้ที่แสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ของชุมชน การแสดงเจตนารมณ์ผ่านผู้นำเหมาะสมกว่าผ่านทางรัฐสภา โดยเฉพาะเหมาะสมกว่ารัฐสภาอันเป็นที่ประชุมของพรรคการเมือง เพราะนั่นคือการสะท้อนการขยายความขัดแย้งทั้งหลายในสังคม เจตนารมณ์ของสังคมต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องสามัคคีกัน แสดงออกโดยผ่านผู้นำเท่านั้น

และเขาแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า การปกครองควรใช้หลักให้คนมีความสามารถที่สุดปกครอง ไม่ใช่มวลชนปกครอง คนไม่เท่ากันแม้ในเชื้อชาติเดียวกัน ควรให้ผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้ทำการปกครอง จะเป็นการปกครองโดยผู้มีความรับผิดชอบ ตรงกันข้ามกับการปกครองโดยมวลชน ทำให้ผู้แทรกแซงยุแหย่ได้ (ซึ่งคือพวกยิวนั่นเอง) การรวมกันเป็นชุมชนตามลัทธินาซีภายใต้หลักผู้นำจึงไม่ใช่การรวมกันอย่างเสมอภาคตามหลักประชาธิปไตย

ในทรรศนะของลัทธิมาร์กซ์และลัทธิเลนิน (อันเป็นที่มาของระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์) ระบบฟาสซิสม์เป็นระบบเผด็จการของนายทุน แต่สวมหน้ากากชาตินิยมและระบบตัวแทนอาชีพ จุดหมายของฟาสซิสม์คือทำลายขบวนการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพโดยอาศัยพลังสนับสนุนจาก นาย ทุนน้อย ข้าราชการและคนงานที่มีจิตสำนึกต่ำ พวกฟาสซิสม์บางครั้งอาจใช้ถ้อยคำโจมตีระบบนายทุน แต่ทันทีที่ได้ครองอำนาจก็จะแสดงตัวออกมาว่า แท้จริงแล้วเป็นระบบเผด็จการของนายทุนขนาดใหญ่ ดังนั้นในทรรศนะของลัทธิมาร์กซ์และลัทธิเลนิน ฟาสซิสม์ก็คือทุนนิยมเผด็จการ เป็น ทุนนิยมที่ใช้อำนาจรัฐช่วยนายทุนเต็มที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลัทธิฟาสซิสม์เสื่อมลงในยุโรปตะวันตกเพราะอิตาลีและเยอรมนีแพ้สงคราม แต่ลัทธิฟาสซิสม์ ยังคงมีอิทธิพลมากในประเทศกึ่งพัฒนาหรือด้อยพัฒนาในปัจจุบัน

จากความรู้ความเข้าใจในอุดมการณ์หลักๆ ของโลกที่ยึดถือกันมา ที่กำหนดหรือบังคับความเป็นไปของการทำบทบาท พฤติกรรมหรือการทำกิจกรรมของมนุษย์ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองดังนำเสนอมาทั้งหมดข้างต้น ถึงตรงนี้จึงพอจะกล่าวได้ว่าหรือระบุได้ว่า ทักษิโณมิกส์ หรือระบบทักษิณโน้มเอียงไปในทางเป็นระบบเผด็จการฟาสซิสม์นั่นเอง

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6


ทักษิโณมิกส์ คือ ระบอบอะไร? (จบ) ทักษิโณมิกส์ คือ ระบบเผด็จการฟาสซิสม์ ?

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบเศรษฐกิจ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 11 ตุลาคม 2547   ปีที่ 28 ฉบับที่ 3626 (2826)

จากความรู้ความเข้าใจดังที่นำเสนอมาในตอนแรกๆ ก่อนหน้านี้และจากความรู้ความเข้าใจอุดมการณ์หลักๆ ของโลกที่ยึดถือกันมา ที่กำหนดหรือบังคับความเป็นไปของการทำบทบาท พฤติกรรม หรือการทำกิจกรรมของมนุษย์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จนทำให้ในตอนท้ายของครั้งที่แล้วพอจะกล่าวหรือระบุให้ชัดเจนลงไปได้ว่า ทักษิโณมิกส์ หรือระบบทักษิณ คือระบบเผด็จการฟาสซิสม์นั่นเอง

