หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เลือกผู้ว่าฯกทม.

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน  วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9664

"ผมพร้อมแล้ว"

"ผมมีประสบการณ์ทำงานให้ท่านได้"

"กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนไป"

"ขยะเหลือใช้จะกลายเป็นทอง"

"ผมกล้าชนทุกปัญหาเพื่อให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไป"

"พื้นฐานการงาน คิดอ่านดีมีหลัก"

"ผมรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ยังมีปัญหา"

"นักบริหารรุ่นใหม่ เพื่อชีวิตใหม่ของคนกรุงเทพฯ"

"ชีวิต 5 ใกล้" (จดไม่ทัน)

เหล่านี้เป็นข้อความจากต้นไม้พูดได้ริมทาง ที่ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจำได้ขึ้นใจแล้วเหมือนกัน เป็นคำง่ายๆ สั้นๆ เพื่อสร้างความสนใจ แต่ไม่มีเนื้อหา

สำหรับเนื้อหา โปรดติดตามโดยช่องทางอื่นๆ ถ้ามีโอกาส

ผู้เขียนซึ่งเป็นคน กทม.โดยกำเนิดรู้สึกกลุ้มใจมากเมื่อได้อ่านบางข้อความ เพราะกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนแปลงมาตลอดเวลานี้ ด้วยการเพิ่มความฝันร้ายให้มากขึ้นทุกที นี่ยังจะเปลี่ยนไปให้เลวมากยิ่งขึ้นไปถึงไหน

ทางหนึ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนหนึ่งคนใด ก็คือมองว่านโยบายของเขาเป็นอย่างไร ในสิ่งที่เป็นไปได้ในอำนาจและหน้าที่ของผู้ว่าราชการ กทม.

การปกครองส่วนท้องถิ่นกับส่วนภูมิภาคที่ยำเข้าด้วยกัน

การปกครองกรุงเทพมหานครสับสนระหว่างบทบาทสองบทบาทนี้

ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ(คือจังหวัดอื่นๆ นอกจากกรุงเทพฯ) การปกครองแบ่งออกเป็นสองด้าน คือ การปกครองส่วนภูมิภาค กับการปกครองส่วนท้องถิ่น

การปกครองส่วนภูมิภาค รัฐบาลกลางแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลางไปบริหารจัดการ ตัวแทนของรัฐบาลกลางในส่วนภูมิภาคที่ผ่านมาจะถูกผูกขาดโดยข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด

การปกครองส่วนท้องถิ่น มีนายกเทศมนตรีเป็นผู้บริหาร ถ้าเป็นเมืองเล็ก ไม่เป็นเทศบาลก็เป็นสุขาภิบาล ฯลฯ เรียงลำดับลงไป บุคคลเหล่านี้มาจากการเลือกตั้ง เขตของจังหวัดใหญ่กว่าเขตของเทศบาล หรือสุขาภิบาล หรือในทางกลับกันก็คือ หนึ่งจังหวัดมีหลายเทศบาล หลายสุขาภิบาลได้ ยกเว้นเมืองพัทยาที่รูปแบบการปกครองผิดแผกออกไปจากที่เหลือทั้งประเทศอยู่เพียงเมืองเดียว เป็นเมืองทดลองต้นแบบที่ไม่ได้รับการนำมาประเมินเพื่อพัฒนาหรือขยายออกไปสู่เมืองอื่นๆ

กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่มีเทศมนตรีในแต่ละท้องที่ กรุงเทพฯ มีการปกครองรูปแบบพิเศษอีกแบบหนึ่ง คือ มีผู้ว่าราชการ กทม.ที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น ผู้ว่าราชการ กทม. มีชื่อตำแหน่งเหมือนราชการส่วนภูมิภาค แต่โดยที่มาเป็นเหมือนนายกเทศมนตรี และโดยหน้าที่ก็คือนายกเทศมนตรี แต่ว่ากรุงเทพฯ ไม่มีข้าราชการจากกระทรวงมหาดไทย มารั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการอีกคนหนึ่ง แต่ผู้ว่าฯของ กทม. ก็ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย

หน้าที่ของผู้บริหาร กทม.

