|
||||||||||
|
"หมอประเวศ"ชำแหละ Anatomy of Corruption
รายงาน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 13 วันที่ 26 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3613 (2813) "ชาติต้องการคนที่ซื่อสัตย์...ชาติต้องการคนเสียสละ" นี่คือข้อความตอนหนึ่งในเพลง "คนสร้างชาติ" ที่นักเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศกใช้ขับร้องต้อนรับ ฯพณฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันก่อเกิดเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีถึงกับน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้ง และแล้วทุกอย่างก็เป็นเสมือนความฝัน วาทกรรมที่ผู้นำประเทศกล่าวในโอกาสเปิดตัว คปต.เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา "รัฐบาลภายใต้การนำของผมจะไม่ยอมให้การทุจริตคอร์รัปชั่นใดๆ ทันทีที่การสืบสวนค่อนข้างชัดว่าพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตผมไม่เอาไว้" เป็นเพียงลม ปากไม่มีการดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด 3 ปีผ่านไป คอร์รัปชั่นระบาดราวกับไข้หวัดนก แทบทุกกระทรวงมีแต่เรื่องโชยกลิ่นเหม็นของการทุจริตจนผู้นำออกมาให้สัญญากับสาธารณชนว่า ต้นตุลาคมจะประกาศสงครามกับคอร์รัปชั่นจริงๆ จังๆ สักที เอาเข้าจริง ภาคประชาชนไม่อาจรอคำมั่นสัญญาจากผู้นำอีกต่อไป 20 สิงหาคมที่ผ่านอันเป็นวันครบรอบ 3 ปีของการก่อกำเนิด คปต. บรรดาคนดีและคนกล้าจึงมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อทบทวนบทบาทที่เป็นมาและวางแนวทางในอนาคตของ คปต. "ศ.น.พ.ประเวศ วะสี" ราษฎรอาวุโสผู้ก่อตั้ง คปต.แสดงปาฐกถาพิเศษประกาศว่า การวางยุทธศาสตร์เพื่อลดปัญหาคอร์รัปชั่นจะต้องไม่ชะงักงัน และจะต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่คลื่นกระทบฝั่งเหมือนที่ผ่านมา ศ.น.พ.ประเวศกล่าวว่า ในปัจจุบันโรคคอร์รัปชั่น รุนแรงทุกประเภท ทุกระดับ ตั้งแต่การฉ้อราษฎร์บังหลวง รีดไถ กินหัวคิว กินตามน้ำ กินทวนน้ำ ซื้อเสียง ขายเสียง คอร์รัปชั่นทางนโยบายตลอดทุกชนิด โรคนี้กินพรุนหมดทั้งระบบ เรียกว่ากินจนถึงเลือดเนื้อ กระดูก ดีเอ็นเอของสังคม คอร์รัปชั่นเป็นโรคที่รุนแรง และจะไซฟ่อนทรัพยากร เงินจำนวนมหาศาลออกไปจากแวดวงที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จะนำไปสู่ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมเพิ่มขึ้น และจะนำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมือง เพราะฉะนั้นคนไทยทุกคนควรจะร่วมกันที่จะขจัด บำบัดโรคร้าย โรคคอร์รัปชั่น ให้ออกไปจากแผ่นดินไทยให้ได้ "หลักที่สำคัญของคอร์รัปชั่นคือ ไม่กลัวความเห็น แต่กลัวความรู้ อภิปรายกันในสภาเท่าไรก็ไม่กลัวเพราะโหวตอย่างไรก็ชนะ แต่การชนะโหวตนั้นไม่ได้หมายถึงเกิดความชอบธรรมหรือความถูกต้องขึ้น ฉะนั้นหลักสำคัญต้องใช้ความรู้เข้าต่อต้านจะ เอาเพียงความสะใจ ความมัน จะไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อย เช่น นายกฯกำลังจะประกาศว่าจะเอาจริงจังเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชั่นในเดือนตุลาคม คนกลุ่มหนึ่งออกมาบอกว่านายกฯไม่จริง ใจ แต่นายกฯก็ออกมาโต้ว่าจริงใจ เรื่องนี้จึงไม่ไปถึงไหน" ศ.น.พ.ประเวศได้ยกตัวอย่างเรื่องที่ คปต.ควรจะทำในอนาคตนั่นคือ การเข้าไปร่วมมือกับรัฐบาล เมื่อนายกรัฐมนตรีบอกว่าอยากทำ อยากปราบคอร์รัปชั่น คปต.