หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ระวังการโจมตีค่าเงินบาท!

โดย สิริอัญญา , ข้างประชาราษฎร์   ผู้จัดการออนไลน์   วันที่   24 สิงหาคม 2547

ดูเหมือนว่าวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันกำลังส่งผลกระทบกับผู้คนวงการต่าง ๆ มากขึ้นแล้ว และมีความตื่นตัวระวังภัยมากขึ้นแล้ว แม้รัฐบาลเองก็กำลังออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อผลในการลดปริมาณการใช้น้ำมันลง แต่ก็ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นได้สะท้อนถึงการประเมินผลร้ายของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ยังไม่พอเพียง

เพราะยังไม่ได้สะกิดใจเตือนภัยกันถึงเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบใหญ่หลวง และกำลังส่อเค้าทะมึน หากเป็นฟ้าฝนก็กล่าวได้ว่าเมฆฝนอันหนาทึบกำลังปกคลุมประเทศนี้ และเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนจะต้องเตรียมตนระวังตัวให้พอเพียง จะได้รับมือกับผลร้ายทั้งหลายที่หากจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที

เพราะมาตรการประหยัดที่ยังวนว่ายอยู่กับการเปิดปิดห้างสรรพสินค้านั้นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ประหนึ่งว่าเป็นเพียงมาตรการทางจิตวิทยาที่ไม่เป็นนัยสำคัญแต่ประการใด

ทั้งยังมีผลกระทบมากหลาย ดังเช่นเมื่อสัปดาห์ก่อนที่มีข่าวว่าจะปิดห้างสรรพสินค้าในเวลา 20.00 น. และมีเค้าว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงเพราะเกิดผลกระทบในทางที่ทำให้คนตกงานกว่า 40,000 คน ดังนี้เป็นต้น

การเผชิญหน้ากับวิกฤตใด ๆ ต้องมีสติมั่น ต้องมีจิตวิญญาณที่โปร่งใสและน้ำใจหนักแน่นเที่ยงตรง หากมีกิเลสหรืออุปกิเลสครอบงำห่อหุ้มจิตใจแล้ว ก็จะทำให้มีการเบี่ยงเบนและเคลื่อนไกลออกไปจากความถูกต้องดังที่เห็น ๆ กันอยู่

เราต้องการประหยัดน้ำมัน แต่กลับมีการลดภาษีรถยนต์ขนาดเล็ก ทำให้มีผู้ซื้อรถยนต์ขนาดเล็กมากขึ้น และมีการใช้รถยนต์ขนาดเล็กมากขึ้น ในขณะที่รถขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ลดลง โดยผลที่แท้แล้วจึงกลายเป็นเพิ่มปริมาณรถที่ทำให้รถติดมากขึ้น สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น และเป็นผลโดยรวมให้มีการใช้น้ำมันมากขึ้น

เมื่อมีการใช้น้ำมันมากขึ้น เงินตราต่างประเทศก็ไหลออกมากขึ้น การเสียดุลการค้าก็มากขึ้น เงินสำรองก็จะค่อย ๆ ลดลง และในวันนี้เรื่องเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังไม่อยากพูดถึงจำนวนที่แท้จริงเพราะยังไม่ใช่ประเด็นที่มุ่งหมายจะพูดในวันนี้

ความจริงถ้าจะคิดประหยัดน้ำมันกันจริงๆ แล้ว ก็ควรจะดูกันว่าปริมาณการใช้น้ำมันของประเทศที่มากที่สุดสามลำดับแรกได้ใช้ไปเพื่อการใด แล้วแก้ไขป้องกันเพื่อลดปริมาณการใช้ก็จะมีผลในทางลดการนำเข้าน้ำมันในภาพรวมที่เป็นนัยสำคัญและเป็นผลจริง

จะยกตัวอย่างเพียง 1 ใน 3 ของกิจการที่ใช้พลังงานน้ำมันมากที่สุดคือการใช้น้ำมันเพื่อการขนส่ง ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่มีมาตรการใดออกมารองรับ ก็ไม่รู้ว่ามีมานะทิฐิกันไปทำไม เพราะหากจะออกมาตรการสักอย่างหนึ่งเพิ่มน้ำหนักรถบรรทุกจากที่ผ่อนผัน 26 ตันเป็น 31.5 ตันเท่านั้น ก็จะลดปริมาณการใช้น้ำมันในภาคขนส่งไปถึง 1 ใน 3 หรือไม่ก็ 2 ใน 5 โดยที่ถนนหนทางก็ไม่ชำรุดบุบสลาย

ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าการผ่อนผันเพียง 26 ตันนั้นแก้ปัญหาไม่ได้ และทำให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้รถบรรทุกมากขึ้น เช่น ข้าวสาร 600 กระสอบ ก็ต้องใช้รถถึง 6 คัน แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงผ่อนผันเป็น 31.5 ตัน ก็จะใช้รถบรรทุกเพียง 4 คันเท่านั้น

