|
||||||||||
|
ชำแหละ "ทักษิโณมิกส์" ประดิษฐกรรม เพื่อการเมืองไทยรักไทย
ผลประโยชน์เถ้าแก่สู่เถ้าแก่
รายงาน มติชนรายวัน วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9663 หมายเหตุมติชน - เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ ทักษิโณมิกส์ "Thaksinomics" โดยนายรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ร่วมสัมมนา ซึ่งได้กล่าวบรรยาย "Thaksinomics" ไว้อย่างละเอียด มติชนจึงขอนำเสนอโดยสรุปสาระสำคัญดังนี้ 1.สำนึกความคิดทางเศรษฐศาสตร์ ในระบบนี้พบว่าไม่ได้เป็นการผลิตความรู้ใหม่เพื่ออธิบายพฤติกรรมและปรากฏการณ์ในชีวิตมนุษย์แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเสนอกระบวนการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรี ต้องการนำเสนอสู่สาธารณะ 2.Policy Manu ของ Economics ซึ่งนโยบายนี้ค่อนข้างสมจริงเนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์แบบทวิวิถี ซึ่งสามารถประมวลได้จากสุนทรพจน์ คำปราศรัย บทสัมภาษณ์ และข้อเขียนของที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี จากการสังเกตพบว่าไม่มีความสอดคล้องกัน สังเกตดูตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันไม่สอดคล้องกันในแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับ Hyperactiveness ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 3.Politic brandname หรือยี่ห้อทางการเมือง ซึ่งในอดีตสมัยนายอานันท์ ปันยารชุน หรือนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นมีใครเป็นผู้สร้างแบรนด์เนมขึ้นมา คิดว่าเรื่องของแบรนด์เนม พ.ต.ท.ทักษิณ และบริวารเป็นผู้สร้าง โดยมีทักษิโณมิกส์เป็นประดิษฐกรรมเพื่อการตลาดการเมืองระหว่างประเทศของพรรคไทยรักไทย *สาระสำคัญของทักษิโณมิกส์ มี 7 หัวข้อ* -1.เป้าหมายในการดำเนินนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์ มองว่ารัฐบาลไทยรักไทยมีเป้าหมายหลักอยู่ 2 ประการ ซึ่งบางครั้งสอดคล้อง แต่บางครั้งก็มีความขัดแย้งกันคือ 1.โหวตเกิน Maximize นโยบายนี้ทำให้เกิดเป็นนโยบายประชานิยม 2.การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือ Private Interest Maximize โดยนโยบายนี้จะทำให้ผู้บริหารไม่สนใจในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนและการเป็นธรรมาภิบาลที่ดี และจากการที่รัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศมา 3 ปีกว่า เราคงได้คำตอบแล้วว่าเป็นเช่นไร นั่นคือไม่ได้เรื่อง -2.สังคมการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์ เป็นระบบเถ้าแก่เพื่อเถ้าแก่ โดยเถ้าแก่มีอำนาจปลดหลงจู๊อย่างเต็มที่ทำให้หลงจู๊ต้องกลัวและเชื่อฟังเถ้าแก่ และเถ้าแก่ไม่ต้องการเป็นธรรมาภิบาลที่ดี รวมถึงการที่เถ้าแก่มีอำนาจทำให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เถ้าแก่ย่อมถูกตอบโต้ แสดงให้เห็นว่าขณะนี้เถ้าแก่ย่อมอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ -3.ระบบการบริหารจัดการภายใต้ทักษิโณมิกส์ ใช้ระบบเดียวกับวิสาหกิจเอกชน แต่เป็นการบริหารที่ไม่มีวัฒนธรรมแบบซีอีโอ และรวมถึงบุคลากรก็ไม่มีการบริหารงานในลักษณะมืออาชีพ -4.ยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้ทักษิโณมิกส์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.เป็นระบบเปิด เดินตามกลไกตลาดทั่วไป เรียกว่า Outward Orientation เป็นนโยบายเพื่อเกื้อหนุน เช่น การปรับโครงสร้าง และ 2.