|
||||||||||
|
น้ำมันแพงกระทบเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ-ว่างงานสูง
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2547 ราคาน้ำมันแพงเป็นปัญหาระดับโลกในขณะนี้ เศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต่างก็ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ เช่น ในสหรัฐอเมริกา นายเกรกอรี แมนกิว ประธานสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ยอมรับเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ว่า แม้เศรษฐกิจอเมริกันจะขยายตัวได้ดี แต่ปัญหาราคาน้ำมันแพงได้ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ และเห็นว่าสหรัฐจำเป็นต้องมีนโยบายพลังงานที่ครอบคลุมทุกด้าน (นิวยอร์ก ไทม์) ขณะเดียวกัน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมเอเชีย-แปซิฟิก หรือแอสแคป ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบสูงถึง 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจเอเชียโดยรวมจะมีการขยายตัวช้าลง โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้จะลดลงจากที่เคยคาดการณ์ 6.2% เหลือ 5.2% เมื่อมองย้อนประวัติศาสตร์ จะพบว่าเศรษฐกิจโลกเคยประสบวิกฤตการณ์น้ำมันสองครั้ง วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงปี 2516-2518 โดยเริ่มต้นจากสงครามอิสราเอลกับประเทศอาหรับในเดือนตุลาคม 2516 กลุ่มประเทศโอเปคได้รวมตัวกันประท้วงสหรัฐอเมริกา (และเนเธอร์แลนด์) ที่สนับสนุนอิสราเอลในสงครามดังกล่าว โดยการห้ามส่งน้ำมันไปขายสหรัฐ ทางการสหรัฐจึงได้มีการสะสมน้ำมันเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น กลุ่มประเทศโอเปคจึงขึ้นราคาน้ำมันตาม เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นจาก 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงครามเป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม 2517 วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกนี้ ทำให้โลกประสบภาวะเงินเฟ้อที่สูง เช่น ในปี 2517 ญี่ปุ่นมีอัตราเงินเฟ้อสูงร้อยละ 24.5 อังกฤษมีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 16 และสหรัฐมีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 11.1 ซึ่งทำให้การจ้างงานต่างๆ มีค่าจ้างที่สูงขึ้นไปด้วย ประกอบกับประเทศอุตสาหกรรมต่างก็ใช้นโยบายการเงินและการคลังที่ตึงตัวเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เป็นเหตุให้เศรษฐกิจซบเซามีอัตราการว่างงานที่สูงตามมา นักเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะที่มีทั้งเงินเฟ้อและการว่างงานที่สูงนี้ว่า "Stagflation" ต่อมาโลกก็ประสบวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สองในปี 2522-2523 โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่านในปี 2522 ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นจาก 13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2521 เป็น 32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2523 เป็นผลให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องประสบภาวะเงินเฟ้อ และมีอัตราการว่างงานสูง (Stagflation) อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงปี 2522-2523 เมื่อมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันแพง เช่น ในปี 2523 สหรัฐมีอัตราเงินเฟ้อสูงร้อยละ 13.5 อังกฤษมีอัตราเงินเฟ้อสูงร้อยละ 18 และญี่ปุ่นมีอัตราเงินเฟ้อสูงร้อยละ 21.2 ประเทศอุตสาหกรรมจึงใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ และตลาดโลกสูงขึ้น มีผลทำให้เศรษฐกิจโลกในช่วงถัดมา (ในปี 2524-2526) ตกอยู่ในภาวะซบเซาและมีคนตกงานจำนวนมาก กล่าวเฉพาะในปี 2525 สหรัฐมีอัตราการว่างงานสูงร้อยละ 9.7 อังกฤษมีอัตราการว่างงานร้อยละ 11.1 และแคนาดามีอัตราการว่างงานร้อยละ 11 กล่าวได้ว่า วิกฤตการณ์น้ำมันทั้งสองครั้งทำให้เศรษฐกิจโลกประสบภาวะที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง และมีอัตราการว่างงานสูง ประกอบกับการดำเนินนโยบายของประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้เศรษฐกิจโลกซบเซาต่อเนื่องหลายปี ขณะนี้ ไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน และต้องพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศปริมาณมาก ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันแพงครั้งนี้ ทั้งต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น ราคาค่าขนส่งและสินค้าต่างๆ สูงขึ้น และมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ เช่น การนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงโดยรวมในครึ่งปีแรกนี้ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 39 และกล่าวเฉพาะการนำเข้าน้ำมันเบนซินธรรมดาในครึ่งปีแรกนี้ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 134.95 เนื่องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ประเทศไทยมีดุลการค้าในไตรมาสที่สองของปีนี้ ที่คิดในรูปเงินบาทขาดดุล 1,431.8 ล้านบาท (ทั้งที่ประเทศไทยมีดุลการค้าที่เกินดุลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541) นอกจากผลกระทบของราคาน้ำมันแพงแล้ว ประเทศไทยยังต้องประสบกับผลกระทบจากนโยบายการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม ในขณะที่จะปล่อยให้น้ำมันเบนซินลอยตัว ทำให้กลไกราคาไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมีผลทำให้การจัดสรรทรัพยากรขาดประสิทธิภาพ เช่น ผู้ใช้รถยนต์ก็จะหันไปใช้เครื่องยนต์ดีเซลแทนเครื่องยนต์เบนซิน ทำให้มีอุปสงค์ต่อดีเซลมากกว่าที่ควร ไม่สอดคล้องกับสัดส่วนน้ำมันเบนซินกับดีเซลที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ และการประหยัดน้ำมันก็จะทำไม่เต็มที่ เนื่องจากมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยอ่อนแอและเปราะบาง ไม่พร้อมที่จะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อมีวิกฤตการณ์น้ำมันโลก เศรษฐกิจโลกมักจะมีความผันผวนตามมา ประเทศไทยควรปรับตัวให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รัฐบาลไทยไม่ควรดำเนินนโยบายในด้านนี้ตามอำเภอใจ จนเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ประเทศไทยจำต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่อาจตามมากับราคาน้ำมันแพง ราคาน้ำมัน : วิกฤติหรือโอกาส? ทนุสิทธิ์ สกุณวัฒน์ tskunnawat@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2547 สำหรับ สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงผิดปกติ ในขณะนี้ ไม่มีผู้ใดจะทำนายได้ว่า ราคาจะกลับคืนสู่สภาพปกติได้เมื่อใด หรือราคาที่สูงผิดปกตินี้แท้ที่จริง คือราคาปกติในสถานการณ์ปัจจุบันไปแล้ว แต่ที่แน่ๆ เราแทบจะมีแต่วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ทั้งๆ ที่เราประกาศว่า ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนเป็นสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ แต่กลับปรากฏว่า การตัดสินใจสำคัญๆ ของบ้านเมือง หาได้อยู่ภายใต้ข้อมูลข่าวสาร หรือใช้ความรู้ที่พอเพียงแต่ประการใดไม่ การแก้ไขปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันในครั้งนี้ น่าจะเป็นโอกาสดีที่เราจะปรับกระบวนการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในระยะปานกลางถึงยาวได้แล้ว เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปได้อย่างยั่งยืน เราพอจะอาศัยแนวทางกระบวนการวิเคราะห์วิจัยข้อมูลด้านพลังงานของประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นตัวอย่าง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้บ้างไม่มากก็น้อย จากยุทธศาสตร์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีเป้าหมายลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อมูลค่ารวมของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (Energy Intensity) มาตรการจึงมุ่งเน้นที่ภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนการใช้พลังงานที่ร้อยละ 37 และร้อยละ 36 ของปริมาณการใช้พลังงานในประเทศตามลำดับ แต่เรายังขาดข้อมูลสถิติด้านการคมนาคมขนส่ง ทำให้มาตรการที่น่าจะดี กลับยังไม่ดีเท่าที่ควร เข้าทำนองเกาไม่ถูกที่คันนั่นเอง หากเปรียบเทียบกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาจะมีกฎหมายประสิทธิภาพการคมนาคมภาคพื้นแบบผสมผสาน (Intermodal Surface Transportation Efficiency Act พ.