คงจะไม่ผิดจากหน้าที่ตามกฎหมายไปไกลนัก ถ้าเรามองว่า หน้าที่ของผู้ว่าราชการ กทม. เป็นเรื่องเกี่ยวกับทุกข์สุขของประชาชน และหน้าที่นั้นกว้างขวางกว่าหน้าที่ของเทศมนตรีอื่นๆ หรือแม้แต่ของผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ มากมาย

ด้านสุขาภิบาล แค่เรื่องการขนขยะ และจัดการกับขยะ การระบายน้ำโสโครก และการบำบัดน้ำเสียของอาคารบ้านเรือน และสถานประกอบการนานาชนิดตั้งแต่โรงพยาบาล โรงแรม ไปจนถึงโรงงาน ก็เป็นเรื่องใหญ่มากแล้วสำหรับพลเมืองนับล้านๆ ที่มีอยู่ ยังไม่นับพวกเช้าไปเย็นกลับจากพื้นที่ปริมณฑล ที่เข้ามาสร้างขยะมาใช้สาธารณูปโภค แต่ไม่ได้อยู่ในเมือง

ยังดีที่ไม่ต้องดูการประปา และไฟฟ้าด้วยตนเอง

แต่เรื่องหนักๆ อีกเรื่องหนึ่ง คือการเป็นกันน้ำท่วม เพราะถ้าน้ำท่วมกรุงเทพฯ ความเสียหายจะมากมาย และเสียงก่นด่าผู้บริหารก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก เพราะว่าสำนักงานของสื่อมวลชนทุกแขนงอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งนั้น

ด้านการรักษาความปลอดภัย เรื่องนี้แทบไม่เกี่ยวเลย เว้นดับเพลิงที่เพิ่งย้ายสังกัดกรุงเทพฯ ไม่มีตำรวจส่วนท้องถิ่น มีแต่ตำรวจส่วนกลาง ที่มีกองบัญชาการทั้งกองดูแลเฉพาะกรุงเทพฯ ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยเป็นอันว่าปลอดภาระหน้าที่

การจราจร รถและผู้คนไหลจากปริมณฑลเข้ากรุงเทพฯ ทุกเช้า และไหลกลับออกไปทุกเย็น เว้นแต่พวกคนต่างชาติที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างจังหวัดแต่พำนักในกรุงเทพฯ ที่การเดินทางสวนกันกับคนไทยทั่วไป แต่ว่าตำรวจจราจรไม่ได้อยู่กับ กทม.และเส้นทางคมนาคมก็ขึ้นกับหลายสังกัด แล้วแต่ว่าเป็นถนนประเภทใด(ถนนธรรมดา ทางด่วน รถไฟ รถใต้ดิน) แม้แต่แม่น้ำที่ไหลผ่านและลำคลองที่มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจการจัดการของ กทม.เส้นทางการเดินรถก็เช่นกัน ต้องพึ่งหน่วยราชการส่วนกลางจึงจะจัดการได้ สรุปว่าการแก้ไขการจราจรเป็นเรื่องที่กรุงเทพฯ ทำโดยลำพังไม่ได้*********

แต่ก็มีเรื่องที่ กทม.ทำได้ ที่จะบรรเทาปัญหาจราจร คือเรื่องการอนุญาตก่อสร้างอาคารผังเมืองกำหนดภาพรวม กฎหมายอาคารกำหนดเกณฑ์ของแต่ละอาคารสองเรื่องนี้อยู่ในระดับรัฐบาล แต่จะสร้างอาคารที่ใด ได้หรือไม่ น่าจะอยู่ในอำนาจ กทม.ได้ และในต่างจังหวัดก็น่าจะเป็นอำนาจของท้องถิ่นแต่ว่าที่ผ่านมา การขออนุญาตก่อสร้าง และการตรวจตรา ดูกันเฉพาะประเด็นว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ไม่ได้ดูว่าเหมาะสมกับเมืองหรือไม่ และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อคุณภาพชีวิตของเมืองเป็นภาพรวม

