|
||||||||||
|
รวมพลคนต้าน "ทักษิณ" สกัดวงจรอุบาทว์การเมือง
รายงาน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 9 วันที่ 19 สิงหาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3611 (2811) ปรากฏการณ์เครือข่ายนักวิชาการ นักธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน ที่เริ่มก่อตัวผนึกกำลังเผชิญหน้ากับ "ระบอบทักษิณ" นับวันหนาตามากยิ่งขึ้น แม้ว่ากองกำลังเหล่านั้นจะยังไม่มีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวไปในรูปแบบของ "ม็อบ" ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจที่พลพรรคไทยรักไทยจะมองข้ามและไม่นับว่าเป็นนัยที่สำคัญทางการเมือง ที่สร้างความหวือหวาให้กับวงการเมืองมากที่สุด คงไม่พ้นกลุ่มของ นายเอกยุทธ อันชันบุตร ประธานกรรมการบริหาร เครือโอเรียนเต็ล มาร์ต กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ และยังมีกิจการส่วนตัวอยู่ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย เยอรมนี นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานบริหาร บริษัท ทีพีไอ จำกัด (มหาชน) และนายอัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจอิสระ กลายเป็นกระแสการเมืองที่ร้อนที่สุดในฤดูแห่งการ "ดูด" ตัว ส.ส.ข้ามพรรคกันไปมา เมื่อกลุ่มนี้ระบุว่าจะมีการว่าจ้างบริษัทจากอังกฤษวงเงิน 160 ล้าน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ให้พรรคประชาธิปัตย์สู้เลือกตั้งสมัยหน้า ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทเดียวกันกับที่ช่วยให้ โทนี่ แบลร์ ชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว แถมด้วยการวางแนวนโยบายที่ตรงกันข้ามกับของพรรคไทยรักไทย แบบคนละขั้วโดยสิ้นเชิง และเขย่าบัลลังก์ "ทักษิณ" ด้วยการระบุว่านักธุรกิจกลุ่มหนึ่งได้ลงขันกันแล้ว คาดว่าน่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 70-80 ที่นั่ง กลุ่มถัดมา ถือเป็นยิ่งกว่าขาประจำประเภท "มวยหลัก" แห่งพรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรค ที่ถือโอกาสนี้ออกมาร่วมกระแสด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้คือรัฐบาล 4 ส. คือ 1.สร้างภาพ โดยเฉพาะรายการ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน" 2.สร้างเรื่อง ให้คนไปคิด 3.สร้างข่าวกลบข่าว และ 4.สร้างความหวังใหม่ๆ ให้กับประชาชน กลบความล้มเหลวของการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะนโยบายเอสเอ็มแอล ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในนโยบายที่อัปยศที่สุดของรัฐบาล ปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลล้ม คือ กระแสชมรมคนไม่เอาทักษิณ ไม่เอาไทยรักไทย ตามติดด้วย "ขาเก่า" ในนามของที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกจากโรงเรียนการเมือง มาวิพากษ์วิจารณ์พรรคไทยรักไทยและตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในท่วงทำนองที่เปลี่ยนไป "ผมไม่ได้อยู่ในพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่ได้เป็นสมาชิก ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารหรือตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกันในทางใดๆ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็ไม่ได้ทำงานกับรัฐบาล การทำงานที่มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับนายกรัฐมนตรีคนเดียว ทำให้หวั่นเกรงกันว่าท่านมีอำนาจถึงขนาดนี้ถ้าตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปจะไม่เสียหายหรือเพราะไม่เห็นมีรัฐมนตรีคนไหนออกมาคะคานเลย" ส่วนกลุ่ม "นักวิชาการอิสระ" ที่ยังไม่ถึงกับเป็น "ขาจร" เช่น อาจารย์สุขุม นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นว่า กระแสของชนชั้นกลางที่เกิดขึ้นอย่างน้อยเป็นการจุดประกายให้เห็นว่าคนส่วนหนึ่งของสังคมเวลานี้ไม่ได้มองแต่ผลใกล้ แต่มองอย่างลงลึก และวิตกกังวล ถ้าพรรคไทยรักไทยได้เสียงหลังการเลือกตั้งปีนี้ 400 เสียง คนไทยจะรู้สึกเหมือนไม่มีทางออก จะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อหาทางออก เพราะคนไทยมีนิสัยที่ต้องมีทางเลือกตลอดเวลา" สอดคล้องกับ "ประหยัด หงษ์ทองคำ" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่บอกว่า