หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ราคาน้ำมัน

คอลัมน์ คนเดินตรอก    โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 23 สิงหาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3612 (2812)

ขณะนี้พลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันกลายเป็นสินค้าที่มีความสำคัญ และเป็นสินค้าที่มีความจำเป็น และเป็นสินค้าที่มีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนไปหมดทั้งโลกแล้วก็ว่าได้

ปัญหาที่เป็นกังวลของผู้คนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือบริการ หรือผู้บริโภคจึงพุ่งมาที่ราคาน้ำมัน ซึ่งทะยานสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปีนี้ จากราวๆ 25-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 46-47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราวๆ 18-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์

คำถามที่ถามกันมากก็คือ สถานการณ์อย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้จะเป็นสถานการณ์ชั่วคราว หรือจะเป็นสถานการณ์ถาวร หรือแนวโน้มจะเป็นอย่างไร

เท่าที่สอบถามจากท่านผู้รู้ในเรื่องน้ำมัน ท่านก็อธิบายว่าปัจจัยของการขึ้นของราคาน้ำมันขณะนี้มีปัจจัยหลักอยู่ 3 ปัจจัย อันแรกก็คือ ความต้องการใช้น้ำมันของโลกสูงขึ้นจริงๆ เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย สองประเทศนี้เมื่อก่อนเป็นประเทศยากจน ขณะนี้สองประเทศนี้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมาก การใช้พลังงานต่อหัวของประชากรก็เลยเพิ่มขึ้น จีนกลายเป็นประเทศที่สั่งน้ำมันเข้ามากที่สุดในโลก อันที่สอง ทางด้านผู้ผลิตหลักคือตะวันออกกลาง และประเทศอื่นในกลุ่มองค์การผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปก ปัญหาสงครามในประเทศอิรัก ซึ่งยืดเยื้อไม่รู้จักจบ ทำให้มีปัญหาการก่อการร้ายรุนแรง และขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ความไม่แน่นอนของปริมาณการผลิต ผู้ใช้น้ำมันจึงป้องกันความเสี่ยงเรื่องของปริมาณการค้าและราคา โดยการเก็บทุนสำรองน้ำมันมากขึ้นกว่าปกติ หรือการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ให้เพียงพอกับการผลิต อันที่สาม คือความไม่แน่นอนทั้งในด้านปริมาณและราคา ทำให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดน้ำมันขึ้นโดยกองทุนต่างๆ เป็นปัจจัยเพิ่มมา

น้ำหนักของสามปัจจัยนี้ เขาว่ากันว่า การใช้น้ำมันและพลังงานอื่นของโลกสูงขึ้นมีน้ำหนักราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการกักเก็บน้ำมันหรือสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ใช้เพื่อความแน่นอนของปริมาณและราคามีราวๆ 25 เปอร์เซ็นต์ และความต้องการเก็งกำไรมีราวๆ 25 เปอร์เซ็นต์

ทีนี้ลองมาดูว่าอะไรเป็นปัจจัยถาวร อะไรเป็นปัจจัยชั่วคราว เรื่องความต้องการใช้มีสูงขึ้นเพราะจีนและอินเดียน่าจะเป็นปัจจัยถาวรไปแล้ว ส่วนปัจจัยเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองในตะวันออกกลาง และปัญหาการก่อการร้ายไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว ส่วนปัจจัยที่สามเรื่องการเก็งกำไรของพวกกองทุนต่างๆ อาจจะเป็นปัจจัยชั่วคราว ไม่มีใครเถียง คาดว่าราคาน้ำมันคงจะยกระดับขึ้นระหว่าง 35-40 ดอลลาร์สหรัฐเป็นการถาวรเสียแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้มาตรการการตรึงราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มของเราคงจะทำไปโดยหวังว่าราคาน้ำมันจะขึ้นเป็นการชั่วคราวไม่ได้แล้ว ขณะนี้กองทุนน้ำมันมียอดติดลบไปแล้วกว่า 25,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม ถ้าหากจะต้องชดเชยไปจนถึงสิ้นปี หรือจนกว่าหลังเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งคาดว่าคงจะมีขึ้นในหรือหลังเดือนมีนาคม กองทุนก็คงจะติดลบไปถึงกว่า 1 แสนล้านบาทก็ได้ ผลเสียที่เกิดขึ้นก็จะมีดังนี้