ร่วมด้วย เรื่องแรกจัดสรรงบประมาณปีละ 500 ล้านบาทสนับสนุนการวิจัยคอร์รัปชั่น ให้สภาการวิจัย ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยทำเอาความรู้เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นออกมาสู่สาธารณะ เพราะความรู้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธยาก ประการที่ 2 ควรมีคนทำหนังสือสักเล่มหนึ่ง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า anatomy of corruption คือกายวิพากษ์ศาสตร์ของคอร์รัปชั่นที่อินเดียมีคนทำ เพื่อที่จะได้รู้ว่าคอร์รัปชั่นเกิดอย่างไร ตรงไหนดีอย่างไรบ้าง คนในสังคมจะได้ช่วยกันดู เอาคนที่รู้เรื่องและเข้าใจ บางทีพูดคอร์รัปชั่นเฉยๆ ยังไม่รู้ ทำเผยแพร่ให้เต็มแผ่นดิน ประการที่ 3 ควรผลักดันให้สื่อมวลชนทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนให้มาก เหมือนอเมริกาการคอร์รัปชั่นยากมากเพราะสื่อมวลชนเข้มแข็ง สืบสวนเจาะข้อมูล นักการเมืองที่ไม่ดีอนาคตหมด เพราะว่าสื่อไปตีแผ่ ของไทยวัฒนธรรมตรงนี้ยังมีน้อยเพราะคนไทยโตมาในสังคมอำนาจนิยม ไม่นิยมความจริง นิยมอยู่ในที่มืด คปต.ต้องไปขอให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเป็นเจ้าภาพ ประการที่ 4 พยายามทำให้กระบวนการที่ทำงานเรื่องคอร์รัปชั่นเป็นกระบวนการสาธารณะ เพราะผู้มีอำนาจพยายามเข้าไปแทรกแซงเรื่องการแต่งตั้งเพื่อทำให้กำลังอ่อนลง ฉะนั้นต้องทำให้เป็นกระบวนการสาธารณะ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตามเขาจะทำดีขึ้น ประการที่ 5 ต้องเข้าไปเสนอตัดวงจรเรื่องคอร์รัปชั่น ซึ่งโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นจาก 3 ประสาน คือ อำนาจทางการมือง ข้าราชการระดับสูง ธุรกิจเข้าไปเชื่อมกัน ศ.น.พ.ประเวศเสนอว่า ในการแต่งตั้งปลัดกระทรวงหรืออธิบดีควรให้เป็นกระบวนการสาธารณะ เปิดให้สาธารณะได้รู้ประวัติว่าบริสุทธิ์หรือไม่ มีใครร้องเรียนมาหรือเปล่าแล้วให้วุฒิสภาตรวจสอบอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งในอเมริกาก็ทำ เช่นนี้ หากรัฐบาลอยากทำดีก็อยากเรียกร้องให้ทำตรงนี้ เพราะหากข้าราชการเป็นอิสระคอร์รัปชั่นก็จะน้อยลง ประการที่ 6 ลงรายละเอียดเชิงเทคนิค ต้องมีคนที่รู้เรื่องเวลาประชุมต้องถ่ายทอดให้ประชาชนเห็นว่าพูดอะไรกัน แล้วทำรายงานต่อประชาชนทุกครั้งที่มีการประชุมแล้วจะดีขึ้น ฝรั่งบอกว่าเป็นการยากมากที่จะเห็นแก่ตัวต่อหน้าสาธารณะ ประการที่ 7 การจัดการโครงการขนาดใหญ่อย่างถูกต้อง ตรงนี้ที่สภาพัฒน์เคยศึกษาไว้เรื่องการจัดการโครงการโครงสร้างขนาดใหญ่ว่าต้องมีความถูกต้องเป็นอย่างไรบ้าง ขั้นแรก ต้องมีความ ถูกต้องเชิงนโยบายผ่านการวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร ขั้นที่ 2 กระทบใครบ้าง แล้วให้คนที่เขาได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนพิจารณาด้วย ขั้นที่ 3 ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพของผู้คน มีการประเมินอย่างเป็นอิสระ ต้องมีการจัดการตรงนี้ที่ดี ทำแล้วมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ตรวจสอบ ประการที่ 8 เรื่องจิตสำนึก คนไทยจะต้องมีจิตสำนึกแห่งความสุจริต เมื่อเร็วๆ นี้พระราชินีได้มีพระราชกระแสว่า จนแต่ซื่อสัตย์มีศักดิ์ศรีกว่ารวยแต่โกง เครือข่ายต้องเรียกร้องให้รัฐบาลทำ รัฐบาลมีเครื่องมือมากมาย และต้องรายงานต่อประชาชน บัญญัติ 8 ประการในการปราบคอร์รัปชั่น ของภาคประชาชน อาจมีโอกาสและความหวังมากกว่าการรอดูคำประกาศสงครามคอร์รัปชั่นของนายกฯทักษิณ เพราะนับวันคนจะเชื่อถือรัฐบาลลดน้อยลงไปเรื่อยๆ 4 คนจริง-ผู้กล้า ต้านคอร์รัปชั่น 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศ.น.พ.ประเวศ วะสี แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น(คปต.) และกองทุนสื่อประชาสังคมต้านคอร์รัปชั่น (สปต.) ได้มอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ "คนจริง ผู้กล้า" อาสาต้านภัยคอร์รัปชั่น จากผลงานในรอบ 3 ปีให้แก่บุคคลตัวอย่างที่เป็นทั้งคนดี เป็นทั้งคนเก่งและเป็นทั้งคนกล้า 4 คน ดังนี้ 1.นางดาวัลย์ จันทรหัสดี แกนนำชาวคลองด่าน กรณีต่อสู้คัดค้านโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ โครงการยักษ์นี้มีมูลค่ากว่า 23,700 ล้านบาท นับเป็นโปรเจ็กต์ที่ถือว่ามีการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และมีเงื่อนงำซ่อนเร้นยาวนาน 14 ปี 9 รัฐบาล การต่อสู้ของ "ดาวัลย์" นำไปสู่การสั่งยุติโครงการ และยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทรับเหมาเรียกคืนสินทรัพย์กว่า 17,000 ล้านบาท ครั้งหนึ่ง "ดาวัลย์" เคยให้สัมภาษณ์ว่า "เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า การเมือง มันจะสกปรกขนาดนี้ การเมืองจะโกงกันได้มหึมาขนาดนี้ เราไม่คิดว่า มันจะมีการโกงกินชาติบ้านเมืองกันอย่างเป็นขบวนการและเป็นระบบขนาดนี้" 2.นายเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มท้องถิ่นรักษ์บ่อนอก กรณีการต่อสู้คัดค้าน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตำบลบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ "เจริญ" ยังได้เข้าไปตรวจสอบกรณีกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนายทุน ซึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกเอกสารสิทธิ โดยมิชอบในที่ดินสาธารณะ บริเวณคลองชายธง ในพื้นที่ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก จนเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 "เจริญ" ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณสี่แยกบ่อนอก หลังจากไปให้ข้อมูลเรื่องการฮุบที่ดินสาธารณะต่อกรรมการพิจารณาสอบสวนและศึกษาการทุจริต วุฒิสภา 3.นายประเทือง ปรัชญพฤทธิ์ ประธานชมรมคนรักสตึก กรณีต่อสู้คัดค้านโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำมูลและถนนสี่ช่องจราจร จ.บุรีรัมย์ โครงการนี้มีมูลค่า 281 ล้านบาท นับเป็นโครงการที่ได้รับการร้องเรียนกว้างขวางมาก ผลพวงของการคัดค้านของ "ประเทือง" อย่างชนิด "กัดไม่ปล่อย" ของคนรักสตึก ทำให้โครงการ "สะพานอัปยศ" ใกล้พบจุดจบ 4.นายดาบตำรวจชิต ทองชิต อดีตข้าราช การตำรวจ ประวัติการต่อสู้ของ "เซอร์ปิโก้ เมืองเพชร" เริ่มเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2530 ขณะปฎิบัติหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจตำบลบางเค็ม อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ได้ร่วมกับพวกจับกุมตำรวจขนของหนีภาษี (บุหรี่ต่างประเทศ) คดีสิ้นสุด มีเงินสินบนรางวัล แต่ถูกผู้บังคับบัญชาอมเงินสินบน 834,000 บาท และยักยอกของกลางไป จึงได้ต่อสู้อย่างยาวนานถึง 12 ปีจนประสบความสำเร็จ จากนั้น ในเดือนพฤษภาคม 2541 ได้ออกมา รณรงค์ต่อต้านระบบส่วยรถบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กำหนด ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและงบประมาณของแผ่นดินที่ต้องสูญเสียอย่างมากมายมหาศาล เป็นผลให้ถูกผู้บังคับบัญชาที่เสียประโยชน์วางแผนฆ่า แต่ไม่เป็นผล จากนั้นได้ถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบ 4 ครั้ง ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากราชการ คือ ผู้บังคับหมู่สถานีตำรวจภูธร ท่าไม้รวก จ.