|
||||||||||
|
ความใหม่ของ "ประชานิยม" ต้องรู้ความต้องการที่แท้จริง
ศิริพร ยอดกมลศาสตร์ tssn2000@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2547 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีสโลแกนว่า "คิดใหม่ ทำใหม่" แต่ในความเป็นจริงหลายสิ่งที่พรรคไทยรักไทยนำเสนอต่อสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นการนำเสนอระบบคิดใหม่ และต้องใช้กระบวนการบริหารจัดการใหม่ๆ ส่วนจะทำอย่างไร เพื่ออะไร เพื่อใคร เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องติดตามประเมินผลอย่างรู้เท่าทัน สิ่งที่เราจะนำมาพูดคุยในวันนี้ คือ นโยบายประชานิยม ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้านละหนึ่งล้านบาท 30 บาทรักษาทุกโรค และการพักชำระหนี้เกษตรกร ต้องถือว่าอยู่ในชุดความคิดแบบใหม่ กล่าวคือ นโยบายเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการประชุมชาวบ้าน เป็นข้อเสนอที่มาจากชาวบ้าน และเมื่อพรรคไทยรักไทยยอมรับความคิดของชาวบ้าน นำข้อเสนอเหล่านี้มาจัดทำเป็นนโยบาย ก็เป็นธรรมดาที่นโยบายเหล่านี้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวบ้าน ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับเสียงสนับสนุนจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ความใหม่อีกประการหนึ่ง คือ เมื่อไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาลแล้ว นโยบายประชานิยมเหล่านี้ก็ถูกนำมาปฏิบัติจริงในเวลาอันรวดเร็ว แต่เนื่องจากเมื่อนำนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปดังหวัง (ของชาวบ้านและนักวิชาการที่มีส่วนร่วมในร่างนโยบายเหล่านี้) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัตถุประสงค์ของชาวบ้านกับนักการเมืองต่างกัน รูปแบบการปฏิบัติงานของชาวบ้านก็ไม่เหมือนกับของภาคราชการ นี่ยังไม่รวมปัญหาการจัดการ การส่งผ่านความรู้และประสบการณ์ และอะไรอีกจิปาถะ คนบางคนจึงสรุปเอาว่า นโยบายประชานิยมเป็นแค่การหาเสียงของไทยรักไทย เฉกเช่นเดียวกับที่คิดว่าโครงการเอสเอ็มแอลในวันนี้เป็นแค่นโยบายหาเสียง หรือแจกเงิน คนชั้นกลางจำนวนหนึ่งกล่าวถึงนโยบายเอสเอ็มแอล ว่า เป็นแค่เครื่องมือหาเสียงของพรรคไทยรักไทย เป็นการซื้อเสียงอย่างถูกกฎหมายในรูปแบบใหม่ และเงินซื้อเสียงเหล่านั้นแท้จริงแล้ว ก็คือ เงินภาษีของประชาชน คิดแบบนี้ต้องถือว่า เป็นวิธีคิดแบบเก่า เพราะสะท้อนให้เห็นชัดว่า ผู้พูดไม่เข้าใจบทบาท และหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งต้องดูแลประชาชนทุกคนในประเทศอย่างถ้วนทั่ว การจัดสวัสดิการในรูปของงบประมาณให้กับคนในชุมชน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะมีปริมาณกว่า 80% ต้องถือเป็นหน้าที่ ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำ ใครไม่ทำต้องถือว่าบกพร่องในหน้าที่ เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกันเรียกร้อง ต้องให้ทุกพรรคการเมืองเสนอนโยบายประชานิยม และติดตามให้มีการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามสัญญาประชาคมที่นำเสนอเมื่อมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า คิดใหม่ ส่วนเรื่องชาวบ้านจะเลือกพรรคไทยรักไทยเพื่อตอบแทนที่รัฐบาลให้เงินกองทุนชุมชนนั้น ว่าไปแล้วก็เท่ากับเป็นการดูแคลนชาวบ้าน ดูถูกว่าเป็นคนไม่รู้จักคิด เห็นแก่อามิสเล็กๆ น้อยๆ เห็นว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ ว่าไปแล้วนี่ก็คือความคิดแบบเก่า เราอยากถามคนที่คิดแบบนี้ว่า ?