ศ. 2534) โดยมีการจัดตั้งสำนักงานสถิติคมนาคม (Bureau of Transportation Statistics) เพื่อจัดทำข้อมูลในการวางแผนยุทธศาสตร์ วางนโยบายสาธารณะ และการทำวิจัยเกี่ยวกับการคมนาคม โดยข้อมูลสถิติที่ได้มาสามารถนำไปใช้ทั้งภาครัฐ สมาคมการขนส่งประเภทต่างๆ ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไปก็ยังนำไปใช้ได้ ตัวอย่างงานสำรวจข้อมูลเพื่อจัดทำสถิติ เช่น 1.การสำรวจการเดินทางภาคครัวเรือนทั้งประเทศ (National Household Travel Survey) ทั้งการเดินทางประจำวันและการเดินทางไกล เพื่อสร้างเป็นสถิติจำนวนครั้งของการเดินทาง ระยะเวลาที่ใช้ พาหนะที่ใช้ และระยะทางเฉลี่ยของการเดินทางแยกประเภท ตั้งแต่การเดินทางไปทำงาน การท่องเที่ยว การจับจ่ายซื้อของ ฯลฯ ผูกโยงไปกับคุณลักษณะของครัวเรือนต่างๆ กันไปในหลากหลายมิติ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปพยากรณ์แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของภาคประชาชนได้ 2.การสำรวจการไหลเวียนของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Flow Survey) เป็นการสำรวจในภาคธุรกิจ ในสาขาที่สนใจ ตั้งแต่โรงงาน ผ่านผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีก วัตถุประสงค์ในการสำรวจก็เพื่อดูการไหลเวียนของสินค้าตามประเภทของการขนส่ง ข้อมูลจะอยู่ในรูปของน้ำหนัก ระยะทาง มูลค่าสินค้า ข้อมูลสถิติสามารถบอกถึงแนวโน้มการเคลื่อนย้ายของสินค้าในช่วงเวลาต่างๆ และใช้การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนระบบการขนส่งสินค้าที่เหมาะสม 3.การสำรวจรถโดยสาร (Omnibus Survey Program) เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลความพึงพอใจในการเดินทางรูปแบบต่างๆ หากเราลองสำรวจการเดินทางภาคครัวเรือนเอาแค่เฉพาะคนกรุงเทพฯ เราอาจตกใจในข้อมูลในการเดินทางก็เป็นได้ เช่น คนอยู่รังสิตเดินทางไปทำงานที่สมุทรปราการ อยู่อ่อนนุชไปทำงานแถวนนทบุรี การเดินทางของคนกรุงอาจไขว้กันยุ่งเหยิงไปหมด ดังนั้น หากเราไม่มีข้อมูลที่เหมาะสม ก็เป็นการยากที่จะแก้ไขปัญหาการจราจร ที่เป็นจลาจลอยู่ทุกวันนี้ได้ และประการสำคัญ เราจะสามารถลดการใช้พลังงานภาคคมนาคมขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้อย่างไร อีกกรณีคือ การรณรงค์ประหยัดพลังงานไฟฟ้า เราน่าจะมีข้อมูลการใช้ไฟฟ้า แยกเป็นประเภทต่างๆ เช่น การให้แสงสว่าง ทั้งภายในและภายนอกอาคาร บ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรม การให้ความร้อนและความเย็น การบันเทิงและสันทนาการ และด้านอื่นๆ เพื่อสร้างเป็นรูปแบบการใช้พลังงานและชั่วโมงการใช้งาน เมื่อมีข้อมูลสถิติ เราก็สามารถวางแผน วางนโยบาย ทั้งแบบกระตุ้นและแบบบังคับ โดยการตั้งราคาที่เหมาะสม (Demarketing) สำหรับค่าไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทนั้นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานไฟฟ้าตามต้องการ สำหรับสหรัฐเน้นการใช้ไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างเป็นพิเศษ เพราะนอกจากข้อมูลสถิติจะบอกแล้ว เราสามารถใช้ความรู้ในการออกระบบแสงสว่างในอาคาร บ้านเรือน (Advanced Lighting Guidelines) เพื่อเป็นการประหยัดไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืนต่อไป อย่างไรก็ดี การจะได้มาซึ่งข้อมูลสถิติคมนาคมต้องใช้ทั้งเงินและเวลาหลายปี เพื่อสะสมข้อมูลให้เกิดเป็นแนวโน้ม แต่ประเทศไทยคงมาตายน้ำตื้นตรงข้ออ้างว่าขาดงบประมาณศึกษาวิจัยค้นคว้า ในขณะที่ฝรั่งมีสุภาษิตว่า "ให้ใช้เงิน (แบบชาญฉลาด) เพื่อประหยัดเงิน" (Spend money to save money)
|