เพชรบุรี เพราะไม่อยากนั่งกินนอนกินไปวันๆ รอรับแต่เงินเดือน โดยไม่มีงานให้ทำ ปัจจุบัน "ดาบชิต" เป็นสมาชิกเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น เพราะเชื่อว่า คนเราเมื่อยังมีชีวิตและลมหายใจ ต้องต่อสู้และตอบแทนคุณแผ่นดิน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 13 "Thaksinomics" ของแม้ว-โดยแม้ว-เพื่อแม้ว รายงาน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 10 วันที่ 26 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3613 (2813) ชั่วโมงนี้ "การรวมพลคนต้านทักษิณ" กลายเป็นกิจกรรมทางปัญญาของชนชั้นกลาง ในสังคมไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะจัดเสวนาที่ไหน ผู้คนหลั่งไหลไปรวมตัวกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งทุกครั้งไป ล่าสุดคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสัมมนาภายใต้ หัวข้อ "THAKSINOMICS" ปรากฏว่าคนล้นทะลักห้องอีกเช่นเดิม การเสวนาในครั้งนี้มิใช่เวทีของขาประจำ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการจากสำนักท่าพระจันทร์ "ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์" คณะเศรษฐ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประเด็นไขความหมาย "ทักษิโณมิกส์" ว่าหมายถึงเศรษฐศาสตร์ของคุณทักษิณ โดยคุณทักษิณ และเพื่อคุณทักษิณ ฉะนั้น การดำเนินนโยบายระบบเศรษฐกิจ Thaksinomics ภายใต้การนำของนายกฯทักษิณ ชินวัตร จึงมีเป้าหมายหลักเพียง 2 ประการ อันดับแรกคือ ดำเนินนโยบายเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงมากที่สุด อีกเป้าหมายหนึ่งคือตอบสนองผลประโยชน์ส่วนบุคคลและพวกพ้องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้ง 2 เป้าหมายนี่เองที่ทำให้เกิดแนวนโยบายที่เรียกว่า ประชานิยม โดยไม่สนใจประเด็นปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่สนใจหลักธรรมาภิบาล หัวข้อใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่ "ศ.รังสรรค์" หยิบ ยกมาพูดในเวทีนี้ คือ สังคมการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์นั้นผู้นำต้องการความนิ่ง "ระบอบการเมืองของทักษิโณมิกส์เป็นระบบเถ้าแก่ เพื่อเถ้าแก่ ลูกจ้าง และหลงจู๊ จะต้องปฏิบัติตามคำของเถ้าแก่ เถ้าแก่มีอำนาจปลดหลงจู๊อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้หลงจู๊จึงกลัวเถ้าแก่ และเถ้าแก่ในฐานะผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินย่อมอยู่เหนือคำวิพากษ์ใดๆ ระบอบเถ้าแก่ยังก่อให้เกิดทักษิณานุวัตร สมาชิกในสังคม ข้าราชการต้องอนุวัตตามเถ้าแก่ ระบอบทักษิณจึงหยิบฉวยช่องว่างของรัฐธรรม นูญที่มอบอำนาจ ดำเนินการบริหารแบบเบ็ดเสร็จเข้าไปยึดครองพื้นที่ทางรัฐสภา นำแนวบริหารงานแบบซีอีโอมาใช้ ในขณะที่ทุกคนล้วนแต่เป็น "เถ้าแก่" เจ้าของกิจการตนเอง ผูกขาดอำนาจตัดสินใจ นโยบายของรัฐบาลจึงเน้นการอัดเงินจำนวนมากลงไปในระดับรากหญ้าเพื่อหาเสียง แต่ละเลยนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดเก็บภาษีที่จะกระทบต่อคะแนนเสียง การบริหารงานแบบซีอีโอจึงไม่ประสบความสำเร็จ" นอกจากนี้ "ศ.