ไม่เป็นการดูถูกชาวบ้านมากเกินไปหรือ?? คนคิดแบบนี้รู้บ้างหรือเปล่าว่า เดี๋ยวนี้ชาวบ้านไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ขณะที่ชนชั้นกลางยังวนเวียนอยู่กับปัญหา เบื่อรัฐบาล เบื่อการเมือง ไม่รู้จะเลือกใคร แต่ก็ไม่คิดจะรวมตัว หรือทำอะไร ยังรีๆ รอๆ ว่า เมื่อไหร่จะมี อัศวินขี่ม้าขาว มาแก้ปัญหา คนชนบทกลับมีการรวมตัวสานเครือข่าย เชื่อมต่อเรียนรู้และพัฒนาความรู้ รวมทั้งจัดทำแผนและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อให้กับภาครัฐ พร้อมกันนั้น ก็เดินหน้าสร้างรากฐานในพื้นที่ บนแนวทาง ?ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเสวยผล? เริ่มตั้งแต่การประชุมพูดคุย หาแนวทาง ร่วมกันทำงาน ร่วมกันรับผลจากการกระทำ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ชุมชนและคนทำงานเติบโตขึ้น เราพบว่า มีชุมชนจำนวนหนึ่งสามารถใช้เงินกองทุนหมู่บ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนได้จริง ชุมชนเหล่านี้มักเน้นย้ำว่า ?เงินไม่ใช่เป้าหมาย? แต่ชุมชนสามารถนำเงินเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมความรู้ การผลิต สวัสดิการ สร้างความสัมพันธ์ในชุมชน แถมพอรวมตัวเป็นปึกแผ่นได้มากขึ้น บางชุมชนยังสามารถตั้งคำถามต่อตัวเองว่า ชุมชนควรรับ หรือไม่รับเงินกองทุนใหม่ๆ เพราะปัจจุบันก็มีเงินมากอยู่แล้ว ไม่รู้จะเอามาทำอะไรอีก เรียกว่าถ้าหากิจกรรมไม่ได้ก็ไม่เอา แต่หากนึกออกว่าเอามาแล้วจะทำอะไรก็ควรรับ ขณะที่บางชุมชนก้าวหน้าไปกว่านั้น พัฒนาถึงระดับนำเสนอแนวคิดใหม่ให้กับรัฐบาล เช่น เงินที่จะเข้าชุมชนควรจัดสรรอย่างไร ผ่านองค์กรไหน และควรให้ในรูปแบบใด ระหว่างการให้กู้ยืม การให้เปล่า หรือการให้แบบสมทบ ถ้าชุมชนรู้จักเอาเงินมาพัฒนา เงินจากนโยบายประชานิยมก็เกิดผล แต่ในมุมกลับ ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง เงินที่ได้มาก็จะเป็นพิษ ทำให้ชาวบ้านเคยชินกับการรอรับเงินสงเคราะห์ สร้างปัญหาหนี้สิน ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยทุกข์ บางคนมองเห็นแต่ด้านลบ และเชื่อว่า โครงการประชานิยมถึงที่สุดแล้วจะทำให้สังคมได้ไม่คุ้มเสีย ชุมชนจะได้ผลกระทบด้านลบมากกว่าด้านบวก ในเรื่องชุมชนได้ผลกระทบด้านไหนมากกว่าเป็นเรื่องที่ตอบยากมาก เพราะในกระแสทุนนิยมการบริโภค ใครๆ ก็อยากผลิต อยากขาย และอยากมีเงินไว้ใช้บริโภค โครงการ OTOP จึงถูกยอมรับอย่างกว้างขวาง และโดยเนื้อหา กรณีที่ส่วนต่างราคา หรือที่เราเรียกว่า กำไร ตกอยู่ในมือชาวบ้านมากๆ พ่อค้าเอากำไรแต่น้อย ก็ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จ ส่วนกรณีที่พ่อค้าเอากำไรมากเกินไป ไม่ค่อยแบ่งให้กับชาวบ้าน ก็ต้องหาทางแก้ไข ไม่ใช่เหมารวมว่า OTOP ใช้ไม่ได้ แต่ถ้ามองแบบวิพากษ์ อาจกล่าวได้ว่า โครงการ OTOP เป็นโครงการที่มีปัญหา เพราะเน้นการผลิตเพื่อขาย เร่งให้คนเข้าสู่กระแสทุนนิยมการบริโภค ซึ่งไม่สอดคล้องกันแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นให้ผลิตเพื่อบริโภค มีเหลือจึงขาย ทำอย่างพอเหมาะพอสม และต้องดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร นโยบายประชานิยมก็ได้สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นในสังคมไทยแล้วหลายอย่าง นับตั้งแต่การสร้างนโยบายโดยฟังเสียงประชาชน การปฏิบัติตามนโยบายที่ใช้หาเสียงของพรรค การเคลื่อนขบวนของชาวบ้าน คนชั้นกลางโดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างกินเงินเดือน ต้องเริ่มคิดใหม่ ทำใหม่ ต้องทำแบบชาวบ้าน คือรวมตัวกันสร้างข้อเรียกร้อง แล้วนำเสนอให้พรรคการเมืองเอาไปทำนโยบาย และแน่นอนว่า ถ้าพรรคการเมืองเหล่านั้นได้รับโอกาสในการทำงาน ชนชั้นกลางจะต้องมีกระบวนการทวงถามและติดตามประเมินผลอย่างรู้เท่าทัน แล้วนโยบายประชานิยมก็จะกลายเป็นเครื่องมือของประชาชนอย่างแท้จริง
|