|
||||||||||
|
ระวัง! เศรษฐกิจไทยชะงักงัน
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 สิงหาคม 2547 ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เศรษฐกิจไทย ถูกจับจ้องกันมาก จากสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ไทย ของหลายสำนักวิจัย แนะให้จับตาดู ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ย หากมีการปรับตัวสูงขึ้นมาก และนานจนกลายเป็นปัญหาถาวรแล้ว อาจส่งผลให้เกิดภาวะ ชะงักงันทางเศรษฐกิจ หรือ Stagflation ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะบีบ ให้เกิดอาการถดถอย ทางเศรษฐกิจ ในระยะยาว โดยก่อนหน้านี้ อาการชะงักงันทางเศรษฐกิจของไทย ได้เกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งเมื่อ 7 ปีที่แล้ว หลังจากเกิดวิกฤติ ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย จนทำให้ต้องปรับลดค่าเงินบาท อย่างรุนแรง รวมทั้งปล่อยให้ ระบบอัตราแลกแลกเปลี่ยน เป็นแบบลอยตัวเมื่อปี 2540 ที่ทำให้ประเทศไทย ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย นานหลายปี ในช่วงเวลาต่อมา ความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่จะจับตามองสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง เป็นปัจจัยความเสี่ยงภัยหลักในขณะนี้ โดย ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า หากราคาอยู่ที่ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นเวลาไม่นาน ปัญหาก็จะมีไม่มาก แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงนานก็จะเกิดวิกฤติโลก อย่าลืมว่า Stagflation เคยเกิดมาแล้วในช่วงวิกฤติราคาน้ำมันโลกครั้งที่ 1 และ 2 หากวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ผล จะส่งผลต่อค่าเงินที่ลดลงและทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มหนักหน่วงมากขึ้น เพราะน้ำมันแพงขึ้น ในขณะที่รัฐบาลเน้นการใช้เงินอุดหนุนช่วยเฉพาะผู้บริโภค รัฐบาลจึงต้องบริหารนโยบายมหภาคด้วยความระมัดระวังให้มาก เนื่องจากปัญหา Stagflation หากเกิดขึ้นแล้วจะมีทางเลือกน้อยมาก นอกจากจะขึ้นดอกเบี้ย ยับยั้งให้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ภัทร เชื่อว่า ปีนี้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ในระดับ 6-6.5% หรือต่ำกว่านี้เล็กน้อย และในปีหน้าจะขยายตัวลดลงที่ 5% โดยความเสี่ยงยังคงมาจากราคาน้ำมันที่ยังประเมินไม่ได้ว่าจะขึ้นไปถึงไหน ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2547 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากในช่วงครึ่งแรกในเกือบจะทุกรายการ โดยอัตราการขยายตัวของจีดีพีจะลดลงเหลือ 5.7% จาก 6.3% ในช่วงครึ่งแรก และการขยายตัวทั้งปีอยู่ที่ 6% ต่ำกว่าเดิมที่คาดไว้ 6.5% แม้รัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ แต่ราคาน้ำมันเบนซินแพงย่อมกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ชะลอตัวลงทั้งปีเหลือ 5.5% จากปีก่อนที่ขยายตัว 6.3% หมวดสินค้าหลักที่จะได้รับผลกระทบในครึ่งปีหลัง เช่น ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะชะลอตัวเหลือ 11.8% จาก 18.8% ในครึ่งปีแรก ยอดการค้าปลีกจะหดตัวลงเช่นกันจาก 17% เหลือ 12.2% การลงทุนเอกชนท่ามกลางความไม่แน่นอนจะชะลอลงเหลือ 14.4% จาก 17.1% ซึ่งน้ำหนักการลงทุนภาคเอกชนมีมากที่ชะลอตัวลง ทำให้ลงทุนรวมของประเทศจะเหลือ 15% จาก 16.2% แนวโน้มขยายสินเชื่อของระบบสถาบันการเงินจะเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น แม้ว่าสภาพคล่องส่วนเกินจะมีอยู่ 4-5 แสนล้านบาท แต่นโยบายการเงินของแบงก์ชาติจะมีความเข้มงวดตามทิศทางเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญอุปสรรคที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพในตลาดเงิน ดังนั้น โจทย์สำคัญของรัฐบาลจะเลือกให้น้ำหนักอย่างไรระหว่างเป้าหมายรักษาเสถียรภาพ และเป้าหมายหนุนให้ขยายตัวทางเศรษฐกิจ "ดิ อีโคโนมิสต์" นิตยสารเศรษฐกิจชั้นนำของโลก รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ ในหัวเรื่อง "ความลุ่มหลงในการบริโภค" ได้เกริ่นนำว่าผู้บริโภคในสหรัฐเหนื่อยหน่ายกับการชอปปิง นักช้อปทั้งหลายในยุโรป ญี่ปุ่นและจีนจะรับบทเป็นนักช้อปแทนคนอเมริกันได้หรือไม่ จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนครั้งล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคอเมริกันมีท่าทีลังเลใจใช้จ่ายน้อยลง ลดลง 0.7% ในเดือน มิ.ย.การที่ความรู้สึกของผู้บริโภคอเมริกันตกต่ำ จึงต้องหาผู้บริโภคในส่วนอื่นของโลกมาสร้างกำลังซื้อทดแทน โดยภาพรวมยุโรปขยายตัวเพียง 2% ในไตรมาส 2 ชะลอตัวลงกว่าไตรมาส 1 สันนิษฐานได้ว่าการฟื้นตัวกินเวลานานของยุโรปอาจถึงจุดสูงสุดแล้ว อีกด้านหนึ่งของซีกโลก การฟื้นตัวของญี่ปุ่นมีการใช้จ่ายที่ลดลงจาก 4.2% ในไตรมาส 1 เหลือ 2.5% ในไตรมาส 2 ส่วนจีนที่มีปัญหากำลังเดินหน้าไปสู่ภาวะทุนนิยมมีการลงทุนมากกว่า 6.6 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ทำให้ต้องใช้มาตรการประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงแรงเพื่อสร้างสมดุลมากขึ้น ดิ อีโคโนมิสต์ จึงสรุปว่า จีนลงทุนมากเกินไป ชาวอเมริกันก็ออมน้อยลง ขณะที่ผู้บริโภคในยุโรปยังไม่ยอมใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้ชะตากรรมเศรษฐกิจโลกในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้จึงขึ้นอยู่การแก้ปัญหาความไม่สมดุลเรื่องการลงทุน การออม และการบริโภคในประเทศเศรษฐกิจสำคัญเหล่านี้ แล้วรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินหน้าในทิศทางเศรษฐกิจไปข้างหน้าแบบไหน?
|