เรื่องบางเรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิต เป็นงานซ้อนกันระหว่างงานของ กทม. กับงานของรัฐบาลกลาง คือมีการจัดทำทั้งสองหน่วยงาน เช่น การจัดให้มีสวนสาธารณะ และสถานพักผ่อนหย่อนใจ การจัดการศึกษา(โรงเรียนในสังกัด กทม.กับโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) การจัดให้มีหอศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมด้านวัฒนธรรม การจัดบริการโรงพยาบาล และสถานีอนามัย(ในสังกัด กทม.และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เกี่ยงกันไม่ทำงาน เช่น การรุกล้ำที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ(เช่น ริมคลอง ไปจนกระทั่งในสุสาน) การใช้บาทวิถี หรือริมถนนเป็นที่ทำมาหากิน(ได้แก่ หาบเร่แผงลอย รถสี่ล้อเปิดท้ายขายของ ร้านอาหารบนบาทวิถี และขอทาน) และการใช้สี่แยกเป็นที่ทำมาหากิน(ได้แก่ ขายพวงมาลัย เช็ดกระจกรถ ของคนบางกลุ่ม ตั้งแต่เด็กหัวยังไม่พ้นขอบหน้าต่างรถ ไปจนถึงหนุ่มสาว ทั้งที่ปกติ และที่เป็นคนพิการขาด้วน)

ความสำคัญของ กทม.

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นในเรื่องหน้าที่ของ กทม.ก็มากมายแล้ว แต่ความสำคัญยังมีอีกหลายประเด็น ขอยกมากล่าวถึงเพียง 3 เรื่อง คือ

กรุงเทพฯ มีความสำคัญมากในฐานะที่มีพลเมืองมาก และการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไปไม่นานนัก คะแนนที่แต่ละกลุ่มได้รับ คงมีการนำไปวิเคราะห์เพื่อวางท่าทีและกลยุทธ์สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปต่อไป

กรุงเทพฯ มีความสำคัญมากในฐานะเมืองหลวง นโยบายบางอย่างถ้าเกิดขึ้นใน กทม.ก็อาจจะนำไปใช้ทั่วไปได้ นักการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจำนวนหนึ่งจึงเห็นความสำคัญของกรุงเทพฯ มากกว่าแค่เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเป็นเรื่องระดับท้องถิ่นเท่านั้น

ไม่ได้ติดตามว่าในการหาเสียงครั้งก่อนๆ มีการจัดเรื่องคะแนนเป็นกลุ่มกันอย่างไร เคยได้ยินแต่เรื่องมีหัวคะแนน ซึ่งเป็นการหาคะแนนแยกตามพื้นที่ และการหาเสียงกับกลุ่มหาบเร่แผงลอย

แต่ในต่างประเทศเราจะเห็นนโยบายที่ออกมาแยกเป็นเรื่องๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจและคะแนนเสียงจากแต่ละกลุ่ม ซึ่งแล้วแต่นักการตลาดจะคัดแยกว่าเป็นกลุ่มใดบ้าง และขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเมืองระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น เช่น กลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มสิทธิสตรี กลุ่มสิทธิมนุษยชน กลุ่มเพื่อนักธุรกิจ ในอเมริกาเคยมีนโยบายว่าด้วยกลุ่มสีผิว