ให้รอดูผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 29 สิงหาคมที่จะถึงนี้ จะรู้ว่าชนชั้นกลางไม่เอารัฐบาลทักษิณจริงหรือไม่ เช่นเดียวกับ "ไชยวัฒน์ ค้ำชู" คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเห็นเหมือนกันว่า กระแสที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะการถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะที่จะทำให้คนทั้งสังคมเห็นด้วยทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ที่หมัดหนักที่สุด และผลิต "สื่อ" ออกมาถี่ที่สุด ไม่พ้นนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่เขียนบทความวิจารณ์รัฐบาลในกรณีความขัดแย้งในกองทุน สสส.ระบุว่าเป็นเรื่อง "คุณประโยชน์ ไม่ใช่ผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด อยากให้คนไทยระลึกถึงพระปฐมบรมราชโอง การเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ที่ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม เป็นทิศทางที่ใหญ่ที่สุดของคนไทยและของประเทศไทย แผ่นดินจะต้องมีธรรมครอง และเกิดประโยชน์สุขต่อมหาชน ประโยชน์สุข ก็คือสุขภาวะ" หมอประเวศสรุปสั้นๆ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ปัญหาการจัดการใน สสส.ดูจะขาดสาระเต็มที มันไม่ดับเบิลสแตนดาร์ดไปหน่อยหรือถ้าเทียบกับเรื่อง "บกพร่องโดยสุจริต" อันโด่งดัง นายกรัฐมนตรีพูดหลายครั้งแบบแผ่นเสียงตกร่องว่า ไม่โปร่งใส เอาเงินไปแจกกัน แล้วก็มาด่ารัฐบาล ปุถุชนย่อมมี "ยามดี" และ "ยามร้าย" นายกรัฐมนตรีก็คงเช่นเดียวกัน คนเรา "ยามร้าย" นั้น แม้สิ่งที่ไม่จริงก็เชื่อว่าจริงได้ การให้ร้ายองค์กรและบุคคลที่เขาทำประโยชน์แก่ประเทศชาตินั้นเป็นบาปอย่างยิ่ง "พระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของชาติ เมื่อมีพระบรมราชโองการอันสำคัญยิ่งเช่นนั้น ควรที่คนไทยทั้งชาติจะร่วมกันปฏิบัติให้เป็นจริง" ราษฎรอาวุโสทิ้งท้ายให้คิดอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่แสดงความอึดอัดต่อระบอบการเมืองแบบ "ทักษิณ" แถมมีข้อเสนอแนวทางแก้ไขเชิงโครง สร้าง นำโดยศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองอีกครั้ง จากนั้นตามติดด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีกลุ่มอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชน จะตั้งพรรคการเมืองตามแนวคิดของ ดร.อมรขึ้นมา แล้วตั้งชื่อพรรคชัดๆ ว่า "พรรคทางเลือกที่สาม" (Third Alternative Party) คอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ทั้งแนวธุรกิจ แนวการเมือง อาทิ เกษม ศิริสัมพันธ์, สุนันท์ ศรีจันทรา, พู่กันจีนเมื่อหลายเดือนก่อน ต่าง "ฟันธง" อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมไปในทิศทางเดียวกันว่า ช่วงนี้เป็นภาวะทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความอึดอัดต่อ "ระบอบทักษิณ" แม้แต่กองกำลังที่ตึกชินฯยังตั้งวงวิเคราะห์ถึง "รหัสต้านทักษิณ" ทั้งบนดินและใต้ดินอย่างคร่ำเคร่ง เพราะความคาดหวังของสังคมไทยเมื่อวันที่พรรคไทยรักไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ประกาศเจตนารมณ์ว่าจะเป็นผู้นำที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมือง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ฟื้นฟูจริยธรรม วงจรอุบาทว์ทางการเมืองจะถูกกำจัด นักการเมืองน้ำเน่า ในคราบของเจ้าพ่อ ในคราบผู้มีอิทธิพล และสังคมไม่พึงปรารถนา จะอยู่ห่างไกลจากพรรคไทยรักไทยโดยเด็ดขาด แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม แรงสนับสนุนจากคนในเมือง ฐานเสียงในกรุงเทพมหานคร กลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชน คนชั้นกลาง นักธุรกิจบางส่วน ข้าราชการที่ได้รับบทเรียนจากการ "ถูกปลด" แบบไม่รู้ตัวโทษฐานไม่สนองนโยบาย กำลังจะหมดไป เหลือเพียงประชาชนที่ได้รับอานิสงส์จากการ "ขายตรง" ของนโยบายประชานิยมหว่านเงินในเขตชนบทเท่านั้นที่ยังสวามิภักดิ์ต่อระบอบทักษิณ ที่สุดแล้วฐานการเมืองที่จะเป็นบันไดให้ "ทักษิณ" ก้าวขึ้นสู่อำนาจอีกสมัย อาจเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่ทำให้เขาต้องพบกับเส้นทางที่ต้องก้าวลงจากอำนาจอย่าง มิอาจปฏิเสธได้ จากนี้ไปอาจเรียกจังหวะก้าวนี้ว่า เป็นเส้นทางสู่ความเสื่อมถอยทางเดียวเท่านั้น ประชาชาติธุรกิจ หน้า 9
|