เนื่องจากพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและก๊าซหุงต้มเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนที่สูงในบรรดาสินค้าต่างๆ ที่เราใช้อยู่ ดังนั้น เมื่อของที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น เราก็ควรจะใช้น้อยลง เมื่อเทียบกับสินค้าหรือวัตถุดิบอย่างอื่นๆ หรือเมื่อเทียบกับพลังงานอย่างอื่น มาตรการประหยัดที่จะทำให้ได้ผลดีที่สุดก็คือปล่อยให้ราคาแพงขึ้นตามความเป็นจริง หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง ส่วนมาตรการประหยัดอย่างอื่นก็ควรจะทำแต่จะมีผลน้อยกว่ามาตรการนี้

มีข่าวว่ารัฐมนตรีพลังงานจะขอลดภาษี ซึ่งภาษีน้ำมันในส่วนของภาษีสรรพสามิตก็ดี ภาษีรถยนต์ก็ดี หรือภาษีป้ายวงกลมประจำปีก็ดี ควรจะเป็นตัวแทนของภาษีการใช้ถนน ภาษีทั้งหมดควรจะใช้เทียบกับงบประมาณที่ใช้จ่ายในการสร้างและการซ่อมบำรุงถนนหนทางทั่วประเทศตามหลักคนใช้ต้องจ่าย จะได้ไม่เป็นภาระกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ถนน ประเทศไหนถนนดีและมีมาก ภาษีน้ำมันมักจะสูง

ภาษีน้ำมันมีภาษีหลักอยู่สองอย่างคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายขั้นสุดท้าย กับภาษีสรรพสามิตที่เก็บตามสภาพคือ เป็นอัตราภาษีตายตัวต่อปริมาณคือเป็นลิตร ไม่ว่าน้ำมันจะราคาเท่าใดก็เก็บเท่านั้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มมีอัตราเดียวกันสำหรับทุกสินค้า จะไปลดให้สินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะไม่ได้เพราะระบบภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งระบบจะเสียหมด

ส่วนภาษีสรรพสามิตเก็บเป็นลิตรไม่เกี่ยวกับราคา ถ้าไปลดภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวกับรถยนต์และน้ำมันลงทั้งหมด ซึ่งเดิมไม่พอกับงบประมาณสร้างและบำรุงรักษาถนนหนทางอยู่แล้วก็จะยิ่งไม่พอมากขึ้น แต่การสร้างและการบำรุงรักษาถนนหนทางก็ต้องทำ ก็จะต้องไปเบียดบังเอาภาษีอย่างอื่นมาใช้ในการสร้างและซ่อมแซมถนนแทนมากขึ้น ซึ่งไม่ควรทำ เพราะจะทำให้หลักการของภาษีเสียหายไปหมด แต่เราก็ไม่ค่อยได้สนใจหลักการนี้กัน

การที่ราคานำเข้าน้ำมันแพงแต่ปริมาณการใช้ไม่ลดลง จะทำให้รายจ่ายในการนำเข้าสูงขึ้น ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนตัวลง เป็นอันตรายต่อค่าเงินบาทในที่สุด ถ้ารักษาค่าเงินบาทไว้ไม่ได้ภาวะเงินเฟ้อก็จะเกิดขึ้นอยู่ดี และอาจจะรุนแรงกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างเดียว แต่ถ้าค่าเงินบาทอ่อนลงของทุกอย่างราคาจะแพงขึ้น รวมทั้งราคาน้ำมันด้วย และถ้าจะพยุงค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนก็จะเป็นอันตรายต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ และจะเกิดการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอีก กว่าจะถึงสิ้นปีหรือหลังเลือกตั้งเป็นระยะเวลาที่ยังยาวนานถึง 6-7 เดือน ปัญหาที่ว่าอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ แต่หวังว่าไม่เกิด แต่มันเป็นเรื่องของการเสี่ยงโดยไม่สมควร

การตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติไว้ ในขณะที่ปล่อยให้น้ำมันเบนซินลอยตัว จะทำให้เกิดการบิดเบือนตลาด กล่าวคือ ถ้าราคาน้ำมันเบนซินแพงกว่าราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มนานๆ ผู้ใช้รถยนต์ก็จะหันไปใช้เครื่องดีเซลและก๊าซหุงต้มกับรถยนต์มากขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินก็ต้องลดการผลิตหันไปนำเข้าหรือผลิตเครื่องยนต์ดีเซลมากขึ้น ผิดไปจากแผนการลงทุนหมด

เคยมีปัญหาเช่นนี้ในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน โรงกลั่นน้ำมันเมื่อจะผลิตน้ำมันดีเซลให้ได้มาก น้ำมันเบนซินก็เหลือต้องส่งออกราคาถูกๆ น้ำมันดีเซลไม่พอก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะสัดส่วนของการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลไม่สอดคล้องกับสัดส่วนของน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นได้จากน้ำมันดิบ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากกลไกตลาด แต่เกิดขึ้นจากการบิดเบือนของราคาอันเกิดจากนโยบายเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจมีมูลค่าสูงกว่าเงินที่ชดเชยจากเงินกองทุนน้ำมันเป็นจำนวนมากที่มองไม่เห็น

การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เป็นเวลานาน นอกจากจะเป็นภาระกับงบประมาณที่ใช้ชดเชยราคาแล้ว ยังเป็นการบิดเบือนต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าทุกประเภท เพราะน้ำมันดีเซลเป็นสินค้าที่ต้องใช้ในการขนส่ง และเป็นวัตถุดิบที่ใช้กับเครื่องจักร เครื่องกลหลายประเภท เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการบิดเบือนผลประกอบการของบริษัท โรงงาน และหน่วยผลิตต่างๆ ทั่วไปในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ตัวเลขผลประกอบการดีเกินกว่าความเป็นจริงไป ราคาหลักทรัพย์ก็จะไม่ใช่ราคาที่แท้จริง ตลาดก็จะปรับราคาลงไปล่วงหน้าก่อน และไม่ทราบว่าจะไปยุติที่ใด เกิดความไม่แน่นอนในตลาดมากขึ้น

เมื่อราคาพลังงานมีการปรับตัวอย่างถาวรไปสู่ระดับราคาใหม่ ระบบเศรษฐกิจก็จะต้องมีการปรับตัวไปสู่ฐานราคาใหม่ ประเทศที่ปล่อยให้ราคาพลังงานปรับตัวไปสู่ระดับที่เป็นความจริงได้เร็ว ก็จะปรับตัวปรับโครงสร้างทั้งระบบได้เร็วกว่า ประเทศที่ดึงราคาไว้เป็นเวลานานๆ ผลก็คือความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวก็จะสู้ประเทศที่มีการปรับตัวอย่างรวดเร็วไม่ได้

ราคาพลังงานชนิดต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะกระทบการเลือกใช้พลังงานชนิดต่างๆ ในการผลิต และเทคโนโลยีในการผลิตในระยะยาว

เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ก็เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันเช่นเดียวกับขณะนี้ แต่ในขณะนั้นราคาน้ำมันขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะประเทศกลุ่มองค์กรผู้ส่งออกน้ำมันตัดปริมาณการผลิตลง นโยบายในขณะนั้นก็คือพยายามตรึงราคาก๊าซหุงต้ม และราคาน้ำมันดีเซลไว้ ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบขึ้นราคา ทำให้โครงสร้างราคาน้ำมันถูกบิดเบือนไปอย่างมาก มีการติดตั้งถังก๊าซหุงต้มเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงกับรถยนต์นั่ง ผู้ที่ซื้อรถนั่งใหม่ก็หันมาซื้อรถยนต์นั่งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ทำให้มีการสั่งนำเข้าก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซลที่มีราคาแพง

แต่ในขณะนั้นมีการใช้มาตรการประหยัดน้ำมันอย่างเข้มงวดและรุนแรง เช่น สั่งปิดสถานีจ่ายน้ำมันหลัง 4 ทุ่มถึงตี 5 ปิดไฟดวงเว้นดวงตามถนนหนทาง สั่งปิดสถานีโทรทัศน์ตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่ม และ 2 ยาม ก็ปิดสถานีอีกที มีการสั่งปิดสถานเริงรมย์ และป้ายโฆษณาตั้งแต่ 4 ทุ่ม มีการโฆษณาให้มีการใช้รถยนต์ร่วมกันในทุกหน่วยงานราชการ และบริษัทเอกชน (car pool) มีการใช้คำขวัญ ประหยัด นิยมไทย ร่วมใจการส่งออก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนั้นทุนสำรองระหว่างประเทศก็ร่อยหรอลงไปมาก ดุลการค้าก็ขาดดุลอย่างมาก การนำเข้าก๊าซหุงต้มและน้ำมันมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของการนำเข้าทั้งหมด ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าขึ้นราคาน้ำมันเสียเลย กับวิธีบีบรัดอย่างรุนแรงอันไหนจะดีกว่ากัน

แต่ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะรายได้ของการส่งออกของเราสูงขึ้นกว่าสมัยนั้นถึง 10 เท่า สัดส่วนของการนำเข้าน้ำมัน รวมกับก๊าซธรรมชาติที่เราซื้อจากปากหลุมก็ยังมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับการนำเข้าทั้งหมด

แต่ไม่แน่ใจว่าเมื่อราคาน้ำมันได้ปรับฐานใหม่แล้วทุกอย่างก็ต้องปรับตัวตาม เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น จะอยู่อย่างนี้ไปนานๆ คงไม่ได้

เหตุผลทางเศรษฐกิจกับเหตุผลทางการเมืองมักสวนกันอยู่เสมอ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2