ในครั้งนี้บังเอิญเห็นนโยบายหนึ่งของผู้สมัครรายหนึ่งที่มุ่งหาเสียงจากกลุ่มมุสลิม ด้วยนโยบายและเอกสารที่ออกมาเป็นการเฉพาะ(แต่ก็อาจจะมีกลุ่มอื่นๆ อีกที่ผู้เขียนไม่ได้เห็นและไม่ได้อ่าน) ไม่ใช่เพียงแค่การมีผู้สมัครเป็นคนที่นับถือศาสนาอิสลามเช่นที่เคยเป็นมา ก็เป็นเรื่องน่าติดตามว่านโยบายเฉพาะกลุ่มเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นกับศาสนาจะมีมากขึ้นหรือไม่ในการเมืองระดับชาติในครั้งต่อไป และจะมีกลุ่มศาสนาอื่นๆ ออกมาร่วมถกประเด็นเหล่านี้ด้วยหรือไม่

กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าหนึ่งประเทศ

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกันอีกครั้ง

สำหรับคนกรุงเทพมหานครที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าท่านจะอยากเลือกใครหรือไม่อยากเลือกใครเลย ท่านก็ควรโผล่ไปเข้าคูหา กาบัตรลงคะแนนเสียง

จะลงคะแนนเลือกใคร เพราะชอบพรรค เพราะชอบทีม เพราะชอบหน้า เพราะชอบนโยบาย เพราะคาดว่าคนนั้นจะได้(ชอบอยู่ข้างผู้ชนะ) เพราะจะกันคนที่ไม่ชอบไม่ให้ชนะเพราะจะประชด(ใครก็ไม่รู้) หรือว่าตั้งอกตั้งใจจะเข้าไปทำบัตรเสียเพราะจะประท้วงว่าไม่อยากเลือกใครสักคนหรือแม้แต่ที่คิดจะนอนหลับทับสิทธิ ก็แล้วแต่ใจท่าน

แต่ก่อนจะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด กรุงเทพฯ ไม่ควรลืมว่ากรุงเทพมหานครเมืองเดียวที่ท่านมีสิทธิไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกผู้ว่าราชการนี่ มีขนาดของพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศเล็กๆ หลายประเทศ

กรุงเทพมหานครมีพลเมืองรวมกันมากกว่าประเทศสิงคโปร์ กัมพูชา หรือลาว มีพลเมืองอาจจะถึงกึ่งหนึ่งของประเทศมาเลเซีย การบริหารจัดการเมืองที่มีขนาดใหญ่ปานนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ คิดอีกที นี่เรากำลังต้องเลือกใครที่จะมาจัดการเมืองหนึ่งเมือง ที่ยากน้องๆ การเลือกนายกรัฐมนตรีประเทศเล็กๆ เลยทีเดียว

จริงอยู่ที่ว่า ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่มีมากมายหลายเรื่องเท่ากับประเทศหนึ่งประเทศ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ต้องดูแลเรื่องการต่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ หรือว่าการป้องกันประเทศ แต่ว่าสิ่งอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคุณภาพชีวิตของพลเมืองเป็นสิ่งที่อยู่ในการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก และงานของ กทม.ในด้านนี้ก็หนักหนาทีเดียว

รายได้ของ กทม.มีมาก เช่น จากค่าธรรมเนียมต่างๆ และภาษีโรงเรือนจากอาคารต่างๆ ที่แออัดกันอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนงบประมาณรายจ่ายก็มากมายมหาศาลเมื่อเทียบกับตัวเลขของจังหวัดอื่นๆ มากมายพอที่จะทำให้การบริหารจัดการเมืองนี้น่าสนใจ และการตรวจสอบดูแลเรื่องการใช้เงินไม่เข้มงวดหรือเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและนักวิชาการมากเท่ากับเรื่องระดับชาติ

ในบรรดาผู้ที่ขันอาสามาบริหารนั้น ใครบ้างที่มีทีท่าว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาของเมืองที่ใหญ่ระดับประเทศแห่งนี้ได้

อีกไม่กี่วัน ทั้งประเทศจะได้คำตอบว่า คนประมาณ 10% ของคนทั้งประเทศที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เลือกที่จะทำอย่างไร และเลือกอย่างไร

คำตอบนั้นจะสะท้อนความเป็นตัวตนของกรุงเทพฯ ด้วย

หน้า 6