รังสรรค์" ยังมองว่ารัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิโณมิกส์ได้สร้างมายาคติในการดำเนินนโยบายกล่าวคือ ก่อนรับเลือกตั้งรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศ ลดการพึ่งพิงต่างชาติ หากเป็นเช่นนั้นรายได้ประชาชาติต้องสูงขึ้น แต่ตรงกันข้ามเมื่อเป็นรัฐบาลกลับเน้นการเปิดเสรี เดินตามสหรัฐในเอฟทีเอเพราะต้องการสนองผลประโยชน์กลุ่มนายทุนส่งออก ด้าน "รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ" คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบอบทักษิณเป็นสิ่งที่อันตรายมาก "ระบอบทักษิณ" เกิดจากความล้มเหลวของเศรษฐกิจในปี 2540 ทำให้ประเทศไทยต้องถูกต่างชาติ take over กลุ่มทุนเหล่านี้จึงต้องการกู้ประเทศคืนมา แต่มีนัยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่ตนเอง เพราะที่ผ่านมาไม่พอ ใจว่าอำนาจรัฐถูกยึดกุมด้วยระบบเจ้า ทหาร ข้าราชการ และการยึดกุมอำนาจรัฐของกลุ่มทุนใหม่นี้ได้มาโดยผ่านระบบเลือกตั้ง ใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือในการสะกดเสียงประชาชนให้อยู่ในมือ และกำหนดวาระทางสังคมอย่างที่พวกเขาต้องการ เพื่อให้ได้มาซึ่งมติมหาชน "รศ.ดร.เกษียร" ยังบอกอีกว่า ระบอบทักษิณมีอำนาจเหนือนิติรัฐ ทำให้เกิดสภาวะที่ว่า "ใครยอมกูอยู่ ใครขวางกูเหยียบ" ซึ่งผิดหลักการแบ่งกันกินที่ดี สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในสายตา "รศ.ดร. เกษียร" คือ โครงการเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นทุนนิยมแบบสุดโต่ง แปลงตาสีตาสาให้เป็นเถ้าแก่ เปลี่ยนชาวนารายย่อยในสังคมให้เข้าสู่ระบบการตลาด เป็นการทำลายฐานทรัพยากรอย่าง มโหฬาร ก่อนการปฏิรูปการเมืองนั้น น.พ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวไว้ว่า ระบอบการเมืองในอดีตนั้นเปิดทุจริต ปิดประสิทธิภาพ บั่นทอนภาวะการเป็นผู้นำ เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงพยายามปิดช่องต่างๆ เหล่านี้ และ พ.ต.ท. ทักษิณได้เข้ามาในจังหวะของรัฐธรรมนูญใหม่พอดี จึงรื้อรัฐธรรมนูญใหม่ทำให้มาตราที่เกี่ยวกับเสรีนิยม การกระจายอำนาจของประชาชนถูกระงับ ไม่มีกฎหมายลูกออกมาบังคับใช้ แต่กลับใช้มาตราที่ให้อำนาจกับฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เงื่อนไขกำลังเปลี่ยน รัฐบาลพลาดหลายเรื่อง ดอกเบี้ยกำลังจะขึ้น น้ำมันราคาแพง คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าภาวะเงินเฟ้อกำลังจะตามมา และเมื่อความผิดพลาดของรัฐบาลตั้งแต่ต้นปีบวกกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไป เชื่อว่าชนชั้นกลาง ชาวกรุงกำลังจะทำแบบที่เคยทำในอดีตคือทิ้งไทยรักไทยบินไปหาพรรคใหม่ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นภาพสะท้อนที่ดีของการเมืองระดับชาติ สิ่งที่น่าสนใจคือ เปิดเวทีอภิปรายด่าทักษิณที่ไหนคนแห่ไปกันเต็ม และนี่คือพลังของคนชั้นกลางชาวกรุงซึ่งมักจะเป็นคนล้มรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม "รศ.ดร.เกษียร" มองว่า ถึงแม้ชนชั้นกลางไม่พอใจรัฐบาลและคิดจะล้มรัฐบาล แต่ไม่มีเครื่องมือ การเลือกตั้งครั้งหน้าไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแน่เพราะสามารถสะกดเสียงในชนบทให้อยู่หมัดได้ด้วยเอื้ออาทร ขณะที่พรรคมหาชนหรือพรรคทางเลือกที่ 3 นั้นก็ยังไม่ใช่เครื่องมือที่ดีนัก ประชาชาติธุรกิจ หน้า 10
|