การพัฒนาในระดับรากหญ้า เช่น การพักหนี้เกษตรกร การให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอท็อป) การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และนโยบายเอสเอ็มแอล ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ ที่เอื้อและเป็นการมอบสวัสดิการให้สังคมภายใต้ยุทธศาสตร์ทวิวิถีนั้น มี 30 บาทรักษาทุกโรค การสงเคราะห์คนยากจน เช่น การลงทะเบียนคนยากจน การให้ทุนแก่เด็กยากจนที่เขียนเรียงความ และการให้ทุนการศึกษา ในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เป็นต้น -5 บทบาทรัฐภายใต้ทักษิโณมิกส์ เป็นบทบาทที่มีความต้องการในเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคล โดยต้องลดบทบาทของรัฐแต่บางครั้งต้องเพิ่มบทบาทของรัฐด้วยเช่นกัน หรือการทำให้ทักษิโณมิกส์ ไม่สามารถกำหนดบทบาทที่ชัดเจนได้ เช่น กรณีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) -6.โครงสร้างอุปสงค์มวลรวมภายใต้ทักษิโณมิกส์ ได้ให้ความสำคัญกับความต้องการภายในประเทศ ด้วยข้อเท็จจริงถึงระดับชนบทที่เรียกว่า Marginal Protensity to Consumption โดยยึด Led Gross เป็นสำคัญ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว และต้องการลดการพึ่งพิงต่างประเทศ เนื่องจากทำให้ระบบเศรษฐกิจเผชิญวิกฤตการณ์ โดยหวังว่าขนาดการเปิดประเทศลดลง จะช่วยลดการพึ่งพิงการส่งออกลงได้ด้วย -7.การคลังภายใต้ทักษิโณมิกส์ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด โดยทักษิโณมิกส์จะคลุมทั้งรายจ่ายและรายได้ เป็นเหมือนเจ้าบุญทุ่ม คือทุ่มค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการเป็นโหวตเกณฑ์ Maximize โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำตามนโยบายเอื้ออาทรต่างๆ รวมถึงเพื่อเพิ่มคะแนนนิยมทางการเมือง ส่วนตัวมองว่าเป็นเพียงแค่น้ำมันหล่อลื่นเท่านั้น และรัฐบาลยังต้องอาศัยรายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ พร้อมทั้งเริ่มรุกคืบหารายได้จากกาสิโน หรือการพยายามจะสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ *มายาคติภายใต้ทักษิโณมิกส์ 10 ประการ* 1.เป็นนวัตกรรมทางความคิด ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนทัศน์ในสาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีความพยายามในการโฆษณาชวนเชื่อว่าหากทำตามจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ได้เป็นการนำเสนอความคิดใหม่ในทางเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด สำหรับที่มาและแนวความคิดก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เช่นกัน เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับรากหญ้ามีประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศในแถบเอเชียบูรพาได้ใช้วิธีการนี้มาก่อนแล้ว การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ นโยบายประชานิยม กองทุนหมู่บ้านละล้านบาท ธนาคารประชาชน การใช้ Quasi Fiscal Policy ซึ่งเท่าที่เห็นว่าใหม่มีเพียงอย่างเดียว คือ การพยายามซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ที่ถือว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก 2.ทักษิโณมิกส์ กับ East Asian Economics Development Model โดยมายาคตินี้จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่เป็นนโยบายที่เอเชี่ยนนิกส์ต่างๆ ได้ทำอยู่ ดังนั้นจึงไม่ใช่ของทักษิโณมิกส์แน่นอน หากจะเป็นคงเป็นเพียงช่วง 9 เดือนแรกของปี 2544 เท่านั้น สำหรับ Single Track กับ Dual Track นั้น เป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น และไม่สามารถสรุปได้ว่าอย่างไหนดีกว่ากันขึ้นอยู่กับประเทศต่างๆ จะเลือกใช้ 3.ทักษิโณมิกส์ กับ Washington Consensus และ Neo liberalism ซึ่งมายาคตินี้จะเป็นการดำเนินนโยบายแบบ three ations โดยไม่กระทบต่อ Private Interest Maximization 4.