คือระบบที่เอา "คน" เป็นใหญ่ เอา "ผู้นำ" เป็นใหญ่ หรืออำนาจอธิปไตยเป็นของ "ผู้นำ" พรรคของผู้นำแต่เพียงพรรคเดียว หรือคือระบบการปกครองโดยใช้อำนาจ (ดังตัวอย่างระบบฟาสซิสม์ของมุสโสลินีในอิตาลี หรือพรรคนาซีของฮิตเลอร์ในเยอรมนีที่กล่าวถึงมาแล้ว ซึ่งพวกเผด็จการอยู่ได้ด้วย "ประสิทธิภาพแบบทหาร" "ปรัชญาแบบเครื่องจักร")

เราจึงได้เห็นผู้นำประเทศ หรือ นายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นใหญ่ (พรรคไทยรักไทยเป็นใหญ่) หรือเป็นศูนย์กลางที่มีอำนาจครอบงำประเทศแต่เพียง ผู้เดียว หรือได้เห็นนายกฯทักษิณใช้อำนาจสุดๆ ในการสั่งการ ในการกำหนดความเป็นไปทุกอย่างในสังคมในประเทศ "บอกให้การเมืองนิ่ง" "เลิกระเบียบแบบแผน/จัดระเบียบแบบแผน" "บอกให้เชื่อผู้นำแล้วจะดีเอง" หรือ "บอกให้ทุกคนให้อยู่เฉยๆ แล้วจะดีเอง"

มีความคิดในการ "เอาตำแหน่งกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านที่ให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไปแล้ว กลับมาเป็นตำแหน่งจากการแต่งตั้ง" หรือ "ให้มีผู้ว่าฯซีอีโอแทนที่ผู้ว่าฯจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนยังจะสอดคล้องกับประชาธิปไตยเสียมากกว่า เพราะสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครอง"

นอกจากนั้น "ใช้สไตล์การบริหารแบบการตลาด" "โฆษณาชวนเชื่อทุกอย่าง" "เอาเรื่องเศรษฐกิจและเทคโนโลยีถาโถมใส่ประเทศไทยมาก" "แก้ปัญหาโดยใช้เงินมาก" "แล้วก็เอาฝรั่ง/เอาต่างประเทศเข้ามาช่วยแก้ปัญหา" "ให้ฝรั่งมาพัฒนาคนไทย" "เอาฝรั่งเข้ามาทำงานแทนคนไทย" (คนไทยก็ต้องออกจากงานสิ) "ให้ฝรั่งขี่คอคนไทย" "ให้พ่อค้าขี่คอคนไทย" (ผู้นำไทยยังพายังเอาฝรั่งมาขี่คอคน ไทยไม่หยุดเลย ทำกันแบบนี้มาโดยตลอด นี่ เป็น "ทางออก" ของชนชั้นผู้ปกครองไทยมาโดยตลอด) เหมือนกับ "นักวิชาการขายตัวให้ผู้มีอำนาจ" มันจึง "ขัดกับการสร้างความเจริญ" ไปหมด

คุณทักษิณก็แพร่เชื้อโรค คุณทักษิณก็นำพาผู้คนกันไปอย่างนั้น แล้วก็มีผู้คนตามกันไปเป็นพรวน นี่คือปัญหา "เอดส์ทางจิตวิญญาณ" (หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งปัญหา "เอดส์ทางปัญญา" "เอดส์ทางจิตวิญญาณ" มันร้ายแรงกว่า "เอดส์ทางกาย")

แล้วระบบเผด็จการฟาสซิสม์ หรือระบบการปกครองโดยใช้อำนาจหรือระบบทักษิณนี้มันเข้ามาสวมแทนระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยกันได้อย่างไร

มันมาพร้อมกับวิกฤตของประเทศ เพราะเห็น ว่าประชาธิปไตยไม่ไปไหน จากทางที่เราเดินกันมา

หรือเมื่อประเทศไปข้างหน้าไม่ได้ เมื่อประชา ธิปไตยไปไม่รอดหรือไม่ก้าวไปข้างหน้าจนไปสู่ประชาธิปไตยที่หมายถึงการปกครองโดยคนเสมอกันอย่างอังกฤษหรืออย่างสหรัฐอเมริกา

หรือเพราะประชาธิปไตยที่ผ่านมาแก้ปัญหาของประเทศของประชาชนไม่ได้ และจะถอยกลับไปอย่างเดิมก็ไม่ได้ (traditional practices)