เป็นผลประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกคน คือ รัฐบาลก็จ่ายเงินค่าพลังงานลดน้อยลง เงินตราต่างประเทศก็สูญเสียน้อยลง ผู้ประกอบการก็ต้นทุนลดลง ผู้ว่าจ้างขนส่งสินค้าก็ลดค่าใช้จ่ายลง จึงกล่าวได้ว่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

ยกเว้นก็แต่ขบวนการส่วยที่เก็บส่วยไม่ได้ดังที่เป็นอยู่เท่านั้น

เรื่องที่เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก แต่กระทบกับขบวนการส่วยเช่นนี้กลับไม่มีการแก้ไข นี่มันอะไรกัน!

หรืออีกสักตัวอย่างหนึ่ง ที่น้ำมันรั่วไหลไปต่างประเทศ และยังมีการฉ้อฉลภาษีซ้ำเข้าไปอีก เพราะเรื่องน้ำมันนั้นเป็นเรื่องที่ทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศที่อยู่รอบประเทศไทยเขาก็ใช้น้ำมันเหมือนกัน

เมื่อรัฐบาลพยุงราคาน้ำมันไว้จึงทำให้ราคาน้ำมันของประเทศไทยต่ำกว่าราคาน้ำมันในประเทศโดยรอบ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดขบวนการค้าน้ำมันในยามวิกฤตขึ้น คือขนน้ำมันราคาถูกจากประเทศไทยไปขายในประเทศเพื่อนบ้านในราคาสูง แล้วขอคืนภาษีจากรัฐบาลเสียอีกรอบหนึ่ง และที่ร้ายหนักกว่านั้นก็คือเกิดขบวนการส่งน้ำมันลมเพิ่มเข้ามาอีก คือทำทีเป็นส่งน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้านโดยที่ไม่มีน้ำมันจริง แล้วกลับมาขอคืนภาษี เอาเงินแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ตนเสียอีกทอดหนึ่ง

ประเทศไทยก็เสียหายทั้งขึ้นทั้งล่องทั้งซ้ำทั้งเติม แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ แบบนี้ และคนไทยทั่วไปก็ไม่สนใจในเรื่องแบบนี้ แต่กลับมาสนใจกันในเรื่องจะปิดเปิดห้างสรรพสินค้ากี่ทุ่ม ซึ่งไม่เป็นสาระไม่เป็นแก่นสารใดๆ เลย

ปริมาณการใช้น้ำมันในลักษณะเช่นนี้จึงเพิ่มขึ้นกว่าความเป็นจริงที่ประเทศไทยต้องใช้ โดยที่ประเทศไทย รัฐบาลไทย และประชาชนไทยต้องรับความเสียหาย

ผลขาดดุลการค้าก็เพิ่มขึ้นจากที่เป็นจริง กระทบต่อเงินสำรองของประเทศในสาระสำคัญมากขึ้นทุกที และนั่นย่อมมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทของไทยโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนตัวลงมาโดยลำดับจากที่ระดับ 38 บาทต่อเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้น ๆ ปี กำลังมาอยู่ที่ 41 บาทเศษ ๆ ต่อเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และถ้าเงินสำรองของประเทศยังคงได้รับผลกระทบต่อไป ก็ไม่เป็นที่สงสัยอันใดว่าค่าเงินบาทก็จะต้องอ่อนตัวลงอีก

ผลกระทบอีกประการหนึ่งซึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กันอยู่คือการกดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศให้ต่ำกว่าปกติ ราวกับว่าประเทศไทยเป็นชาติมหาอำนาจทางการเงินของโลกที่สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยประการใดตามใจชอบก็ได้

มีอย่างที่ไหนอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยต่ำกว่าของอเมริกา ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่ายามที่มีวิกฤตไม่ว่าจะเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงของโลกหรือของภูมิภาคหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็จะแข็งตัวมากกว่าปกติ ถึงแม้ว่าจะมีสกุลเงินอียูของยุโรปและสกุลเงินหยวนของจีนมาคานอยู่บ้างแล้ว แต่ความมั่นคงของเงินดอลลาร์สหรัฐก็ใช่ว่าจะหมดสิ้นไป

เอากันแค่เสถียรภาพของค่าเงินก็โน้มใจคนให้ถือเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐมากกว่าเงินบาทอยู่แล้ว และเพียงเท่านี้เงินในประเทศก็ไหลออกไปเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่แล้ว

เงินยิ่งไหลออกมากก็ยิ่งกระทบต่อเงินสำรองของประเทศ และกระทบต่อค่าเงินบาทไปพร้อมกันด้วย