ทักษิโณมิกส์กับนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม โดยรัฐบาลปัจจุบันจะเป็นเศรษฐกิจชาตินิยมเพียง 9 เดือนแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ เพราะเมื่อเข้ามาจะมีความต้องการเคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสของ Private Interest Maximization และเป็นการยึดผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องซึ่งถือว่าเป็นการละทิ้งชาตินิยม 5.ทักษิโณมิกส์ กับ Inward Looking Strategy โดยให้ความสำคัญกับ Domestic Demand Led Gross และไม่ได้ยึดกับนโยบาย inward แต่มีนโยบายจำนวนมากที่เป็น outward เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ อยากจะถามว่าได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าผู้ได้ผลประโยชน์คือประชาชน 6.ลดการพึ่งพาต่างประเทศภายใต้ทักษิโณมิกส์ เป็นการเพิ่มขนาดการเปิดประเทศและเป็นการลดลงของ Saving Ratio ทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศด้วยการกู้เงิน 7.ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถีกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะสังเกตเห็นว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างภาคประชาชนกับกลุ่มทุน ระบอบทักษิโณมิกส์มักจะเข้าข้างกลุ่มทุนและเน้นการผลิตเพื่อการพาณิชย์ เน้นให้อยู่ดีกินดี ส่งเสริมให้เล่นหุ้น เล่นหวย หรือกิจกรรมอบายมุข ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นการผลิตเพื่อการยังชีพ พออยู่พอกิน ไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต 8.ทักษิโณมิกส์กับไอเอ็มเอฟ หลังจากประเทศไทยใช้เงินคืนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ในเดือนกรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นการใช้คืนก่อนกำหนด โดยครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้ประกาศว่ารัฐบาลไทยจะไม่คลานไปหาไอเอ็มเอฟอีก และไม่จำเป็นต้องทำตามคำแนะนำของไอเอ็มเอฟ แต่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำหนดนโยบาย รัฐบาลทักษิณยังทำตามวิถีทางของไอเอ็มเอฟ เช่น ประเด็น Privatization ที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องและตัวเอง 9.ทักษิโณมิกส์จะไม่นำมาซึ่งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยมีหลายปัจจัยที่ทักษิโณมิกส์ให้หลักประกันว่าจะไม่ทำให้เกิดวิกฤต โดยขณะนี้มีการทุ่มการใช้จ่ายในส่วนของ Consumption Led Gross และรัฐบาลหลบเลี่ยงการตรวจสอบการใช้จ่ายจากรัฐสภา ดังนั้นจึงคาดว่าวิกฤตการณ์การเงินในปี 2540-2550 จะมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีโอกาสก่อให้เกิดการขาดดุลทางการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 10.ไม่มีอะไรดีในทักษิโณมิกส์ ไม่ว่าจะเป็นด้านปรัชญาหรือวิธีคิดพื้นฐาน นายรังสรรค์กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ให้ระบบเศรษฐกิจพื้นฐานขึ้นอยู่กับการส่งออก จะเป็นการสร้างปัญหาเพราะหากการส่งออกรุ่งเรือง เศรษฐกิจขยายตัวก็ถือว่าดีไป แต่หากเกิดการหดตัว เศรษฐกิจของประเทศก็จะแย่ ซึ่งทักษิโณมิกส์ได้ใช้นโยบายมากมายในการฟื้นคืนเศรษฐกิจ ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น เห็นได้ชัดเจนจากการที่รัฐบาลทักษิณเปิดข้อตกลงจัดทำเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นว่าทักษิณยังวิ่งตามต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ และอาจก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของการขาดดุลการคลังได้ หากภาครัฐบาลยังเน้นนโยบายเช่นนี้จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสั่นคลอนได้ และหาก พ.ต.ท.ทักษิณยังใช้ทักษิโณมิกส์ต่อเนื่อง เมื่อกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วประเทศสมัยหน้าก็จะทำให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หน้า 20
|