เพราะฉะนั้น เวลาประชาธิปไตยไปไม่ได้ ก็ จะมี "พระผู้มาโปรด" หรือมี "อัศวินขี่ม้าขาว" เข้ามา

เพราะฉะนั้น เมื่อคุณทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นนายกฯของประเทศไทย ก็ออกมาบอกว่า นี่เป็นพรรคการเมือง (พรรคไทยรักไทย) เป็นรัฐบาลหรือเป็นผู้นำที่ "คิดใหม่ ทำใหม่" แต่ความจริงแล้ว เป็นระบบฟาสซิสม์ดังกล่าวมาแล้ว เป็นยิ่งกว่าระบบคอมมิวนิสต์ เพราะระบบคอมมิวนิสต์ก็ยังมีอุดมการณ์ที่ใช้อำนาจ

เพราะฉะนั้น นัยสำหรับประเทศไทยนี่คือ "การสูญพันธุ์" (เพราะประชาธิปไตยไทยมันไม่ถึงกับมันไม่วิวัฒน์เลย แต่เป็นวิวัฒน์มาช้าๆ แล้วคุณทักษิณก็มาทำลาย จากที่มันค่อยๆ วิวัฒน์มา กันหมด)

ดังกล่าวมาแล้วว่า ระบบทักษิณก็คือ ระบบเผด็จการฟาสซิสม์ แล้วทำไมคนไทยยอมรับกัน ก็เพราะคนไทยเป็นพวกขวาจัด คนไทยโดยเฉพาะพวกชนชั้นสูง "ฮั้วกัน" (เพราะขั้นสุดท้ายแล้ว ชนชั้นสูงไทยเขาฮั้วกันมาโดยตลอด)

และเพราะเผด็จการให้ "คำตอบ" หรือ "ทาง ออก" (solutions) เร็ว ให้ความสนใจในเรื่องของ "ผล" (results) เป็นใหญ่ (มากกว่าวิธีการที่ไม่ว่า จะเป็นอย่างไรก็ตาม) หรือดังกล่าวมาแล้วคือเอา "ผู้นำ" เป็นใหญ่ กำหนดทุกอย่างในสังคมใน ประเทศ และคนจำนวนมากข้างล่างและพวกนาย จ้างจะชอบ เพราะมีคำตอบหรือทางแก้ปัญหาเร็วดังกล่าว

เมื่อเป็นเช่นนี้กันแล้ว (เพราะฉะนั้นพลังที่จะ เกิดจากภายในประเทศ รวมทั้งการเคลื่อนไหวทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ของผู้คนและเป็นผลของโลก หรือเป็นผลจากโลกภายนอกด้วย) แล้วมันจะจบอย่างไร ? ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว รัฐบาลทักษิณและนายกฯทักษิณ (รวมทั้งคนไทยเราโดยทั่วไป) พยายามทำอะไรกันเยอะแยะมาก ทำตนยุ่งกันทุกคน แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับการแก้ปัญหาประเทศไทยเลย

(เพราะจับประเด็นปัญหาผิดหมด เพราะไม่พยายามหาความจริงว่า "ปัญหาประเทศไทย เป็นปัญหาอะไร") มันจึงทำไปแล้วไม่บังเกิด ผล หรือทำไปแล้วก็ชกลมเปล่า (chasing the wind) นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว แต่ยังกลับ สร้างปัญหา ทำให้ "ผู้คนติด" "ผู้คนตาย" กันหมด (ไม่ได้เจริญก้าวหน้าไปไหน ไม่ได้ผุดได้เกิด กันเลย)

ตัวอย่างจะแก้ปัญหาข้าราชการให้ดีขึ้น (ขณะ ที่ยังไม่รู้ ยังไม่อธิบายกันจริงๆ ว่าปัญหาข้าราชการ/ระบบราชการไทยมันเป็นปัญหาอะไร) ทำให้ "แก้ไม่ได้" "ยิ่งทำให้มีปัญหามากขึ้น" เพราะไม่ได้แก้ตรงสาเหตุของปัญหาจริง "บูรณาการในกล่อง" "บูรณาการในกะลา" "แล้วก็คิด (ไปเอาเอง) ว่าได้บูรณาการแล้ว"

