หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เปิดเสรี GMO... นโยบาย "ตายเอาดาบหน้า" อีกเรื่อง

กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 26 สิงหาคม 2547

แล้วนี่ก็เป็นการตอกย้ำถึงวิธีการทำงาน สไตล์ที่น่าเป็นห่วงข องท่านผู้นำอีกครั้ง เมื่อนายกฯ นั่งหัวโต๊ะของคณะกรรมการ นโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เมื่อสัปดาห์ก่อน (20 สิงหาคม) และตัดสินให้นำเข้าพืชจีเอ็มโอ (GMO) ได้, อีกทั้งยังปลูกพืชจีเอ็มโอ ทดลองในไร่นาได้ อ้างว่ากลัว "ตกรถ" ขบวนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ

ทำให้คิดถึงอีกหลายเรื่องที่มีลีลา และแนวทางการตัดสินใจทำนองเดียวกัน นั่นคือกระโดดตัดสินไปก่อน, ไม่ปรึกษาหารือคนกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสังคม, ไม่นำเอาความเห็นคัดค้านที่น่าสนใจบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน, มาพิจารณาในการวางนโยบายระดับชาติ

ไม่ต่างอะไรกับกรณีการกระโดดไปลงนามในข้อตกลง ว่าด้วยเขตการค้าเสรี หรือ FTA กับจีนและออสเตรเลียและกำลังเจรจากับอีกหลายประเทศ โดยที่ไม่สนใจความเห็นอีกด้านหนึ่ง ซึ่งก็มาจากคนรักชาติรักแผ่นดินไม่ได้น้อยไปกว่ารัฐบาลเหมือนกัน

เหมือนการส่งทหารไปอิรัก, ซึ่งต่างจากการส่งไปติมอร์ตะวันออก ความแตกต่างระหว่างการทำงานภายใต้ร่มธงสหรัฐกับสหประชาชาติ ก็มีความหมายที่แตกต่างกันคนละเรื่องเช่นกัน

มติคณะรัฐมนตรีเดิมวันที่ 3 เมษายน 2544 นั้น ห้ามปลูกพืช GMO ทดลองในไร่นา ด้วยเหตุผลของความเสี่ยงที่หลายประเทศในโลกเป็นห่วงเป็นใยอยู่

ถ้านายกฯ บอกว่า ที่ต้องยอมเรื่อง GMO เพราะกลัวจะตกรถไฟ ก็ต้องฟังคนที่เขาศึกษาเรื่องนี้ เห็นผลร้ายเรื่องนี้ เหมือนชักศึกเข้าบ้าน หรือขึ้นรถไฟไปตายเอาดาบหน้า

คนที่เขาค้านนั้นไม่ได้สักแต่ว่าค้าน เป็นประเด็นที่เวทีโลกถกกันมาหลายปีดีดักแล้ว เพราะปัญหาที่จะต้องค้นหาความจริงอย่างยิ่ง ก็คือว่าเมื่อสินค้าเมล็ดพันธุ์ GMO เข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว

สิ่งที่จะตามมาก็คือประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งดูเหมือนว่ามติของคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดนี้ไม่ให้ความสนใจเพียงพอ เป็นการเปิดช่องว่างให้กับตัวเองอย่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

ในบางประเทศ เมล็ดพันธุ์ GMO ถูกคุ้มครองถึง 3 ชั้น นั่นคือ 1. สิทธิบัตร 2. คุ้มครองพืชพันธุ์ และ 3. ความลับทางการค้า

รัฐบาลไทยกลัวจะตกรถถึงขั้นยอม "ไปตายเอาดาบหน้า" อย่างนั้นหรือ? รถไฟขบวนนี้วิ่งไปทางไหน จะไปตกรางตกเหวที่ไหนก็ไม่สนใจกระนั้นหรือ?

อำนาจต่อรองของเรากับบรรษัทต่างประเทศ ที่กำลังทดลองกับเมล็ดพันธุ์ที่จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธุรกิจใหญ่ระหว่างประเทศเช่นนี้มีแค่ไหน?

ถึงจุดหนึ่ง เมื่อเขาคุมตลาดของเมล็ดพันธุ์ GMO เอาไว้ได้ และเราต้องซื้อจากเขาในราคาที่เขาจะตั้งเท่าไรก็ได้โดยที่ "ตกหลุมพรางแห่งสิ่งที่เรียกว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ" เสียแล้ว คนที่ตัดสินใจเรื่องนี้วันนี้ก็ไม่อยู่ต้องแสดงความรับผิดชอบเสียแล้ว

ฝ่าย NGO บอกว่า เรื่องนี้เกิดจากการกดดันของอเมริกาต่อไทย และส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไขของ FTA ระหว่างสองประเทศ แต่นายกฯ บอกว่า ไม่รู้, ไม่เกี่ยว

เพื่อความเป็นธรรมก็จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของเสียงค้านทุกเรื่องเพื่ออนาคตของประเทศ ไม่ใช่เพียงบอกว่า "เขาจ้างผมมาตัดสินใจ ก็ต้องตัดสินใจ" เพราะประชาชนเขาจ้างมาตัดสินใจนั้น พ่วงเงื่อนไขด้วยว่าจะต้องฟังเขา, จะต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความเห็นที่หลากหลาย เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมด้วย

เหล่านี้เป็นเพียงบางคำถามเกี่ยวกับประเด็นของ GMO มานานพอสมควร เป็นเรื่องราวที่รัฐบาลไทยสามารถจะนำมาเปรียบเทียบ และเคารพในความเห็นที่ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับของผู้ที่ทำงานให้กับรัฐบาลอีกด้วย

เรื่องความเป็นความตายของเกษตรกรอย่างนี้ เขาตัดสินใจกันด้วยอำนาจรัฐโดยไม่ฟังผู้แสดงความห่วงกังวลบนพื้นฐานของเหตุผลและประสบการณ์จากประเทศอื่นเลยกระนั้นหรือ?

นโยบาย "ไปตายเอาดาบหน้า" กลายเป็นยี่ห้อของการบริหารประเทศวันนี้เสียแล้วกระนั้นหรือ?

ย้อนไปดูเรื่องเอาเงินภาษีประชาชนอุ้มราคาน้ำมันเมื่อหลายเดือนก่อนก็จะเป็นรูปแบบเดียวกัน ตอนนั้นรัฐบาลบอกว่าสบายมาก, ราคาน้ำมันขึ้นไม่นานก็จะลงเอง อุ้มเอาไว้ก่อน พอราคาน้ำมันดิบลดลงมา, ก็เอามาคืนเงินกองทุนน้ำมัน ไม่เห็นมีอะไรต้องห่วง

แล้ววันนี้เป็นไงครับ? ตายเอาดาบไหนครับ?