เวลานี้ดอกเบี้ยในตลาดเงินของโลกสูงขึ้นโดยลำดับ ดอกเบี้ยในอเมริกาไม่ว่าดอกเบี้ยพันธบัตรหรือดอกเบี้ยเงินฝากก็สูงขึ้นตามไปด้วย อเมริกาเป็นมหาอำนาจก็ยังคงต้องคล้อยตามทิศทางกระแสดอกเบี้ยตามภาวะตลาดของโลก

อรัน กรีนสแปน จอมปีศาจทางการเงินที่รับผิดชอบเสถียรภาพทางการเงินของอเมริกาไม่ว่าแน่สักแค่ไหน ก็จำใจตามใจให้อัตราดอกเบี้ยของอเมริกา เป็นไปตามตลาดเงินของโลก

แล้วประเทศไทยของเราเป็นตัวอะไรกลับฝืนกระแสโลก! กดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศจนต่ำกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลทำให้ผู้มีเงินออมทั่วประเทศต้องเดือดร้อนเสียหายมาเป็นเวลา 2-3 ปีแล้ว และยังต้องเดือดร้อนเสียหายต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

แต่นั่นไม่ร้ายเท่ากับเรื่องผลประโยชน์ของผู้มีเงินมาก ๆ และมีหนทางเลือกมาก ๆ คนเหล่านี้มีหรือที่จะยอมรับดอกเบี้ยต่ำในประเทศ จึงเป็นธรรมดา ที่จะต้องโอนเงินออกไปหาดอกเบี้ยที่สูงกว่าในต่างประเทศ จึงเป็นผลทำให้เงินไหลออกมากขึ้นอีกอย่างหนึ่ง

ด้วยประการต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาจึงเป็นผลกระทบต่อฐานะการเงินของประเทศ กระทบต่อปริมาณเงินสำรองของประเทศ และกระทบกับค่าเงินบาท และนั่นก็คือความเดือดร้อนของประชาชน

สิริอัญญามีปัญญาอันน้อย ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องของค่าเงิน แต่ก็พยากรณ์ได้ว่าหากยังเป็นไปเช่นนี้ ประเทศไทยก็มีความเสี่ยงที่จะต้องถูกโจมตีค่าเงินบาทครั้งใหม่ และครั้งนี้จะเกิดเหตุเภทภัยร้ายแรงประการใดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคาดคิดและเป็นเรื่องที่บรรดาเซียนทางการเงินทั้งหลายของประเทศนี้ จะต้องช่วยกันชี้ทิศนำทางบอกกล่าวให้ประชาชนได้ตื่นภัยและหาทางป้องกันเภทภัยทั้งหลายไว้แต่เนิ่น ๆ

ยิ่งราคาน้ำมันยิ่งพุ่งสูง ผลกระทบยิ่งมาก ยิ่งแรง และยิ่งเร็ว นั่นหมายความว่าเป็นการเร่งวันเวลาที่จะถูกโจมตีค่าเงินให้มาถึงเร็วขึ้นด้วย และได้แต่หวังว่าผู้คนในธนาคารแห่งประเทศไทยคงไม่บ้าบอคอแตก หรือประมาทเหมือนเมื่อครั้งที่ถูกโจมตีค่าเงินในปี พ.ศ. 2540

ฝนจะตกก็ต้องมีเค้า การโจมตีค่าเงินแม้เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเค้าลางให้ปรากฏ ซึ่งเรื่องนี้น่าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องและผู้ชำนาญการจะได้อุทิศความรู้ ความคิดอ่านของตนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนไม่ให้เกิดความเสียหายเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว

เซี่ยงเส้าหลงได้บอกเค้าลางให้ประจักษ์ไว้แล้วว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของโลกไม่มีเพิ่ม มีแต่ลด ราคาน้ำมันไม่มีลด มีแต่เพิ่ม ทั้งได้คาดการณ์ไว้ด้วยว่าก่อนสิ้นปีนี้ราคาน้ำมันอาจจะพุ่งขึ้นไปถึง 60 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งหมายความว่าเงินตราต่างประเทศจะต้องไหลออกเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อน้ำมันอีกราว 20% ซึ่งนับเป็นจำนวนมหาศาล

แต่ก็มีผู้ท้วงว่าราคาน้ำมันอาจจะลดลงในเดือนสองเดือนนี้ นี่ไม่ใช่ข่าวดีแต่เป็นข่าวร้าย และเป็นสัญญาณการโจมตีค่าเงินที่ชัดเจน เพราะนี่คือปรากฏการณ์ที่นักค้าน้ำมันล่วงหน้าหรือนักเก็งกำไรน้ำมันกำลังเปลี่ยนเงินทุนจากน้ำมันเป็นตัวเงิน

มันเป็นตัวเงินที่พร้อมจะสมทบทุนกับแหล่งเงินที่ใช้ในการโจมตีค่าเงินบาทนั่นเอง