นอกจากนั้นดังกล่าว พยายามเอาต่างประเทศมาช่วย เพราะทำเองไม่ได้ ไปพึ่งต่างประเทศ (ตัวอย่างจึงพยายามรีบเร่งทำเอฟทีเอมาก) เพราะฉะนั้น ต่างประเทศที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชนชั้นผู้นำ/ผู้ปกครองไทยก็จะเหนื่อยกัน แต่พวกฝรั่ง/ต่างประเทศก็ทำแค่เล่นไปตามเกมเพื่อทำมาหากินของเขาเช่นกัน (game of strategy) ซึ่งถือว่าเป็นไปตามปกติ ไม่มีอย่างอื่น

เพราะฉะนั้น ถ้าเราปักหลักไม่ได้ ถ้าเราไม่เข้มแข็ง เราก็จะแย่ เพราะเราต้องเข้มแข็งจึงจะเอาประโยชน์ได้จากโลกที่เปิด การเปลี่ยนแปลง ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเคลื่อนตนเองสูง ขึ้นไปกว่าเดิม มีขีดความสามารถในการบริหาร (management capacity) เพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลงของสังคม ของบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศโดยส่วนรวม

ซึ่งสิ่งที่กล่าวถึงข้างต้นที่ต้องมี เราไม่มีกัน สังคมเรามันพิกลพิการ (เหมือนคนพิกลพิการ กระเสือกกระสนไปคนละทิศละทาง ไม่มีระบบหรือ กลไกที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงไปตามโลกที่เปลี่ยนไปได้)

และปัญหาที่เมื่อประเทศมาถึงตอนนี้แล้ว แม้ชนชั้นสูง/ชนชั้นผู้ปกครองประเทศจะฮั้วกัน แต่ปัญหาก็คือ มันก็จะช่วยอะไรประเทศไทยกันไม่ได้ เราจะรวมกันแบบเก่าๆ ไม่ได้ (ไม่ใช่แบ่งอำนาจ/ ตำแหน่งกันได้แล้วก็ปกครองกันไป ทำกันได้อย่างเดิมๆ ) ไม่มีที่ว่างเหลือให้ทำเช่นนั้นแล้ว

(ซึ่งดังกล่าวประเทศไทยระบบมันพิกลพิการมาก ถ้ามีต้นไม้ให้พวกผู้นำ/ผู้ปกครองเกาะกิน พวกเขาก็จะกินกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องออกแรง (เหมือนกาฝาก) เพียงทำตนเป็นเจ้าของประเทศ แล้วก็ให้คนอื่นออกแรง แล้วก็สูบเอาเลือด เอาผลประโยชน์ของประเทศไปกันหมด)

ระบบ "สืบทอดอำนาจ" "สืบทอดตำแหน่ง" (dynasty) จะทำกันได้จริงๆ ต้องออกมาเป็นการทำให้มันเป็น "สถาบัน" (institution) คุณทักษิณ ชินวัตร สุดท้ายจริงๆ ก็เป็นเผด็จการจริงๆ ไม่ได้เพราะเป็นเพียง "พ่อค้า" เพราะไม่มีพื้นฐาน หรือไม่ใช่เป็นพวกมีอุดมการณ์อะไรจริงๆ เป็นเพียง "พวกพ่อค้าธรรมดาๆ"

เพราะฉะนั้น มันก็จะออกกันมาแบบมั่วๆ ทำให้ "สถาบันดั้งเดิม" (traditional institutions) พังไปหมด ขณะที่ (ก็ยัง) ไม่มี "แนวทางปฏิบัติใหม่" (new practices)

สิ่งที่ตามมาก็จะเกิด "การแตกแยก" ตามธรรมชาติ (เป็นพลังของการแตกแยกตามธรรม ชาติ) หรือสุดท้ายแล้ว มันก็จะเกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้ง การแตกแยก การรบกัน การตีกัน เกิดขึ้นในบ้านเมือง แล้วก็จะมีการใช้ "อำนาจ ดิบ" เข้ามาปราบปรามความวุ่นวายเหมือนเช่นทุกครั้งไป

จนกว่าจะจัดขบวนกันใหม่ และในที่สุด ไปสู่การมีระบอบการปกครอง "เสรีประชา ธิปไตย" อย่างอังกฤษ อย่างสหรัฐอเมริกา

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6