หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
มติของ WTO ห่างไกลการค้าเป็นธรรม

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 30 สิงหาคม 2547   ปีที่ 28 ฉบับที่ 3614 (2814)

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2547 ที่ผ่านมานี้ ที่ประชุมนอกรอบของสภาองค์การการค้าโลก ได้มีมติสำคัญออกมาหลายมติ ที่ดูเหมือนว่าประเทศกำลังพัฒนา ที่เศรษฐกิจยังพึ่งพิงผลผลิตการเกษตร จะได้รับประโยชน์มากขึ้นจากมติที่ให้ทุกประเทศ ยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน

อีกมติหนึ่งที่อาจจะเรียกว่าเป็นชัยชนะชั่วคราวของประเทศกำลังพัฒนา คือ การหยิบเอา "ประเด็นการเจรจาสิงคโปร์" ออกไปจากการเจรจาของเวทีโดฮาได้ 3 ประเด็น จาก 4 ประเด็น

ประเด็นการเจรจาสิงคโปร์มี 4 ประเด็นที่สำคัญ คือ การลงทุน การแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล และการปรับโครงสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการค้าระหว่างประเทศ มติของสมัชชาประจำเดือนกรกฎาคมศกนี้ ตกลงให้ยกเอา 3 ประเด็นแรกออกไปจากการเจรจารอบหน้าก่อน เหลือไว้แต่ประเด็นสุดท้ายประเด็นเดียว

รัฐบาลไทยควรจะนำมตินี้มาเป็นข้ออ้างในการไม่บรรจุเป็นวาระการเจรจาการทำข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคี (Thai-U.S. FTA) กับสหรัฐอเมริกาที่กำลังเจรจากันอยู่ในขณะนี้ เพราะว่าเป็นประเด็นตีความได้ว่าเป็นการนำอธิปไตยของชาติไปขึ้นต่อการค้าและบริษัทข้ามชาติ และอาจจะต้องเสียค่าโง่จนประเทศล้มละลายในที่สุด

ในด้านสินค้าเกษตร ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้การอุดหนุนการส่งออกในหลายๆ รูปแบบที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และบิดเบือนตลาด เช่น การค้ำประกันราคาสินค้าเกษตรที่ส่งออก การชดเชยเงินส่วนต่างของราคาส่งออกและราคาในประเทศ หรือการรับซื้อหรือจ่ายเงินล่วงหน้าให้ผู้ส่งออก

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การการค้าโลกคนปัจจุบัน แถลงถึงความสำเร็จที่การประชุมใหญ่ตัวแทนการค้าในเดือนกรกฎาคม สามารถหาข้อยุติ ที่เป็นประเด็นหลักในการทำให้การประชุมคณะมนตรี ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโกล้มเหลว

แต่ในความเป็นจริงมติของที่ประชุมได้ตกลงรับกรอบการเปิดตลาดเสรีสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร (Non Agriculture Market Access-NAMA) ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศกำลังพัฒนาที่การอุตสาหกรรมเพิ่งอยู่ในระยะตั้งไข่

กรอบการเปิดตลาดเสรีสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร ถูกเสนอเป็นวาระเข้ามาอย่างรีบเร่ง และมัดมือชก จนประเทศกำลังพัฒนาตั้งหลักรับไม่ทันทั้งๆ ที่มีการทักท้วงกันอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศทวีปแอฟริกา ที่นำโดยไนจีเรีย ซิมบับเว แซมเบีย และแทนซาเนีย แต่ก็ถูกผลักให้ผ่านออกไป

ร่างนี้ได้เสนอเข้ามาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม แล้วดันให้ผ่านในวันที่ 31 กรกฎาคม 2004 (2 อาทิตย์) โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการศึกษาและอภิปรายกันอย่างกว้างขวางก่อน

ผู้แทนการเจรจาจากประเทศจาเมกา ให้สัมภาษณ์ว่า "ที่ประชุมได้ไล่ต้อนเราเข้ามุมให้ยอมรับข้อตกลงที่มีข้อความจำเพาะเจาะจงและผูกมัดเราอย่างเป็นทางการ โดยที่เราไม่เห็นด้วยและได้ทักท้วงมาหลายครั้งแล้ว"

กรอบการเปิดตลาดเสรีสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร คือ การขีดเส้นตายที่ไม่มียืดหยุ่นในการลดภาษีศุลกากรขาเข้าของสินค้าอุตสาหกรรมอย่างฉับพลัน เช่น จากร้อยละ 40 มาเหลือเพียงร้อยละ 7 เป็นต้น

ในสภาพความเป็นจริง ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากอาศัยรายได้จากภาษีศุลกากรมาเป็นทุนในการบริหารพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ เมื่อรายได้ส่วนนี้ลดลงก็จะมีผลต่อการพัฒนาความอยู่ดีกินดีและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยิ่งยวด

นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยที่นำไปสู่การขาดดุลชำระเงิน อันเป็นสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจ เกิดปัญหาหนี้ระหว่างประเทศ ต้องกู้เงินต่างประเทศเพิ่ม ต้องตัดงบประมาณการพัฒนาและการศึกษามาจ่ายในสัดส่วนสูง และเกิดปัญหาสังคมตามมา

ในข้อตกลงนี้ ได้บีบให้ประเทศกำลังพัฒนา ยอมยกเลิกใช้ข้อยืดหยุ่นของข้อตกลงขององค์การการค้าโลก ที่ยอมให้จัดลำดับสำคัญ และเงื่อนไขของเวลาในการเลือกลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมแต่ละประเภท เพื่อไม่ให้กระทบอุตสาหกรรมในประเทศที่กำลังตั้งไข่

มติเดือนกรกฎาคมนี้เรียกร้องให้ลดภาษีศุลกากรขาเข้าของสินค้าอุตสาหกรรม ครอบคลุมร้อยละ 95 ของสินค้าทั้งหมด หลังจากนั้นก็นำเอาอัตราภาษีศุลกากรขาเข้าของสินค้าอุตสาหกรรมที่เหลือร้อยละ 5 (ซึ่งต่ำมากอยู่แล้ว จากเงื่อนไขการปรับโครงสร้างของไอเอ็เอฟ ที่บงการให้ลดภาษีศุลกากรเพื่อแลกกับเงินกู้) มาคูณด้วย 2 เป็นอัตราภาษีใหม่สำหรับสินค้าร้อยละ 95

นอกจากนี้ ยังมีการระบุให้สินค้าอุตสาหกรรม 7 ประเภท ที่ห้ามเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าเลย

ผลของข้อตกลงนี้จะทำให้อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังไม่มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันต้องล้มละลายอย่างสิ้นเชิง และประเทศกำลังพัฒนา ต้องกลายเป็นประเทศบริโภคสินค้าสั่งเข้าทุกอย่าง และไม่สามารถกำหนดทิศทาง อนาคต และชะตากรรมของชีวิตของประชาชนได้เลย

ประเทศอุตสาหกรรมสามารถกำหนดราคา และปริมาณการส่งสินค้าเข้ามาเพื่อคงจุดกำไรสูงสุดไว้ หรือขู่ว่าจะตัดส่งสินค้าจำเป็นนั้นเข้ามา เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ประเทศและประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้

อันที่จริงข้อตกลง NAMA นี้ได้มีการนำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่การประชุมคณะมนตรีองค์การการค้าโลกที่เมืองแคนคูน เมื่อเดือนกันยายน 2003 เรียกว่า derbez text แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับในขณะนั้น มา ณ วันนี้ กลับฟื้นชีพขึ้นมาอีก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศแอฟริกาได้คัดค้านอย่างหนัก จนทำให้การเจรจานอกรอบที่เมืองเจนีวาครั้งนี้ เกือบล่มเหมือนคราวที่ซีแอตเติล และ แคนคูน แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วยืนกรานไม่ยอม เพียงแต่เปิดช่องให้มีการเจรจาในการทำคำอธิบายตีความที่เรียกว่า vehicle หรือพาหะในการนำไปปฏิบัติ

โดยสรุปแล้ว การเจรจานอกรอบขององค์การการค้าโลกที่เมืองเจนีวาที่จบลงเมื่อคืนวันที่ 31 กรกฎาคม 2004 นี้ การที่ประเทศที่พัฒนาแล้วยอมจำนนในเรื่องการยุติการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรในกรอบเวลาที่แน่นอน แต่ก็คงข้อความสงวนสินค้าบางตัวที่เรียกว่า "สินค้าที่มีผลกระทบ" (sensitive products) ไว้โดยไม่ต้องขึ้นต่อมตินี้

แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วกลับได้ในสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าและมีค่ามากกว่า คือ กรอบการเปิดตลาดเสรีสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร (NAMA) ดังที่อธิบายถึงผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาที่ตามมาข้างต้น ดังนั้นการยอมจำนนด้านการอุดหนุนการส่งออก จึงเปรียบเสมือน "หลุมพราง หรือกับดัก" ที่ล่อให้ ประเทศกำลังพัฒนาตกหล่มหรือติดกับดัก

รัฐบาล นักการเมือง และข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา จึงต้องมีวิสัยทัศน์มองให้เห็นถึงภัยพิบัติในวันข้างหน้าที่จะตามมา และสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกลยุทธ์ในการเจรจาร่วมกันเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2